ความยุติธรรมเข้าถึงได้ง่ายนวัตกรรมศาลยุคใหม่ ทุกคนต้องรู้!
หมายเหตุ – นายเผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมคนใหม่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ ถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้บริการประชาชน แล้วจะทราบว่าศาลยุคปัจจุบันก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว
การที่สำนักงานศาลยุติธรรมนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ทนายความ ที่เข้ามาใช้บริการศาลยุติธรรมนั้น ศาลได้นำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้นานมากแล้ว แต่ถ้าการนำเทคโนโลยีมาใช้บริการประชาชนหรือเป็นช่องทางเกี่ยวกับการพิจารณาคดีมีการนำมาใช้ราวๆ ปี 2560-2562 ระบบที่ว่าเปรียบเสมือนเป็นหน้าบ้าน ส่วนหลังบ้านให้บุคลากรใช้บันทึกข้อมูล แต่เริ่มนำมาให้ประชาชน ทนายความ ในการฟ้องคดี พิจารณาคดีเป็นไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะก่อนหน้านี้ไม่มี ก็อาศัยจากที่ว่าพอมีกฎหมายตัวนี้ออกมาสำนักงานศาลยุติธรรมจึงพัฒนาระบบให้ตอบสนองกับกฎหมาย เริ่มแรกระบบที่ใช้เป็นการยื่นฟ้องทางออนไลน์ มีการพัฒนาปรับปรุงระบบอยู่ตลอดเวลาจนทุกวันนี้
คนที่อยู่ในวงการศาลจะรู้จักในชื่อของระบบ e-Filing ประชาชน ทนายความ สามารถฟ้องคดีมาที่ศาลผ่านระบบออนไลน์ได้ จากเดิมต้องทำคำฟ้องเป็นกระดาษเดินทางมายื่นฟ้องยังศาล ก่อนยื่นคำร้องให้เจ้าหน้าที่พอมีระบบนี้ก็สามารถเป็นทางเลือกให้ว่าไม่ต้องทำคำฟ้องเป็นกระดาษ สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้เลย
จากวันที่เริ่มมีระบบตั้งแต่ราวๆ ปี 2560 สำนักงานศาลยุติธรรมก็พัฒนาเวอร์ชั่นออกมาตลอดจนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ก็มีระบบ e-Filing รุ่นที่ 4 แล้ว
ส่วนอีกระบบที่ผมมองว่าสำคัญไม่แพ้ e-Filing คือระบบการจัดทำสำนวนคดีเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ เดิมทีเอกสารสำนวนเป็นกระดาษ ถ้าจะขอดูก็ต้องไปรวมกันยังห้องเก็บสำนวน ใช้เวลารอคิว พอเห็นแบบนั้นก็ใช้เทคโนโลยีทำระบบการจัดเก็บสำนวนคดีเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถเปิดดูจากระบบออนไลน์ได้
และยังมี 1 ระบบเป็นน้องใหม่ช่วงสถานการณ์โควิดระบาด คือการสืบพยานแบบออนไลน์ เมื่อก่อนเวลาประชาชนมาขึ้นศาลอาจจะเป็นพยาน ต้องมาเอง อยู่ไกลแค่ไหนก็ต้องมา อย่างอยู่กรุงเทพฯ คดีอยู่ที่ศาลในจังหวัดเชียงใหม่ก็ต้องเดินทางไป มีค่าใช้จ่าย พอโควิดเกิดระบาดทุกคนออกไปไหนไม่ได้ ศาลทั่วโลกได้ปรับตัว จะต้องสามารถนำเทคโนโลยีมาทำให้คดีบางอย่างสามารถขึ้นศาลแบบออนไลน์ได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทาง ศาลในไทยก็ปรับตัวเช่นเดียวกัน เลยมีระบบการสืบพยานแบบออนไลน์เกิดขึ้นมา เท่ากับว่าเรานำเอาเทคโนโลยีมาใช้ระบบหน้าบ้านและหลังบ้านให้คู่ความ ทนายความยื่นดำเนินคดีกับทางศาลได้แบบที่ไม่ต้องใช้กระดาษ เราอาจเรียกได้ว่าเป็น “ศาลอิเล็กทรอนิกส์”
ส่วนระบบออนไลน์ศาลยุติธรรม Court Integral Online Service (CIOS) เป็นระบบที่สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ ศาลยุติธรรมเป็นผู้พัฒนาขึ้นเอง จะยืดหยุ่นในการพัฒนา สามารถมาปรับระบบได้ยืดหยุ่นกว่าระบบอื่นที่ให้ผู้อื่นเป็นคนพัฒนา ตัวระบบนี้ก่อนหน้าที่จะมีโควิดเดิมชื่อ “ระบบบริการข้อมูลคดี” เป็นระบบที่ให้ประชาชน ทนายความ เปิดเข้ามาดูข้อมูล แต่ยังยื่นอะไรไม่ได้ ดูได้อย่างเดียวว่าคดีศาลสั่งว่าอย่างไร ขั้นตอนไปถึงไหนแล้ว แต่พอช่วงโควิดระบาด จำเป็นต้องนำระบบ CIOS เข้ามาเสริมกับระบบ e-Filing ที่ในตอนนั้นยังไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วงนั้นอย่างที่รู้กันว่าต้องล็อกดาวน์ไม่มีใครมาศาลได้ เลยจำเป็นต้องนำระบบมาแต่งตัวใหม่ให้สามารถยื่นคำร้องกับศาลได้เพิ่มเติม
จากระบบ e-Filing ก่อนจะเปลี่ยนชื่อจากระบบบริการข้อมูลคดีเป็น “ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม” เพราะว่าตัวฟังก์ชั่นเปลี่ยนไป แต่ก็เปลี่ยนไปเพราะความจำเป็นจากสถานการณ์ในช่วงนั้น หลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลายได้ปรับระบบขึ้นเป็นระบบให้บริการอย่างครอบคลุมและมีบริการที่หลากหลายในการยื่นคำร้องบางอย่าง เช่นการยื่นคำร้อง Take it down (ระบบที่สามารถช่วยลบหรือหยุดการแชร์ภาพวิดีโอที่เป็นภาพอนาจาร) ก็ใช้ผ่านระบบ CIOS
อีกอย่างระบบนี้ไม่ใช่แค่เข้ามายื่นเรื่องได้อย่างเดียว ยังบริการในด้านอื่นอย่างเมนู Know your cases หรือ “คันฉ่อง” ด้วย
การยื่นคำร้อง Take it down ผ่านระบบ CIOS ด้วยว่า การยื่นคำร้อง Take it down มาจากตอนที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอขอแก้กฎหมายคุกคามทางเพศ บังเอิญในชั้นกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานศาลยุติธรรมได้ส่งผู้แทนไปให้ข้อมูล ในประเด็นกฎหมายคุกคามทางเพศมีความผิดอย่างไร ลงโทษแบบไหน ถือว่ามีประสิทธิภาพอยู่แล้วแต่จะให้ดียิ่งขึ้นควรจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเข้ามาด้วย
สำหรับทางผู้เสียหายที่นอกจากนำคนผิดมาลงโทษ แต่ภาพผู้เสียหายยังคงอยู่บนโลกออนไลน์จะทำอย่างไรให้ลบได้ ณ เวลานั้นยังไม่มีกฎหมายที่ตัวผู้เสียหายจะดำเนินการ มีแค่แจ้งความกับตำรวจ หรือไม่ก็กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก่อนจะขอปิดเว็บไซต์แต่ก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน
สำนักงานศาลยุติธรรมเลยได้ไอเดียเสนอกรรมาธิการไปว่าน่าจะมีมาตรการเพิ่มขึ้นอีก นำไปสู่การเพิ่มประมวลกฎหมายอาญามาตรา 284/4 แต่วันนั้นศาลยุติธรรมกล้าที่จะเสนอต่อสภาเพิ่ม เพราะว่าการเพิ่ม สุดท้ายงานก็กลับมาหาศาล เราคิดว่าโครงสร้างเทคโนโลยีของศาลยุติธรรม ณ วันนี้พร้อมที่จะทำ แต่ถ้าย้อนกลับไปช่วงปี 2560 ตอนทำระบบใหม่ๆ ผมมองว่าเรายังไม่กล้าที่จะไปเสนอให้มีการยื่นคำร้อง Take it down หากสภาเขียนร่างกฎหมายออกมาเราไม่น่าจะทำได้ แต่ทุกวันนี้ผมคิดว่าตัวโครงสร้าง
พื้นฐานทางเทคโนโลยี สำนักเทคโนโลยี บุคลากรทั่วประเทศ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ รวมถึงด้านเกี่ยวกับกฎหมายเรามีความรู้ ความเข้าใจ และพร้อมที่จะทำระบบนี้จึงนำไปสู่การที่เสนอเรื่องนี้ต่อสภา และศาลพร้อมจะเป็นผู้ทำระบบให้ พอกฎหมายประกาศใช้ได้ 1 เดือนก็มีระบบยื่นคำร้องนี้ขึ้นมา
จุดเด่นของ Take it down การยื่นคำร้องนี้เป็นหนึ่งในฟังก์ชั่นของระบบ CIOS ที่ทำได้หลายอย่างในระบบตัวนี้ทั้งยื่นคำร้อง ดูข้อมูล และยังเป็นการยื่นคำร้องที่ประชาชนดำเนินการได้ด้วยตนเองไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ยืนยันตัวตนผ่านแอพพลิเคชั่น ThaiID เยาวชนก็สามารถยื่นคำร้องเองได้ด้วย เพราะศาลยุติธรรมมองว่าการคุกคามทางเพศกลุ่มหนึ่งที่เสี่ยงเป็นผู้เสียหายด้วยคือเด็ก เยาวชน แต่บางคนรักกันดีแต่พอเลิกกันก็มีเรื่องทำนองนี้อยู่บ้าง อีกอย่างการคุกคามทางเพศบางครั้งเป็นเรื่องส่วนตัวผู้เสียหายไม่อยากไปเล่าให้ใครฟังแม้ตัวผู้ปกครอง
การยื่นคำร้องนี้เลยเป็นทางออกที่ทำได้เอง ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันใช้แค่กับศาลอาญาเพียงอย่างเดียว
ส่วนในอนาคตจะมีการยื่นคำร้องออนไลน์กับศาลทั่วประเทศได้หรือไม่นั้น ผมมองว่าจากศักยภาพระบบปัจจุบันสามารถทำได้ แต่ต้องเข้าใจว่าเรื่องกฎหมายคุกคามทางเพศเป็นเรื่องใหม่เพิ่งใช้ได้ไม่นานมานี้ การยื่นคำร้อง Take it down ก็ยังใหม่ วันนี้ที่ใช้กับศาลอาญาอย่างเดียวเพราะเป็นระบบออนไลน์ อยู่ที่ไหนก็ยื่นได้ การไต่สวนยังทำแบบออนไลน์ได้ จำนวนผู้เสียหายที่ยื่นยังอยู่ในปริมาณที่ศาลอาญารับมือได้ อยู่ในระดับหลักร้อย ส่วนหนึ่งเกิดจากการประชาสัมพันธ์อาจจะไม่ทั่วถึง
ส่วนช่วยได้หมดหรือไม่นั้น ผมว่าด้วยความที่เป็นการยื่นคำร้องที่ทำได้ง่าย บางคนที่ยื่นยังไม่รู้เรื่องกฎหมายตัวนี้ ยื่นเข้ามาไม่ใช่เรื่องคุกคามทางเพศ แต่เป็นคดีหมิ่นประมาท เมื่อไม่เข้าเงื่อนไขศาลก็ยกคำร้อง แต่ในรายเข้าเงื่อนไขก็มีอยู่จำนวนหนึ่งทางศาลก็ประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีภาพผู้เสียหายไปปรากฏอยู่ ผมมองว่าการทำทั่วประเทศยังไม่จำเป็นในช่วงนี้ แต่ถ้าจำนวนผู้เสียหายในอนาคตเพิ่มขึ้น การเปิดให้ยื่นคำร้องกับศาลทั่วประเทศไม่ใช่เรื่องยาก แต่หลังจากนี้ต้องประเมินสถิติการใช้อยู่เรื่อยๆ
จริงๆ ตอนที่มีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาแล้วทำระบบ Take it down เมื่อเข้าสู่การพิจารณาคำร้องแล้วควรทำทันที เพราะต้องแข่งกับเวลา การยื่นคำร้องนี้ยังสามารถยื่นนอกเวลาทำการของศาล เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องด่วน ส่วนการประสานงานกับแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กและเอ็กซ์ สำนักงานศาลมีการเชิญบุคลากรของแพลตฟอร์มมาทำความเข้าใจและทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็ประสานกับแพลตฟอร์มด้วย แต่การยื่นคำร้องนี้ก็ยังต้องติดตามต่อว่ามีอะไรขัดข้องหรือไม่ เพื่อพัฒนาให้ดีมากขึ้น
สำหรับเมนู Know your cases หรือ “คันฉ่อง” ที่อยู่ในระบบ CIOS ทั้ง Take it down และคันฉ่องมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งถ้าสังเกต คือประชาชนเป็นผู้ใช้โดยตรง จากเดิมถ้าไม่มี 2 เมนูนี้ภายในระบบ CIOS ประชาชนก็จะไม่มีช่องทางยื่นคำร้องออนไลน์ได้ ต้องมาศาล ส่วนคันฉ่องเกิดมาจากเพนพอยต์ของประเทศไทยที่เกี่ยวกับเรื่องศาล คนไทยมีเรื่องประชากรแฝงที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในภูมิลำเนาตัวเอง แต่เป็นผู้ที่เข้ามาพักหรือทำงานในกรุงเทพฯ แล้วคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากจนมีผลกระทบกับการดำเนินคดี เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา จะไปผูกพันกับที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน
ผมอยากให้นึกภาพตามว่าคนวัยแรงงานที่ทะเบียนบ้านอยู่ที่ต่างจังหวัดแต่ตัวอยู่กรุงเทพฯ เวลาที่ถูกดำเนินคดีศาลจะส่งหมายไปยังภูมิลำเนาเพราะเราไม่รู้ว่าเขาย้ายไปตรงไหน พอเป็นแบบนี้อาจจะเกิดปัญหาไม่รู้ว่าตัวเองถูกฟ้อง ทำให้คดีแพ่งเกิดกรณีขาดนัด คือศาลส่งหมายไปแล้วแต่ตัวจำเลยไม่มา เป็นผลเสียอย่างมากเพราะมีโอกาสแพ้คดีสูง ยังเป็นต้นทุนการดำเนินคดีของภาครัฐ ด้วยเพราะขาดนัดไปแล้ววันหลังเขามาขอพิจารณาคดีใหม่เพราะไม่รู้ว่าถูกฟ้อง ทำให้ศาลทำเรื่องนี้จบแล้วแต่กลับต้องมาเริ่มใหม่อีกครั้ง ประเด็นส่วนนี้จึงเป็นเพนพอยต์ที่ทำให้เกิดเมนูคันฉ่องขึ้นมา
ยังมียุทธศาสตร์สำนักงานศาลยุติธรรมในการที่เราใช้งบประมาณพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่ความสะดวกในการจะให้ใครมาฟ้องอย่างเดียว แต่ต้องการให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น อย่างน้อยๆ คือข้อมูลของตัวเขาเอง เพราะบางทีเขาใช้ชีวิตอยู่ปกติแต่ไม่รู้ว่าถูกฟ้องไปแล้ว ตามยุทธศาสตร์แผนพัฒนาระบบดิจิทัลของเราที่บอกไว้ว่า ศาลยุติธรรมจะเป็นผู้นำด้านการอำนวยความสะดวกด้านดิจิทัล บนพื้นฐานของข้อมูลที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ เราเริ่มจะขยับเอาข้อมูลศาล จากเดิมถ้าดูจากอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นข้อมูลที่อยู่บนกระดาษ จนเริ่มสกัดออกมาอยู่บนระบบดิจิทัล แล้ววันนี้ถ้าข้อมูลของเราพร้อม ปลอดภัย เชื่อถือได้แล้ว เราก็จะขยับบางส่วนออกไปให้บริการประชาชน
คันฉ่องถือว่าเป็นก้าวแรกซึ่งเกิดจากความจำเป็นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่มีประชากรแฝงบางส่วนไม่รู้ว่าตัวเองถูกฟ้อง ทางศาลจึงได้ตั้งชื่อว่า คันฉ่อง แปลว่ากระจกที่ส่องแล้วเห็นตัวเองว่าวันนี้มีข้อมูลอะไรอยู่ในศาลบ้าง ตรงนี้ยังเป็นแค่เฟสแรก อนาคตจะมีเฟสต่อไปอย่างแน่นอน
ภาพรวมทั้งหมดอยากจะสื่อสารต่อว่า การพัฒนาระบบเทคโนโลยีของสำนักงานศาลยุติธรรมที่ผ่านมา ปัจจุบัน และวางแผนจะทำในอนาคตเป็นการดำเนินการตามแผนพัฒนาดิจิทัลของศาลยุติธรรมระหว่างปี 2569-2572 แผนทั้ง 4 ปีนี้มีจุดขายกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่าศาลยุติธรรมเป็นผู้นำด้านการอำนวยความยุติธรรมดิจิทัลบนพื้นฐานของข้อมูลที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้
ต้องติดตามต่อว่าภายใน 4 ปี ศาลยุติธรรมจะมีพัฒนาการหรือนำข้อมูลที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านความยุติธรรมผ่านทางระบบดิจิทัลได้ง่ายขึ้น

