‘ไฟใต้’ ลุกโชน โจทย์หิน รบ. เร่งล้อมคอก-สร้างสันติสุข

26.08.26 | 09:14 น.

ไฟใต้ – หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอแนะของนักวิชาการในการแก้ไขปัญหากรณีสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังล่าสุดเกิดเหตุวางระเบิด วางเพลิง ที่ จ.นราธิวาส ปัตตานี และยะลา มากถึง 76 จุด ตั้งแต่คืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา


ณรงค์ หัศนี
รองอธิการบดีฝ่ายการลงทุนและจัดหารายได้ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่คืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ซึ่งล่าสุด ณ วันที่ 25 สิงหาคม สรุปสถานการณ์ได้ถึง 76 จุด ทั้ง จ.นราธิวาส ปัตตานี และยะลา ขณะที่รัฐบาลยอมรับว่ามีข้อมูลข่าวสารล่วงหน้า แต่ประเมินเวลาและรูปแบบการปฏิบัติของผู้ก่อเหตุได้ไม่แม่นยำเพียงพอ

Advertisement

ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติประเมินปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ครั้งนี้ไว้หลายด้าน ทั้งช่วงเวลาที่กระบวนการพูดคุยสันติสุขกำลังจะเดินหน้า การเปลี่ยนถ่ายกำลังทหาร ฤดูฝน รวมถึงปัจจัยจากการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายในบางพื้นที่

สิ่งที่ต้องทบทวนก่อนคือ เราอาจกำลังมองปัญหาชายแดนใต้ด้วยกรอบเดิมมากเกินไป คือมองว่าเป็นเรื่อง “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” หรือความขัดแย้งทางการเมืองเพียงด้านเดียว ทั้งที่สถานการณ์ปัจจุบันมีปัจจัยหลายชั้นเข้ามาซ้อนทับกัน

มองว่าปัญหาชายแดนใต้กำลังเปลี่ยนจาก Conflict แบบเดิม ไปสู่ Complex Security Problem หรือปัญหาความมั่นคงแบบซับซ้อน ซึ่งมีทั้งความขัดแย้งทางการเมือง อาชญากรรม เศรษฐกิจชายแดน ปัญหาสังคม และเครือข่ายข้ามชาติ

แต่ไม่ได้หมายความว่า เราต้องทิ้งประเด็นทางการเมืองหรืออัตลักษณ์ เพราะนั่นยังเป็นแกนสำคัญของความขัดแย้ง เพียงแต่ต้องยอมรับว่าวันนี้มีปัญหาอื่นเข้ามาซ้อนทับกับปัญหาเดิม

อย่างน้อยต้องมองหลายมิติ ได้แก่ 1.ความขัดแย้งทางการเมืองและอัตลักษณ์ ซึ่งยังเป็นแกนหลัก ทั้งเรื่องอัตลักษณ์มลายู ประวัติศาสตร์ปาตานี การกระจายอำนาจ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน 2.ยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งต้องระวังไม่สรุปว่ายาเสพติดกับขบวนการก่อความไม่สงบเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งหมด เราต้องแยก Insurgency Network กับ Criminal Network แล้วศึกษาว่ามีจุดเชื่อมกันตรงไหน

3.การลักลอบค้าและเศรษฐกิจชายแดนสีเทา ตั้งแต่สินค้าหนีภาษี บุหรี่ น้ำมัน ไปจนถึงการหลีกเลี่ยงภาษีและศุลกากร เพราะชายแดนไม่ได้มีเพียงคนที่เคลื่อนข้ามแดน แต่ยังมีเงิน สินค้า และข้อมูลไหลข้ามแดนด้วย 4.อาวุธผิดกฎหมาย ต้องแยกให้ชัดว่าอาวุธถูกใช้เพื่ออาชญากรรมหรือความรุนแรงทางการเมือง และมีตลาดหรือเครือข่ายเดียวกันหรือไม่ 5.การค้ามนุษย์และการลักลอบนำพาคนข้ามแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่เราพูดถึงน้อยเกินไป 6.เศรษฐกิจใต้ดิน การพนัน ธุรกิจบังหน้า และการฟอกเงิน เพราะอาชญากรรมสมัยใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงคนและอาวุธ แต่ต้องการเงินทุนด้วย และ 7.อาชญากรรมออนไลน์และ Scam Economy ซึ่งต่อไปชายแดนไม่ได้มีแค่ Border Security แต่ต้องคิดถึง Cyber Border Security ด้วย

ดังนั้น สมการเดิมที่ว่า “ปัญหาชายแดนใต้ = ความมั่นคง + การแบ่งแยกดินแดน” อาจต้องขยายเป็น “ความขัดแย้งทางการเมือง + อาชญากรรมองค์กร +เศรษฐกิจชายแดน + ปัญหาสังคม + เครือข่ายข้ามชาติ”

คำถามสำคัญที่สุดคือ รู้ข่าวแล้วทำไมยังป้องกันไม่ได้ รัฐบาลยอมรับว่ามีข้อมูลล่วงหน้า นั่นแปลว่าระบบข่าวอาจทำงานได้ในระดับหนึ่ง แต่มีช่องว่างระหว่าง “รู้ข่าว” กับ “นำข่าวไปปฏิบัติการเพื่อป้องกันเหตุ”

ดังนั้น 1.ต้องเปลี่ยนจาก Intelligence Report เป็น Intelligence Action คือเมื่อมีข่าวว่ามีแนวโน้มจะเกิดเหตุ ต้องสามารถแปลงข่าวนั้นไปสู่การปฏิบัติได้จริง 2.จากการรักษาความปลอดภัยแบบ “จุด” ต้องเปลี่ยนเป็นการมองแบบ “เครือข่าย” เพราะถ้าผู้ก่อเหตุเปลี่ยนเป้าหมาย เปลี่ยนเส้นทาง หรือกระจายกำลัง การรักษาความปลอดภัยเฉพาะจุดก็อาจไม่เพียงพอ และควรมีระบบ Red Team คือเมื่อฝ่ายข่าวประเมินว่า “น่าจะเกิดเหตุ” ต้องมีอีกชุดหนึ่งตั้งคำถามว่า “ถ้าการประเมินนั้นผิด หรือผู้ก่อเหตุเปลี่ยนรูปแบบ จะเกิดอะไรขึ้น?”

ถ้าถามว่าปัจจัยด้านการเมืองและการพูดคุยสันติสุขมีส่วนหรือไม่? มีความเป็นไปได้ที่จะมีมิติทางการเมือง เพราะกระบวนการพูดคุยกำลังจะเดินหน้าและความรุนแรงอาจถูกใช้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองหรือส่งสัญญาณ แต่ต้องระวังไม่สรุปว่ามีคำสั่งโดยตรงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนกว่าจะมีหลักฐาน

เป้าหมายบางแห่ง เช่น สถานที่ราชการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อาจไม่ได้มุ่งเพียงสร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่อาจมีเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ คือทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “รัฐไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้”

ดังนั้น การพูดคุยสันติสุขยังมีความจำเป็น เพราะเป็นช่องทางในการค้นหาว่าใครมีอำนาจต่อรองจริง ต้องการอะไร และจะนำไปสู่การลดความรุนแรงและการหาทางออกทางการเมืองได้อย่างไร แต่งานเจรจากับงานความมั่นคงต้องเดินไปพร้อมกัน ไม่ใช่แยกออกจากกัน

ในเรื่องการปรับยุทธศาสตร์ ขอเสนออย่างน้อย4 เรื่อง 1.แยกปัญหาให้ถูก ต้องแยกผู้ก่อความไม่สงบออกจากอาชญากรรม ไม่ใช่นำทุกอย่างมารวมกัน เพราะจะทำให้ยุทธศาสตร์ผิดตั้งแต่ต้น 2.Follow the Money ต้องติดตามเส้นทางการเงินควบคู่กับการติดตามตัวบุคคล เพราะยาเสพติด การค้าเถื่อน ธุรกิจสีเทา และการฟอกเงินอาจเชื่อมโยงกันได้ 3.สร้างระบบข้อมูลร่วม ระหว่างทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ข่าวกรอง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นักวิชาการ และข้อมูลจากชุมชน ให้เป็นศูนย์วิเคราะห์สถานการณ์ร่วมจริงๆ 4.เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จ ไม่ควรวัดเพียงจำนวนการจับกุมหรือจำนวนปฏิบัติการ แต่ต้องถามว่าความรุนแรงลดลงหรือไม่ ประชาชนเชื่อมั่นรัฐเพิ่มขึ้นหรือไม่ เศรษฐกิจดีขึ้นหรือไม่ เยาวชนมีอนาคตหรือไม่ และประชาชนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นหรือไม่

ท้ายที่สุด ปัญหาชายแดนใต้ไม่สามารถแก้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว และไม่สามารถแก้ด้วยการพูดคุยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำทั้งความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนไปพร้อมกัน

เพราะหากรัฐสามารถ “รู้ข่าว” แต่ไม่สามารถ “ป้องกันเหตุ” ได้ ช่องว่างนี้จะกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของระบบความมั่นคง และหากเรายังมองปัญหาด้วยคำอธิบายเดิมเพียงว่า “เป็นเรื่องขบวนการแบ่งแยกดินแดน” เราอาจกำลังมองเห็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา ขณะที่ความซับซ้อนอีกหลายชั้นกำลังขยายตัวอยู่รอบตัวเรา

สามารถ ทองเฝือ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี

การที่รัฐยอมรับว่า “รู้ข้อมูลล่วงหน้าแต่คาดการณ์ไม่ดีพอ” สะท้อนว่า ระบบการข่าวและการประเมินสถานการณ์ยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะการรวบรวมข้อมูลที่อาจมีอยู่จำนวนมาก แต่ยังขาดการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อประเมินพฤติกรรมและนำไปสู่การป้องกันเหตุได้จริง สิ่งที่ควรปรับคือ ระบบบูรณาการข่าวกรองระหว่างหน่วยงาน ต้องสามารถเปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็นระบบแจ้งเตือนภัยที่นำไปสู่มาตรการเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าไปแก้ไข รวมทั้งต้องมีเอกภาพในการสื่อสารของฝ่ายความมั่นคง และปรับจากการตั้งรับเชิงพื้นที่ไปสู่การรักษาความปลอดภัยเชิงรุก โดยเปิดให้ชุมชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและสะท้อนข้อมูลจากพื้นที่ด้วย

ปัจจัยทำให้สถานการณ์กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งมีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ กระบวนการพูดคุยสันติสุขที่หยุดชะงัก การไม่มีเวทีพูดคุยที่เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม อาจทำให้ฝ่ายผู้เห็นต่างเลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือต่อรอง เพื่อกดดันให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาในเงื่อนไขที่ฝ่ายตนได้เปรียบมากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อีกปัจจัยหนึ่งคือ การปฏิบัติการเชิงรุกของรัฐโดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้ได้ เพราะในตรรกะของความขัดแย้ง เมื่อฝ่ายหนึ่งยกระดับปฏิบัติการ อีกฝ่ายก็มีแนวโน้มยกระดับการตอบโต้เช่นกัน

เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ปรับยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาชายแดนใต้ เพราะยุทธศาสตร์ที่ผ่านมา หากประสบความสำเร็จอย่างเพียงพอ สถานการณ์ก็คงไม่กลับมาเกิดเหตุในลักษณะเช่นนี้อีก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทบทวนและปรับยุทธศาสตร์ โดยควรลดสัดส่วนบทบาททางทหาร เพิ่มบทบาทฝ่ายพลเรือน อปท. และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายมากขึ้น รวมถึงพิจารณาปรับงบประมาณด้านความมั่นคงบางส่วนไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การศึกษา และการพัฒนาที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของประชาชนในพื้นที่

ส่วนกระบวนการเจรจาสันติภาพจะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ มองว่าการเจรจาเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการยุติความขัดแย้งลักษณะนี้ เพราะความขัดแย้งไม่สามารถยุติได้ด้วยชัยชนะทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่การพูดคุยต้องยกระดับจาก “การพูดคุยเพื่อลดเหตุการณ์ชั่วคราว” ไปสู่ “การเจรจาทางการเมืองอย่างแท้จริง” และไม่ควรมองว่าการเจรจาเป็นทางออกเพียงด้านเดียว แต่ต้องเดินควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างความมั่นคง การแก้ปัญหาเรื่องอัตลักษณ์และธรรมาภิบาล รวมถึงต้องมีกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและให้อำนาจแก่คณะพูดคุยฝ่ายไทยอย่างเพียงพอ เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องทำให้การเจรจามีความครอบคลุม โดยเฉพาะการนำผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจและสามารถสั่งการในพื้นที่จริงเข้ามามีส่วนร่วม มีแผนปฏิบัติการร่วมที่สามารถวัดผลได้ เช่น การกำหนดพื้นที่ปลอดภัยหรือการหยุดยิงชั่วคราว พร้อมกลไกตรวจสอบร่วมจากภาคประชาชน และต้องเปิดพื้นที่หารือถึงเรื่องการกระจายอำนาจ รูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เหมาะสม และการยอมรับอัตลักษณ์มลายูมุสลิม

ส่วนข้อเสนออื่นต่อรัฐบาลนั้น รัฐบาลควรเปิดพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย ให้ประชาชน เยาวชน นักกิจกรรม และภาคประชาสังคมสามารถแสดงความคิดเห็นและขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ ได้ โดยต้องระมัดระวังการใช้กฎหมายความมั่นคงกับการเคลื่อนไหวทางความคิด เพราะการปิดพื้นที่บนดิน อาจผลักให้บางส่วนของปัญหาเคลื่อนไปอยู่ใต้ดิน ขณะเดียวกัน ควรเสริมบทบาทสถาบันการศึกษาและภาคประชาสังคมในพื้นที่ให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน รวมทั้งสร้างความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม และทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐและระบบยุติธรรม