จับสัญญาณรบ.อนุทิน สู้ศึกฝ่ายค้าน ยื่นซักฟอก

29.08.26 | 12:00 น.

จับสัญญาณรบ.อนุทิน สู้ศึกฝ่ายค้าน ยื่นซักฟอก


หมายเหตุมุมมองนักวิชาการกรณีพรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และควันหลงการอภิปรายร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2 มีมติเห็นชอบ 285 ต่อ 141 เสียง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา

ปิยณัฐ สร้อยคำ
ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

Advertisement

การเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามและหาคำตอบตามกลไกทางเมือง เพื่อทดสอบความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ซึ่งเผยให้เห็นว่ารัฐบาลของนายกฯอนุทินถูกจับตามองในหลายประเด็น ทั้งพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โครงการไทยช่วยไทยพลัส โครงการโซลาร์รูฟท็อป การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ไปจนถึงข้อกล่าวหาเรื่องฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา และประเด็นความโปร่งใสอื่นๆ

หากถามว่าประเด็นที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมานั้น ตรงใจประชาชนหรือไม่ ผมมองว่า ค่อนข้างตรง และหลายเรื่องเป็นคำถามที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องการคำตอบจากรัฐบาล โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นคำถามถึงทิศทางการบริหารประเทศ ความสามารถทางการคลัง และภาระที่ประเทศไทยกำลังส่งต่อไปยังอนาคต

ทั้งนี้ ต้องย้ำก่อนว่าการกู้เงินของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ได้หมายความว่าประเทศกำลังล้มละลายหรือเข้าสู่วิกฤตโดยอัตโนมัติไปเสียทีเดียว ในหลายสถานการณ์และหลายประเทศ การกู้เงินเป็นเครื่องมือทางการคลังที่จำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือรัฐต้องลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันหรือรัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่สิ่งที่ต้องถามคือ “ทำไมรัฐบาลต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาท และเงินที่กู้มาจะสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ประเทศมากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นหรือไม่” ซึ่งเป็นคำถามสำคัญที่รัฐต้องตอบทั้งฝ่ายค้านและประชาชนให้ได้ นอกจากนี้ เงินกู้ของรัฐบาลคือภาระผูกพันทางการคลังของประเทศในวันข้างหน้า และท้ายที่สุดผู้รับภาระคือผู้เสียภาษีทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ด้วยเหตุนี้ การตั้งคำถามดังกล่าวจึงทำให้อุณหภูมิทางการเมืองสูงขึ้น เพราะเป็นคำถามแทนใจประชาชนว่า เงิน 400,000 ล้านบาทนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นเพียงใด จะสร้างงาน สร้างรายได้ ลดต้นทุน หรือเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างไร ถ้าเงินกู้สามารถสร้าง “อนาคต” ที่มีมูลค่ามากกว่าหนี้ที่เกิดขึ้น การกู้ก็สามารถอธิบายได้ นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบต่อฝ่ายค้านและต่อประชาชนให้ชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ข้อสังเกตของฝ่ายค้านเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสและโซลาร์รูฟท็อปจึงมีน้ำหนัก เพราะทำให้สังคมหันกลับมาถามว่า ใครคือผู้ได้รับประโยชน์จากเงินกู้ และประชาชนได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด ส่วนตัวผมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพราะเป็นทิศทางที่ประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้งบประมาณที่กู้มาเหล่านี้มีกลไกในการตรวจสอบสูงสุด

อีกประเด็นหนึ่งที่การอภิปรายครั้งนี้ทำให้การเมืองร้อนแรงขึ้น คือการบริหารจัดการน้ำและน้ำท่วม ซึ่งรัฐบาลของนายกฯอนุทินไม่ได้เจอปัญหานี้เป็นครั้งแรก และก่อนการขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของนายกฯอนุทินก็ประสบกับปัญหาเหล่านี้ในรัฐบาลก่อนหน้ามาแล้วเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และคนก็คาดหวังให้รัฐบาลมีวิธีการ กลไก หรือการดำเนินการที่เร็วมากกว่านี้

ทุกปีเมื่อเกิดน้ำท่วม เรามักเห็นภาพเดิม คือรัฐบาลลงพื้นที่ เยี่ยมประชาชน ตั้งศูนย์บัญชาการ แจกถุงยังชีพ และจัดงบประมาณเยียวยา แต่เมื่อสถานการณ์ผ่านไป คำถามเชิงโครงสร้างกลับค่อยๆ หายไปจากพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่รัฐสภาควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐบาลช่วยผู้ประสบภัยเท่าไร” แต่ต้องถามว่า เหตุใดประเทศไทยจึงต้องใช้งบประมาณแก้ปัญหาเดิมซ้ำทุกปี

ส่วนประเด็นฮั้วเลือก ส.ว. ทุจริตสอบท้องถิ่น หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับเครือข่ายทางการเมือง ถือเป็นอีกแนวรบที่รัฐบาลต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม การอภิปรายเรื่องเหล่านี้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหลายเรื่องยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ การอภิปรายจึงต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ข้อกล่าวหา” “ข้อสงสัย” และ “ข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว” นอกจากนี้ประเด็นนี้ยังเขย่าความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศหรือไม่

หากถามว่าการอภิปรายตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม ทำให้รัฐบาล “เสียทรง” หรือไม่ผมมองว่ายังไม่ถึงขั้นเสียทรงในเชิงเสถียรภาพทางการเมือง แม้ตัวเลขในสภา รัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือรัฐบาลชนะการอธิบายต่อประชาชนหรือยัง และพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลเชื่อมั่นแค่ไหนว่าพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันยังคงลงเรือลำเดียวกัน เพราะในระบอบประชาธิปไตย เสียงข้างมากทำให้รัฐบาลบริหารประเทศได้ แต่ความไว้วางใจของประชาชนต่างหากที่ทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การซักฟอกรัฐบาลในสภาช่วงนี้คิดว่าเป็นการนวดไปก่อนที่จะเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ช่วงก่อนการเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะมีการต่อรองกันอย่างกว้างขวาง และอาจจะเห็นการอภิปรายแบบไม่ลงมติ ตอนนี้พรรคที่เป็นตัวแปรสำคัญ คือ พรรคส้ม เนื่องจากทำงานไม่เหมือนเดิมแบบในอดีต เช่น ออกมาบอกว่าพร้อมที่จะร่วมมือกับพรรคแดง พรรคเขียว ซึ่งก่อนหน้านี้ออกมาบอกว่า พรรคเขียวเป็นพรรคสีเทา มีเราไม่มีเทา แต่อยู่ดีๆ พรรคส้มจะไปร่วมมือกับพรรคเขียว เมื่อพรรคส้มเป็นแบบนี้โอกาสที่จะไปดีลกับพรรคน้ำเงินมีโอกาสเป็นไปได้เหมือนกัน จึงมองว่าโอกาสที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติก็ได้

หากมองการอภิปรายแบบลงมติ เชื่อว่ารัฐบาลก็ผ่านฉลุย แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีการต่อรองอย่างหนัก เชื่อว่าพรรคเขียวก็พร้อมจะสนับสนุนรัฐบาล ความเห็นส่วนตัวการรับรู้ทางสังคมมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก แต่เสียงในสภามันคนละข้างกัน เสียงของประชาชนอาจไม่พอใจรัฐบาล แต่เสียงในสภาพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาล ดูได้จากการผ่าน พ.ร.บ.กู้เงิน ที่ผ่านมาตัวเลขชัดมาก พรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยเป็นเอกภาพ และพรรคกล้าธรรมก็เป็นเอกภาพอย่างชัดเจนว่าจะลงมติ หรือไม่ลงมติ ยอมรับว่าเป็นพรรคฝ่ายคอย หากพรรคเพื่อไทยกดดัน เล่นเกมการเมือง พรรคเพื่อไทยเองอาจจะถูกแบ่งเป็นคนละครึ่ง และยังมีพรรคเขียวยังสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ส่วนการซักฟอกในช่วงนี้มองว่ายังปล่อยข้อมูลไม่หมด แต่การรับรู้ในสังคมเชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจคงไม่ไกลไปกว่านี้ เชื่อว่าประเด็นฮั้ว ส.ว.อาจจะมีข้อมูลที่ลึกขึ้น แต่สาระสำคัญที่รู้กันอยู่ คือ การได้มาของ ส.ว. ซึ่งรัฐบาลจะต้องชี้แจงในส่วนนี้ด้วย เพราะคนของรัฐบาลไปเกี่ยวข้อง แต่กระบวนการทั้งหมดรัฐบาลอ้างได้ว่าการเลือก ส.ว.เกิดขึ้นมาจาก กกต. รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการได้มา แต่คนในรัฐบาลที่เกี่ยวข้องจะต้องไปชี้แจงเป็นรายบุคคล

การซักฟอกในช่วงนี้มองว่าเป็นการเร้าประชาชนให้ติดตาม เพราะพรรคฝ่ายค้านรู้ว่า กกต.อาจจะปัดตกในเรื่องฮั้ว ส.ว. แต่พรรคฝ่ายค้านยังต้องการให้ไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งที่รู้ว่าเสียงรัฐบาลมีมากกว่า แต่ต้องการให้มีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งรัฐบาลอาจจะผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่รัฐบาลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และเปิดโปงข้อมูล แม้ว่าจะผ่านการอภิปราย แต่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน หากพรรคส้มกลับมาสู่หลักการแบบเดิม และไม่ต่อรองกับพรรคใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะแพ้การโหวตในสภา แต่หากพรรคส้มนำข้อมูลจำนวนมากออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคส้ม

สำหรับการซักฟอกช่วงนี้จะมีผลการต่อการปรับ ครม. ประกอบกับรัฐบาลทำงานผ่านมา 6-7 เดือนเริ่มเห็นแล้วว่า ใครทำงานช่วยเหลือประชาชน สร้างความเชื่อมั่น สร้างคะแนนความนิยม และรัฐมนตรีคนใดทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ จึงเป็นโอกาสของรัฐบาลที่จะปรับ ครม. ประการต่อมารัฐบาลต้องปรับ ครม. เพราะรัฐบาลมาจากกลุ่มพลังทางการเมืองหลายกลุ่มมาก และหลายกลุ่มยังไม่ได้รับส่วนแบ่งจากอำนาจ ในการปรับ ครม.จะเปิดโอกาสให้กลุ่มอำนาจอื่นได้เข้ามามีอำนาจ และยังเป็นการรักษาฐานอำนาจของรัฐบาลอีกด้วย ที่สำคัญอาจจะมีการดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้รัฐบาลมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

การปรับ ครม.ควรปรับก่อนหรือหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมมองว่าหากปรับก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจะถูกกล่าวว่าหนีการอภิปราย แต่จะทำให้มีการกระชับอำนาจ และมีความไว้ใจกันมากยิ่งขึ้น เช่น หากครูใหญ่เนวิน มองว่าพรรคเพื่อไทยจะเบี้ยว ก็จะต้องปรับตำแหน่งรัฐมนตรีให้พรรคเพื่อไทยจนพอใจ เพื่อจะให้ลงมติไปในทิศทางเดียวกัน ยอมรับว่าจะต้องได้อย่างเสียอย่าง แล้วแต่นายกฯอนุทินจะเลือกเอาแบบไหน

หากปรับหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผลเสียคือ หากพรรคเพื่อไทยเบี้ยว ยกมือตรงข้ามฝ่ายรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจบเลย และจะไม่มีการปรับ ครม. เพราะรัฐบาลไปก่อน อยากให้จับตามองในเรื่องการปรับ ครม.ช่วงก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากพรรคเพื่อไทยได้ตำแหน่งสำคัญๆ ในการเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับตระกูลบ้านใหญ่อื่นๆ ได้เข้ามาจัดสรรผลประโยชน์อีกด้วย

หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อรัฐบาลถือว่าผ่านมาแล้ว เพราะมี 2 นัย กู้เงิน 2 แสนล้านบาทมาดำเนินการเรื่องโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้นไม่มีปัญหา แต่ที่เหลืออีก 2 แสนล้านบาทการปฏิรูปพลังงานรัฐบาลจะต้องทำแผนทำโครงการให้ชัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประการต่อมามาตรการใช้หนี้คืน แต่ที่สำคัญน่าจับตามองคือ การลงมติที่ผ่านมามีนัย เพราะเห็นเอกภาพที่ชัดเจนระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย แต่เห็นสัญญาณบางอย่างจากพรรคกล้าธรรมที่ลงมติแบบงดออกเสียง แสดงว่าพรรคกล้าธรรมมีการประเมินอยู่เหมือนกัน ในความหมายไม่ได้ค้าน 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนกับพรรคส้ม หรือพรรคสีฟ้า แสดงให้เห็นว่าพรรคกล้าธรรมยังมีอำนาจการต่อรองอยู่บ้าง จึงเชื่อมโยงไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เพราะพรรคกล้าธรรมมี 51-52 เสียง มีผลต่อความเป็นอยู่เป็นไปของรัฐบาลเช่นกัน หากเกิดพรรคเพื่อไทยเล่นเกมการเมือง

ส่วนโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะมีโอกาสต่ออายุรัฐบาลได้หรือไม่นั้น ประเมินว่าน่าจะมีการต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่ยังมองไม่เห็นว่าจะเอาเม็ดเงินมาจากไหน เพราะเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทจ่ายไปหมดแล้ว ทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส และ 2 แสนล้านบาทหลังจะต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับการปฏิรูปพลังงาน มองว่ากระแสรัฐบาลอยากจะต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสไปอีก เพราะว่ารัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์หลายเรื่อง ทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลตกต่ำ จึงมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสเท่านั้นที่จะกระตุ้น หรือรักษาฐานคะแนนนิยมของรัฐบาลเอาไว้ได้ แต่ประเด็นสำคัญจะหาเงินจากที่ไหน ซึ่งเป็นปัญหาจะต้องคิด

โครงการโซลาร์รูฟท็อปดูไปแล้วจะต้องทำเหมือนกัน เพราะอยู่ในเงื่อนไขกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่จะไปใช้โครงการที่กล่าวมา 2 แสนล้านบาท ที่จะต้องเปลี่ยนพลังงานฟอสซิลให้ไปเป็นพลังงานที่เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนมากกว่านี้

หากให้มองประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลคือ เรื่องที่ 1 คือฮั้ว ส.ว. เรื่องที่ 2 คดีเรื่องเขากระโดง เพราะเรื่องนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยคิดหนักพอสมควร ในการลงมติไม่ไว้วางใจ เรื่อง 3 กักตุนน้ำมัน และเรื่องที่ 4 โกงข้อสอบ โดยเฉพาะเรื่องที่ 1 และ 2 เป็นการคาบเกี่ยวระหว่างรัฐบาลก่อนหน้านี้กับรัฐบาลชุดนี้ ส่วนเรื่องที่ 3 และ 4 เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ หากทั้ง 4 เรื่องนี้ฝ่ายค้านเสนอการอภิปราบไม่ไว้วางใจและลงมติ จะทำให้ประชาชนสนใจและติดตามเยอะ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลสามารถประคับประคองผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะเล่นเกมการเมืองอย่างไร เชื่อว่าระดับครูใหญ่อย่างเนวิน สามารถบาลานซ์ หรือต่อรองคะแนนฝ่ายรัฐบาล ให้สามารถผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้แบบสบายๆ

ปัญหาการเมืองส่วนหนึ่งอาจจะมาจากเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจไม่ดีความสนใจในเรื่องการเมืองของประชาชนจะน้อยลง เพราะประชาชนต้องมาคิดแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาปากท้อง การทำมาหากิน หากเศรษฐกิจดี มีชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ความสนใจในเรื่องการเมืองจะเกิดขึ้นด้วย หากมองในสมัยทักษิณ ชินวัตรเศรษฐกิจดี คนสนใจการเมืองค่อนข้างสูงเมื่อเศรษฐกิจทรุด การเมืองล้มเหลว ประชาชนจะออกมาเดินขบวนไล่รัฐบาล

อย่างไรก็ตาม อยากฝากรัฐบาลให้คิดถึงความเป็นอยู่ของประชาชน คนต่างจังหวัด คนท้องถิ่น คนรากหญ้า เพราะมีชีวิตความเป็นอยู่ลำบากมาก ช่วงนี้พึ่งไทยช่วยไทยพลัสมาตลอด และจะหมดโครงการภายในเดือนหน้า แต่ยังไม่เห็นว่าทิศทางเศรษฐกิจดีขึ้น อยากให้รัฐบาลมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมให้ประชาชนกินดีอยู่ดีมากขึ้นกว่านี้