2คดีร้อน‘บาร์โค้ด-ฮั้วส.ว.’ชนวนจุดเปลี่ยนการเมือง?
หมายเหตุ – นักวิชาการสะท้อนมุมมอง 2 คดีสำคัญ คือการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ส.ส. มีรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวันที่ 28 กันยายน กับคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เมื่อปี 2567 กกต.จะลงมติวันที่ 14 กันยายนนั้น มีผลต่อการเมืองไทยอย่างไร
ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

คดีฮั้ว ส.ว.การลงมติ กกต.จะมีแนวทางได้ 3 แนวทาง คือ 1.ส่งคำร้องทั้ง 229 รายไปที่ศาลฎีกา หากส่งคำร้องไปทั้งหมดตามแนวทางนี้ ถ้าศาลรับคำร้องก็จะส่งผลให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
2.ส่งคำร้องบางส่วนไปที่ศาลฎีกา และยกคำร้องบางส่วน บางส่วนที่ถูกส่งไปหากเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้าได้รับการยกคำร้องเรื่องก็จบไป
และ 3 ยกคำร้องทั้งหมด ซึ่งแนวทางนี้ก็เป็นไปตามความเห็นของอนุฯ ชุดที่ 36 หากผลเป็นไปตามแนวทางนี้ก็เท่ากับว่าเรื่องนี้ทั้งหมดก็จบลงเช่นเดียวกัน นี่คือ 3 ฉากทัศน์ 3 แนวทางที่จะเกิดขึ้น แต่แนวทางที่คิดว่าน่าจะออกมา คือ เป็นแนวทางที่ 2 หรือ 3 ไม่น่าจะออกเป็นแนวทางที่ 1 คือ ส่งฟ้องทั้งหมด
ส่วนประกาศ กกต.ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 28 สิงหาคม คงมีนัย เพราะว่าการสอบของอนุฯ 2 ชุด ชุดที่ 26 และชุดที่ 36 ก็ได้มีการรวบรวมข้อเท็จจริงพยานหลักฐานไว้พอสมควรอยู่แล้ว แต่การที่ 7 เสือ กกต. รวมถึงคณะกรรมการชุดใหญ่มีการขอพยานหลักฐานเพิ่มเติม หมายความว่ายังมีบางประเด็นที่ต้องการ หรือว่าอาจจะยังมีประเด็นที่ยังมีข้อสงสัยหรือว่าการหลักฐานต่างๆ นั้นยังไม่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์
อาจจะออกแนวทางที่ 2 คือว่าอาจจะมีการยกคำร้องบางส่วนและส่งฟ้องบางส่วนจึงได้มีการไปแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งหมดนั้นผลวินิจฉัยของทั้ง 2 อนุฯ ไม่ว่าจะเป็นชุดที่ 26 หรือชุดที่ 36 ก็ไม่ได้ผูกพันบังคับให้ 7 เสือ กกต.จะต้องไปวินิจฉัยตามนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นอาจจะมีแนววินิจฉัยที่แตกต่างจาก 2 ชุดเลยก็เป็นไปได้ จึงต้องมีการไปแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม
ถ้าผลออกมาในแนวทางที่ 2 หรือ 3 บุคคลที่ถูกส่งชื่อถ้าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ในฟากฝั่งรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารก็ตามก็จะทำให้เสียงของรัฐบาลก็ต้องหายในสภาส่วนหนึ่ง
เพราะว่าต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็อาจจะไม่ถูกนับรวมในจำนวน ส.ส.เท่าที่มีอยู่ด้วย ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นในฝั่งฝ่ายบริหาร คือ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีก็เป็นเหตุที่อาจจะทำให้รัฐมนตรีบางคนต้องถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่
แต่นั่นก็คงไม่ได้ถึงขั้นที่จะทำให้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะว่ารัฐบาลก็ยังคงมีเสียงในสภาค่อนข้างเยอะ แต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์รัฐบาล
ถึงแม้ว่ายังไม่มีคำวินิจฉัยในปัจจุบัน ด้วยการที่มีการเคลื่อนไหวในสังคม องค์กรต่างๆ ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล ข้อวิพากษ์วิจารณ์อะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ยิ่งส่งผลให้ภาพลักษณ์ได้รับผลกระทบอยู่แล้วรวมไปถึงภาพลักษณ์ของ กกต.ด้วย
สำหรับแนวทางที่ 3 คือยกคำร้อง ถ้าออกในทางกฎหมายก็จบลง ไม่มีบุคคล คนใด ทั้ง ส.ส. รัฐมนตรีอะไรต่างๆ ที่จะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ว่าสิ่งที่จะต้องเผชิญก็คือเสถียรภาพนอกสภา อาจจะมีการหยิบจับไปขยายประเด็น ไปทำให้เกิดการก่อม็อบหรือว่าการชุมนุมประท้วงการเรียกร้องหรือการไปทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล มันอาจจะไม่ได้มีผลต่อเสียงในสภา แต่ว่ามีผลต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มันอาจจะเกิดขึ้นตามมาก็ได้
ส่วนคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันนี้ กกต. ซึ่งเป็นผู้ถูกร้องได้มีการยกอธิบายเหตุผลว่า การที่บัตรเลือกตั้งเหล่านี้ต้องมีบาร์โค้ดนั้นเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย และในขณะเดียวกันถ้าองค์ประกอบ 3 ส่วนไม่มาประกอบร่างกันได้ไม่ว่าจะเป็น 1.ตัวต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง 2.ตัวบัตรเลือกตั้งที่ได้กากบาทแล้ว และ 3.บัญชีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
หาก 3 ส่วนนี้ถ้าไม่ประกอบร่าง ความลับก็ยังคงมีอยู่ นั่นคือสิ่งที่ กกต.พยายามที่จะต่อสู้ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วมีลงไปเผชิญสืบเหล่านี้ คิดว่าโอกาสที่จะทำให้การเลือกตั้งโมฆะอาจจะมีไม่มากนัก ถ้าตราบใดที่ยังมีการรักษา 3 ส่วนไม่ให้ประกอบร่างกันได้
แต่เป็นไปได้ว่าท้ายสุดแล้ว ศาลอาจจะมีคำวินิจฉัยออกมาลักษณะที่เป็นข้อแนะนำ หรือคำสั่งให้ กกต.ไปปรับปรุง และอาจจะบอกว่าในครั้งหน้าห้าม กกต.ดำเนินการใส่เครื่องหมายใดๆ ลักษณะนี้ลงไปในบัตรเลือกตั้งอีก
เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงขั้นเซตซีโร่ เพราะว่ามันต้องแยก 2 ส่วน ในส่วนที่ 1 ก็คือ กระบวนการในการทำงานของ กกต. กับส่วนที่ 2 ก็คือ ส่วนที่เป็นผลการเลือกตั้ง โดยส่วนที่ 2 ถ้าเป็นผลการเลือกตั้ง ตราบใดที่มันยังไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมา ยังไม่มีใครที่สามารถจะเอาหลักฐานออกมาได้ว่า นาย ก. เลือกใคร นาย ข. เลือกใคร ผลการเลือกตั้งยังไม่ถูกกระทบ แต่ว่าในส่วนที่ 1 เรื่องกระบวนการทำงานอาจจะเป็นไปได้ที่ศาลอาจจะตำหนิติง หรือมีคำสั่ง มีข้อแนะนำอะไรต่างๆ ไม่ให้ กกต.ดำเนินการในลักษณะนี้อีกต่อไป
อดิศร เนาวนนท์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และคดีฮั้วเลือก ส.ว. เป็นสองคดีความทางการเมืองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ชี้ชะตาความน่าเชื่อถือองค์กรอิสระอย่าง กกต. อาจส่งผลสะเทือนถึงสถานะ ส.ว.ชุดปัจจุบัน
มองเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก อาจทำให้สืบรู้ได้ว่า ใครลงคะแนนให้ใคร กับแนวทางที่ 2 มองว่า เป็นเพียงกระบวนการตรวจสอบการใช้สิทธิและจำนวนบัตรเท่านั้น ผลลัพธ์สุดท้ายคดีขึ้นอยู่กับการนำสืบพยานหลักฐาน ว่า มีความลึกซึ้งเพียงพอที่จะนำไปสู่คำสั่งยกเลิกการเลือกตั้ง และให้เลือกตั้งใหม่
หรือไม่
หากศาลฯคำวินิจฉัยว่า ระบบบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับจริงๆ เชื่อมโยงไปถึงบริบทการทำงานพรรคการเมืองปัจจุบันว่าไม่สามารถจะฝากผีฝากไข้ได้แล้ว ศาลก็อาจใช้สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบร่วมในการตัดสินให้มีการเลือกตั้งใหม่ จะสร้างแรงกระแทกและผลกระทบทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่ถ้ามองในมุมคอนเน็กชั่นความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองหน้าฉากกับหลังฉากมองว่า ตอนนี้ยังดีอยู่ ยังไม่มีอะไรเสียหาย และยังไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะต้องคิดอย่างรอบคอบ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคดีบาร์โค้ดบัตร ต้องขึ้นอยู่กับการนำสืบพยานหลักฐานว่ามีความลึกซึ้งเพียงพอที่จะนำไปสู่คำสั่งยกเลิกการเลือกตั้งและให้จัดเลือกตั้งใหม่หรือไม่
คาดว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาหลักฐานและบริบททางการเมืองที่นำมาประกอบกัน
ส่วนประเด็นคดีฮั้วเลือก ส.ว. จะคล้ายๆ คดีโกงสอบท้องถิ่นจะได้แค่ปลาซิวปลาสร้อยเท่านั้น เพราะขณะนี้มีการชี้เป้าเอาผิดเฉพาะกลุ่มผู้สมัคร ส.ว. ที่ขาดคุณสมบัติและฝ่าฝืนกฎหมายถึง 1,767 ราย ส่วนกลุ่มที่ฮั้วแบบถูกกติกายังสาวไม่ถึง เพราะการดำเนินการ กกต.มักตรวจสอบกลุ่มที่ขาดคุณสมบัติทั่วไป ยังไม่สามารถแตะถึงโครงสร้างขบวนการฮั้วที่แท้จริงได้ เนื่องจากการตรวจสอบและเอาผิดให้ถึงตัวผู้กระทำจริงทำได้ยากมาก รูปแบบการฮั้วมักทำตามกรอบกติกาและวิธีการที่ถูกกฎหมายกำหนด แต่กระบวนการเบื้องหลังหรือการจัดตั้งกลุ่มเพื่อลงคะแนนนั้นซ่อนอยู่ลึกและตรวจสอบตามจับได้ยาก
กลุ่มนี้ใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง แต่จะมองว่าไม่ได้ผิดกฎหมายข้อไหน ไม่มีใครเห็น ตามไม่ทัน จึงไม่ได้สนใจว่ากำลังกระทำความผิดอยู่ แต่ทุกคนต่างก็รู้กันหมด
ดูง่ายๆ จากปรากฏการณ์รวบยอดที่เกิดขึ้น เช่น ผลการเลือก ส.ว. มีไปกองอยู่จังหวัดบุรีรัมย์มากกว่าจังหวัดนครราชสีมา แค่นี้ทุกคนก็รู้แล้ว แต่ว่ากระบวนการบอกว่าทำถูกตามขั้นตอนทุกอย่าง เพราะฉะนั้นอาจไม่สามารถทำให้คดีสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาดในวาระของ ส.ว.ชุดนี้ได้
ส่วนกำหนดการที่ กกต.จะพิจารณาเรื่อง ส.ว.ในวันที่ 14 กันยายน ยังยากที่จะคาดเดาผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ว่าจะเปลี่ยนชะตากรรมของ กกต.และ ส.ว.ได้มากน้อยเพียงใด เพราะต้องขึ้นอยู่กับบริบททางการเมืองโดยรวมด้วย หากกลุ่มผู้มีอำนาจหรือเครือข่ายเบื้องหลังอยู่ในภาวะขาลง มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น หรือสูญเสียการเชื่อมโยงทางการเมือง อาจส่งผลกระทบสะเทือนต่อสถานะและนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของ กกต.และ ส.ว.ได้
เศวต เวียนทอง
อาจารย์พิเศษสาขารัฐศาสตร์การปกครอง
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ทั้งคดีบาร์โค้ด และคดีฮั้ว ส.ว. ค่อนข้างสลับซับซ้อน และมีตัวละครมากมาย ถ้าเป็นคดีบาร์โค้ด เท่าที่ทราบ ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยวันที่ 28 กันยายนนี้
สำหรับคดีบาร์โค้คเป็นประเด็นข้อโต้แย้งเรื่องความลับลงคะแนนของ กกต.ยืนยันว่าระบบดังกล่าวเป็นมาตรการความปลอดภัยไม่สามารถสืบย้อนหาตัวบุคคลที่ลงคะแนนได้ เนื่องจากการเก็บรักษาเอกสารสำคัญ
3 ส่วนชัดเจน แบ่งเป็นบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อ แยกออกจากกัน ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา ว่าใครเป็นคนลงคะแนนดังกล่าว
ส่วนแนวโน้มการพิจารณาคดี ไม่รู้เป็นทิศทางไหน ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล ศาลรัฐธรรมนูญอาจพิจารณาตามความเห็น กกต.หรือฝ่ายคัดค้านได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน และสำนวนการสอบสวน
ส่วนตัวมองว่า การพิจารณาอาจออกได้ทั้ง 2 หน้า จึงไม่มีความแน่นอน ทั้งนี้ ต้องดูจากวิเคราะห์จากการไต่สวน และเดินเผชิญสืบและการยื่นแถลงการณ์ปิดคคีเป็นหนังสือภายในวันที่ 11 กันยายนนี้
สำหรับคดีฮั้วเลือก ส.ว. ขึ้นอยู่กับ กกต.ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าไม่ส่งอาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ กกต.ได้
เนื่องจากกระแสสังคมเห็นว่ามีการล็อบบี้ และทุจริตการคัดเลือกสรร ส.ว.ชุดดังกล่าวจริง ถ้าส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาและวินิจฉัย ประชาชนสามารถไว้วางใจและเชื่อถือได้ เชื่อว่าคดีดังกล่าวเป็นอันยุติ เพราะศาลอาจไม่ทราบว่ามีการดูแลเลี้ยงดูปูเสื่อ และจ่ายเงิน หรือค่าตอบแทน ตั้งแต่เมื่อใด อาจพิจารณาว่าสามารถรับฟังและเข้าข่ายข้อเท็จจริงได้ แต่ถ้ามีพยานบุคคลที่แสดงตัวได้ อาจพิจารณาให้มีเลือกตั้งหรือสรรหาดังกล่าว เป็นโฆฆะได้เช่นกัน
การเปรียบเทียบคดีของนายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ 8 สมัย ที่มีการทำบุญบูชาเทียน เป็นเงินจำนวน 2,000 บาท กกต.ยังพิจารณาแจกใบส้ม ให้จัดมีการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ แต่คคีดังกล่าว เห็นว่ามีการใช้เงินจำนวนมากล็อบบี้ และมีการจ่ายเงินจริง ถ้าส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง อาจสั่งให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโฆฆะ เพราะมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง และสั่งให้ กกต.จัดเลือกตั้งใหม่ หรือสรรหา ส.ว.ชุดใหม่โดยเร็วได้ ทั้งนี้ กกต.มีการพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ส.ว.ในวันที่ 14 กันยายนนี้
ส่วนผลกระทบทางการเมืองนั้นต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก ไม่มีผลกระทบเลย รัฐบาลสามารถอยู่ไปได้ เสถียรภาพยังมั่นคงเนื่องจากเป็นผู้คุมสภาล่าง แต่อีกส่วนสอง ส่งผลกระทบต่อการเมืองในวงกว้าง มีผลกระทบต่อรัฐบาล ประชาชนไม่มั่นใจในเสถียรภาพรัฐบาล อาจลุกลามไปสู่การเลือกตั้ง ส.ส.ในสมัยหน้าได้ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้างผลงาน เพื่อกลบความไม่เชื่อมั่น หรือล้มเหลวในเรื่องฮั้วเลือก ส.ว.ต่อไป

