ฮั้วส.ว. – คำร้องการตรวจสอบฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เริ่มต้นในห้วงพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ “ภูมิธรรม เวชยชัย” นั่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะกำกับดูแลคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รับเรื่องที่ กลุ่ม ส.ว.สำรอง ยื่นร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และ กกต.ให้ตรวจสอบการเลือก ส.ว.ทั้ง 200 คน
ภายหลังมีการเลือกระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 พบข้อมูล หลักฐาน และพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลเข้าข่ายกระทำความผิดทำให้การเลือก ส.ว. ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามมาตรา 77 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 โดย กกต.ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งมีตัวแทนจากดีเอสไอ ร่วมเป็นคณะกรรมการสืบสวนฯ ด้วย
จากการตรวจสอบพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงต่างๆ พบว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 229 คน แบ่งเป็น ส.ว. 138 คน และบุคคลอื่นๆ ที่รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวม 91 คน พร้อมกับเสนอความเห็นต่อ กกต.ให้แจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 229 คน
ขณะที่ กกต.ได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ขึ้นมากลั่นกรอง ก่อนส่งสำนวนให้ กกต.ชุดใหญ่ 7 คน ชี้ขาด แม้จะมีข้อครหาบุคคลที่คัดเลือกเข้ามาเป็นคณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 7 คน ว่ามีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง โดยคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เห็นตรงข้ามกับข้อเสนอของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด และเสนอให้ยกคำร้อง ซึ่ง กกต.ได้นัดลงมติชี้ขาดคำร้องฮั้วเลือก ส.ว.ในวันที่ 14 กันยายนนี้
การตรวจสอบฮั้วเลือก ส.ว.มีความเข้มข้นมาตั้งแต่ในยุคที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล โดยมีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย มีความดุเดือดถึงขั้นกลุ่ม ส.ว.ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบ การทำหน้าที่ของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” และ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ว่าเข้าข่ายใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการตรวจสอบกรณีฮั้วเลือก ส.ว.หรือไม่ แม้ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่าทั้งสองคน ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซง กคพ. ในตรวจสอบฮั้วเลือก ส.ว.
ภายหลังพรรคภูมิใจไทย กลับมาเป็นแกนนำรัฐบาล โดยมีพรรค พท.เป็นพรรคร่วมรัฐบาล บทบาทการตรวจสอบคดีฮั้วเลือก ส.ว. กลับมามีความเข้มข้นเดินหน้าตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.อีกครั้ง ภายใต้บทบาทการตรวจสอบของแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน อย่าง พรรคประชาชน (ปชน.) ที่มี “พริษฐ์ วัชรสินธุ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)
ผนึกกำลังกับ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เดินหน้าเปิดข้อมูล หลักฐานเชื่อมโยงขบวนการฮั้วเลือก ส.ว. ทั้งเส้นทางเงิน ข้อมูลโทรศัพท์ สถานที่จัดทำโพย รายชื่อเชื่อมโยงกลุ่มบุคคล ทยอยปล่อยออกมาหลากหลายตอน มีน้ำหนักจนสังคมคล้อยตามเชื่อได้ว่าการฮั้วเลือก ส.ว. มีความเป็นไปได้
ตอกย้ำผ่านเวทีของพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภา เหมือนที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. ฉายภาพให้เห็นว่า ระบอบสีน้ำเงิน ก็เหมือนตัวระบอบอำนาจนิยม ที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย เพราะระบอบประชาธิปไตย คือ ระบอบที่ต้องการการถ่วงดุลตรวจสอบ ยึดโยงกับประชาชน และไม่ได้เป็นอิสระจากประชาชน แต่สิ่งที่เห็นในปัจจุบัน คือ องค์กรอิสระ มาจากการแต่งตั้งของสมาชิกวุฒิสภา ที่อาจจะถูกจัดตั้ง หรือโกงเข้ามา ซึ่งมีความยึดโยงกับพรรคการเมือง ที่เป็นแกนนำรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้น ว่าระบบสีน้ำเงินกำลังกินรวบทั่วประเทศอยู่
คู่ขนานไปกับการเปิดข้อมูลของ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. ผ่านเอกสาร ข้อเท็จจริง การพิจารณาคำร้องฮั้วเลือก ส.ว. ของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ชี้ให้เห็นวิธีการพิจารณาคำร้องของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ทั้ง 7 คน ก่อนที่จะมีการลงมติชี้ออกมาตรงข้ามกับคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีความผิดฮั้วเลือก ส.ว. จนกว่า กกต.จะมีคำวินิจฉัยคดีดังกล่าวในวันที่ 14 กันยายนนี้
ขณะที่ฟากฝั่งรัฐบาลตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี มาถึง ส.ส. นอกจากจะใช้สิทธิแจ้งความดำเนินคดีผ่านสถานีตำรวจจังหวัดต่างๆ เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดความเสียหาย จากกรณีที่ถูกฝ่ายค้านเปิดข้อมูล หลักฐานเชื่อมโยงกับการตรวจสอบฮั้วเลือก ส.ว. ซึ่งตรงข้ามกับความมุ่งหมายของ “พริษฐ์” และ “ยิ่งชีพ” ที่ต้องการให้สมาชิกพรรค ภท. ยื่นฟ้องต่อศาลโดยตรงเพื่อหวังให้ศาลใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐาน ไปสืบพยาน ไต่สวนกันในชั้นศาล ให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก ส.ว.ทั้งหมด
ส่วนแกนนำรัฐบาลยืนยันพร้อมรับการตรวจสอบฮั้วเลือก ส.ว. ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง กกต. ตามแนวทางที่ “ศุภชัย ใจสมุทร” ส.ส.บัญชีรายชื่อประธานฝ่ายกฎหมาย พรรค ภท.
ระบุว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน และไอลอว์ ไม่ควรชี้นำและกดดันการทำหน้าที่ของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยว ต่อการพิจารณาคดีฮั้วเลือก ส.ว. ตามหลักฐาน ข้อเท็จจริงในสำนวน
การลงมติผ่านคำวินิจฉัยคำร้องฮั้วเลือก ส.ว. ของ “กกต.” วันที่ 14 กันยายนนี้ ว่าจะส่งผู้ถูกกล่าวหา คนใดบ้างไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ตัดสินชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย จะเป็นบทพิสูจน์การทำหน้าที่ของ “กกต.” ว่าจะเป็นไปตามสโลแกน “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม” ว่าจะเลือกรักษาระบบ การทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560
หรือเลือกที่จะปกป้องบุคคลอันเป็นการท้าทายต่อความเชื่อมั่นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดการ ควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม



