หมายเหตุ – นักวิชาการสะท้อนมุมมองกรณีมติ กกต.ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว ส.ว. 77 รายต่อศาลฎีกา แต่สั่งไม่ฟ้องแกนนำพรรคการเมืองนั้นคาใจประชาชน ขณะเดียวกัน ในสภา ฝ่ายค้านเตรียมขยายผลยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่นอกสภา กลุ่ม iLaw และภาคีเครือข่ายได้ใช้มาตรการลงทัณฑ์ทางสังคม ด้วยการทยอยเปิดโปงรายชื่อบุคคลที่รอดพ้นมติ กกต. อีกทั้งเตรียมยื่นฟ้อง กกต. ดังนั้น แรงกดดันขนาบทั้งสองข้าง จะส่งผลต่อรัฐบาลอย่างไรบ้าง

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก ส.ว. และยื่นศาลฎีกา และดำเนินคดีอาญาทั้งหมด 77 คนสะท้อนได้ 2 มุม มุมแรก ด้านกฎหมาย มติที่ออกมาจากคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 และชุดที่ 36 เป็นข้อมูลที่ กกต.ยอมรับเป็นข้อมูลจริง แต่กฎหมายกำหนดว่าการตัดสินให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก กกต. ปรากฏว่าเสียงข้างมากตัดสินส่งฟ้องบางส่วน
หากมองประเด็นข้อกฎหมายถือว่าเป็นการให้อำนาจ กกต.ตัดสินยื่นศาลฎีกา เมื่อเสียงข้างมากออกมาอย่างไร ต้องตัดสินไปตามนั้น
แน่นอนทางสังคมยอมรับไม่ได้ เพราะสังคมมีข้อมูลคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 และชุดที่ 36
ทำให้มอง กกต.ว่ามีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ เป็นเรื่องความรู้สึกผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมทั้งฝ่ายค้านและ iLaw กลุ่มคนเหล่านี้สามารถไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ตามมาตรา 157 ได้
แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าเจตนา กกต.โดยเสียงข้างมากมีวาระซ่อนเร้น
หรือ ส.ว.สำรองไปยื่นคำคัดค้านกับศาลฎีกา ทำได้เหมือนกัน
อยากจะบอกว่าเมื่อกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น การตัดสินจะต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก กกต. จึงต้องยอมรับกติกา
หากไม่เห็นด้วยจะต้องไปดำเนินการตามช่องทางตามกฎหมายที่มี ส่วนความเชื่อ ความศรัทธา กกต. ต้องยอมว่าเกิดวิกฤตศรัทธาอย่างมากมาย
การไม่ฟ้องแกนนำพรรคการเมือง มองว่าการที่กฎหมายไปให้อำนาจ กกต. ทำให้หลายคนมองประเด็นปัญหาไปที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26มีมติสั่งฟ้องทั้งหมด แต่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36ไม่สั่งฟ้องใครเลย มองไปแล้วขัดกัน
ทำให้หลายคนมองไปที่ กกต.จะตัดสินใจอย่างไร ปรากฏว่าเสียงข้างน้อยให้ส่งฟ้องทั้งหมด แต่เสียงข้างมากให้ฟ้องบางส่วน โดยมีผลมาจากกฎหมายไปให้อำนาจเสียงข้างมาก แต่สังคมไม่เห็นด้วยแน่นอน หากดูในหลักฐานอยากให้มีการส่งฟ้องทั้งหมด
เมื่อกฎหมายไปเขียนให้อำนาจ กกต.อย่างนั้นจึงเป็นปัญหา เพราะกฎหมายเขียนไว้ว่า “เสียงข้างมาก” ความจริงตามกฎหมายจะต้องเขียนว่า “คะแนนจะต้องเป็นเอกฉันท์” คือจะต้องลงมติ 7 ต่อ 0 หากลงมติ 5 ต่อ 2 จะทำไม่ได้ จะต้องเป็นมติ 7 ต่อ 0 จึงต้องยอมรับว่าปัญหาในการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว.มาจากปัญหาในข้อกฎหมาย
หากให้มองแง่มุมว่า กกต.พิจารณาแบบคดีอาญา ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน แต่เมื่อมาพิจารณาความคิดเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อยจะเน้นในเรื่องของกระบวนการ เห็นว่าบางเส้นทางไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ถึงทั้งผู้บงการ หรือผู้สั่งการ
แต่ถ้าดูภาพรวมแล้วจะมีความสัมพันธ์กัน
แต่ กกต.เสียงข้างมากพิจารณาบนฐานกฎหมายอาญา ถ้าความผิดสาวไปไม่ถึงก็ยกฟ้อง
ในที่สุดจึงต้องตัดสินกันด้วยเสียงข้างมาก ดูไปแล้วการพิจารณาคดีต่างๆ ขององค์กรอิสระจะใช้การลงมติคะแนนเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ, กกต. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
ส่วนการตัดสินของ กกต.ยังมีอำนาจที่ให้ไว้คือ “อันเชื่อได้ว่า” ในเรื่องนี้ต้องมีการพิสูจน์ความจริงกัน แต่ กกต.เสียงข้างมากไปเชื่อได้ว่าไม่เป็นความจริง การตัดสินของ กกต.จึงมีมติออกมาแบบที่เห็นกันอยู่
แต่หากกฎหมายเขียนว่า หากรวบรวมพยานหลักฐานได้แล้ว ส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาพิจารณาได้เลย ถือว่าเรื่องนี้จบไปนานแล้ว แต่กฎหมายเขียนว่า “อันเชื่อได้ว่า” จึงทำให้มีการใช้ดุลพินิจ จึงเกิดเป็นปัญหาที่สังคมค้างคาใจ
ถ้าฝ่ายค้านนำประเด็นไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มองในทางการเมืองไม่เกิดผลกระทบ เพราะเสียงรัฐบาลมีเอกภาพ
นอกเสียจากมีแรงกดดัน อาทิ ดีลลับให้พรรคเพื่อไทยถอนตัว พรรคกล้าธรรมไม่เข้าร่วม
แต่สถานการณ์ในขณะนี้ นายทักษิณ ชินวัตร ยังอยู่ภายใต้โครงสร้างระเบียบการเมืองของชนชั้นนำ
จึงเชื่อว่า ถึงแม้รัฐบาลจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างหนักจากคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 และชุดที่ 36
แต่ท้ายที่สุดเสียงข้างมากของรัฐบาลยังมีเสถียรภาพ จึงไม่มีปัญหา
ความเคลื่อนไหวของ iLaw กรณีคดีฮั้ว ส.ว.จะส่งผลกระทบต่อสังคมหรือไม่นั้น มองว่ามีมาก เพราะสังคมเห็นปัญหานี้ จึงมีผลต่อการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เห็นได้จากมีคนไปแสดงความจำนงเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญกว่า 2 แสนคน จากเดิมมีประมาณ 1 แสนต้นๆ ประชาชนมองหาทางออก คือจะต้องไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเองเป็นประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (Campaign for Popular Democracy-CPD) ก็เห็นด้วย จะต้องเดินหน้ารณรงค์ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การที่ กกต.พิจารณาคดีฮั้ว ส.ว.ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหนัก เพราะหลายคนมองว่าไม่ได้ตัดสินกันด้วยเหตุผล เพราะดูออกว่าใครอยู่ฝ่ายไหนและสวมปลอกคอของใครอยู่ หรือเด็กของใคร
ส่วนการฟ้องปิดปาก iLaw กรณีเปิดชื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ กกต.ไม่ส่งฟ้องนั้น เชื่อว่าภูมิใจไทยน่าจะฟ้องปิดปากแน่
คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยช่วงปลายเดือนกันยายนนี้หากพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นความลับจะเลือกตั้งใหม่นั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะหากเลือกตั้ง ส.ส.ในช่วงนี้ กลุ่มอำนาจเก่าจะรับไม่ได้ สถานการณ์แบบนี้ไม่พร้อมที่จะให้มีการเลือกตั้งเพราะพรรคภูมิใจไทยอยู่ในช่วงตกต่ำ คะแนนนิยมถดถอย พรรคเพื่อไทยยังไม่โตพอ พรรคสีฟ้ายังไม่โต พรรคส้มยังเป็นภัยคุกคาม สถานการณ์แบบนี้ไม่เอื้อต่อการเลือกตั้ง เพราะทำให้กลุ่มอำนาจเก่าสูญเสียอำนาจ
หากให้มองว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับขัดกับรัฐธรรมนูญ ในเรื่องนี้ต้องยอมรับว่ากฎหมายไทยมีกระบวนการตีความตามกฎหมายหลายอย่าง หากให้ตีความ “ใครมีอำนาจก็จะตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองทั้งนั้น”

เศวต เวียนทอง
อาจารย์พิเศษสาขารัฐศาสตร์การปกครอง
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)
กกต.ส่งฟ้องผู้ต้องหาคดีฮั้ว ส.ว. 77 ราย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง น่าจะเป็นการฟ้องมั่ว เพราะทำให้หลุดคดีอาญาได้
น่าจะเป็นการฟ้องตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ว.มากกว่า ทำให้ประชาชนแคลงใจไม่น้อย และรู้สึกว่าคดีดังกล่าวไม่ชอบธรรมมากนัก เพราะขัดแย้งทั้งด้านพยานหลักฐานและข้อสงสัยต่างๆ ทำให้เชื่อว่าการพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวยังมีช่องโหว่อยู่
คดีดังกล่าว กกต.ฟ้อง 77 ราย เป็น ส.ว. 26 รายนั้นน่าจะเป็นพวกหรือกลุ่มที่หมดอนาคตหรือไม่
เพราะบางคนถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีอื่น บางรายป่วยติดเตียง หรือหมดประโยชน์ทางการเมืองแล้ว เลยถูก กกต.มีมติดังกล่าว
คดีที่ส่งฟ้องศาล ศาลใช้ระบบไต่สวน ไม่ใช่ระบบกล่าวหาเหมือนศาลยุติธรรมทั่วไป
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งต้องพิจารณาและวินิจฉัยคดีตามที่ กกต.ส่งฟ้องผู้ต้องหาเพียง 77 รายเท่านั้น ไม่สามารถพิจารณาคดีเกินขอบเขตได้ แต่ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานเพิ่มได้
ส่วนผู้ต้องหาอีก 51 ราย ศาลยังไม่ได้รับพิจารณาดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เพียงรับพิจารณาเบื้องต้นเท่านั้น
กรณี ส.ว.สำรองยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งว่าการลงมติของ กกต.ฟ้องผู้ต้องหาที่เป็น ส.ว.สำรองนั้นไม่ชอบธรรม เป็นการฟ้องผิดศาล น่าฟ้อง กกต.กับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ
เพราะ กกต.ส่งฟ้องคดีตัดสิทธิทางการเมืองแต่ไม่ได้ให้รับโทษทางคดีอาญาเพราะศาลไม่มีอำนาจสั่งจำคุก
ประเด็น กกต.ไม่สั่งฟ้องแกนนำการเมืองที่เกี่ยวข้อง ทำให้บุคคลเหล่านี้รอดคดีหมดนั้น เพราะกฎหมายกำหนดให้อำนาจ กกต.ส่งฟ้องคดีดังกล่าวเพียงหน่วยงานเดียว แต่ยังมีหลายคดีที่ฟ้องผ่านไปยังดีเอสไอ กรณีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว.ที่มีฐานความผิดคดีอื่น เช่น การฟอกเงิน หรือฟ้อง ป.ป.ช.ในคดีอาญาฐานความผิดอื่นที่ไม่ใช่คดีเลือกตั้งได้เช่นกัน
ส่วนที่ฝ่ายค้านเตรียมขยายผลยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือซักฟอกนั้น ฝ่ายค้านมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการบริหารรัฐบาล
แต่สุดท้ายขึ้นกับเสียงข้างมากในสภา ว่าต้องการถอดถอนรัฐมนตรีคนไหน เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนได้เห็น และรับรู้การทำงานของฝ่ายค้าน
ดังนั้น การล้มรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับการซักฟอกเพียงอย่างเดียว ต้องมีแรงกดดันทั้งภายในและภายนอก
แต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) คงไม่มีใครอยากเสียตำแหน่งในคดีดังกล่าว จึงต้องดิ้นรนต่อสู้ถึงที่สุด เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์
เพราะได้ลงทุนกับการเลือกตั้งไปมากแล้ว ต้องเกาะเก้าอี้นานๆ
ยกเว้นใช้อำนาจทางตุลาการแก้ปัญหาทางการบริหารราชการแผ่นดิน หรือมีเหตุไม่คาดฝัน เช่น การทำรัฐประหารยึดอำนาจ
ถ้าล้มรัฐบาลโดยการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ คงเป็นไปได้ยาก เพราะเสียงฝ่ายค้านน้อยกว่า
ดูแล้วฝ่ายค้านต้องการสะท้อนปัญหาและให้มีการแก้ไขปัญหามากกว่า ฝ่ายค้านบางรายอาจอภิปรายด้วยความสะใจ ให้ประชาชนรับรู้พฤติกรรม และการบริหารประเทศในเชิงโครงสร้างเท่านั้น
กรณีกลุ่มไอลอว์และภาคีเครือข่ายใช้มาตรการทางสังคมลงโทษนักการเมือง โดยเปิดโปงรายชื่อบุคคลที่รอดพ้นจากมติ กกต.นั้น อาจใช้วิธีกดดัน กกต.ฟ้องคดีฮั้ว ส.ว.เพิ่ม โดยผ่านดีเอสไอ เพื่อรับโทษคดีอาญา ในความเป็นจริง กกต.ลงมติส่งฟ้องไปแล้ว ไม่น่าส่งฟ้องเพิ่มอีก
ส่วนการยื่นฟ้อง กกต.เชื่อว่ามีผลในระยะยาว ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาลและระบอบสีน้ำเงิน ส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าด้วย



