ถอดรหัส ‘กธ.’ จ่อพลิกขั้ว ขน 58 ส.ส.ร่วมครม.อนุทิน

25.09.26 | 11:30 น.

หมายเหตุ – นักวิชาการประเมินกรณีกระแสข่าวพรรคกล้าธรรม (กธ.) ภายใต้การนำของ ร.อ.
ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค กธ. ที่มี ส.ส.รวม 58 คน เตรียมเข้าร่วมรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย


ตรีเนตร สาระพงษ์
รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

จำนวนเสียงอาจเป็นเพียงตัวเลข แต่เมื่อถึงเวลาต่อรองอำนาจ ตัวเลขทุกตัวย่อมมีราคาที่แตกต่างกันออกไป 58 เสียงของพรรคกล้าธรรม (กธ.) จึงไม่ใช่เพียงจำนวน ส.ส. 58 คน หากเป็น 58 เสียงที่กำลังทำให้สมการทางการเมืองไทยต้องถูกคำนวณใหม่ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าพรรค กธ.จะขยับเข้าสู่รัฐบาลหรือไม่ แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ หาก 58 เสียงนี้เคลื่อนจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง จะเปลี่ยนดุลอำนาจของการเมืองไทยอย่างไร เพราะการเมืองในระบบรัฐสภาไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีเสียงมากกว่าใคร หากแต่ยังวัดกันว่าในกระดานอำนาจ เสียงของใครเป็นเสียงที่อีกฝ่ายจำเป็นต้องมี

Advertisement

วันนี้ สัญญาณของพรรค กธ.ชัดขึ้น หลังจากพรรคถูกปรับออกจากวิปฝ่ายค้าน ภายหลัง ส.ส.ทั้ง 58 คนลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณปี 2570 สวนกับแนวทางของวิปฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคยืนยันว่ายังทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด โดยสถานะการเข้าร่วมรัฐบาลยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการขยับขั้ว แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนตำแหน่งในสมการอำนาจจาก 58 เสียง สู่สมการรัฐบาล แน่นอนว่าหาก 58 เสียงของพรรค กธ.เข้าร่วมรัฐบาลจริง จำนวนเสียงสนับสนุนรัฐบาลย่อมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในทางรัฐสภาเสียงจำนวนนี้มีความหมายต่อการผ่านกฎหมาย งบประมาณ และการรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การมีเสียงมากไม่ได้แปลว่าการบริหารจะง่ายขึ้น เพราะเสียงข้างมากกับเสถียรภาพทางการเมืองไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

เรื่องนี้หากมองผ่านแนวคิดของ William H. Riker เรื่องแนวร่วมที่มีขนาดต่ำที่สุดที่ยังสามารถเอาชนะได้ การรวมเสียงทางการเมืองมีตรรกะสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้เล่นมีแรงจูงใจที่จะสร้างแนวร่วมให้มีขนาดเพียงเท่าที่จำเป็นต่อการชนะ โดยไม่จำเป็นต้องดึงผู้เล่นเข้ามามากเกินกว่าที่ต้องใช้ในการสร้างเสียงข้างมาก ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวเป็นกรอบทางทฤษฎีเกี่ยวกับการก่อตัวของแนวร่วม ไม่ใช่กฎว่ารัฐบาลผสมจะต้องมีขนาดเล็กที่สุดเสมอไป 58 เสียงจึงไม่ได้เดินเข้ารัฐบาลด้วยมือเปล่า และรัฐบาลต้องจ่ายราคาเท่าใดหรือต้องแบ่งอำนาจกี่ส่วนเพื่อให้ได้ 58 เสียงนั้นมา ซึ่งนี่คือจุดที่ต้องแยกระหว่างจำนวนเสียงกับคุณค่าของเสียง เสียง 58 เสียงอาจมีค่าไม่เท่ากันในทุกสถานการณ์ แต่ในช่วงเวลาที่รัฐบาลต้องการความมั่นคง และพรรคหนึ่งสามารถเปลี่ยนดุลการลงมติได้ ย่อมมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น อำนาจจึงไม่ได้อยู่เฉพาะในวันที่ยกมือโหวตเท่านั้น

58 เสียงจึงมีอำนาจอย่างน้อย 3 ชั้น คือ อำนาจจากจำนวนเสียง อำนาจจากการต่อรองว่าเรื่องใดจะถูกนำเข้าสู่โต๊ะเจรจา และใครจะได้อะไรจากการจัดสรรอำนาจ และอำนาจจากการทำให้ผู้เล่นอื่นต้องปรับพฤติกรรม เพราะรู้ว่าเสียง 58 เสียงสามารถเปลี่ยนสมการการลงมติได้ พรรค กธ.จึงอาจไม่ได้มีอำนาจเพราะมี 58 เสียงเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีอำนาจเพราะผู้เล่นอื่นจำเป็นต้องคำนึงถึง 58 เสียงนั้น

แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ระเบิดเวลาของ 58 เสียงอาจไม่ได้อยู่ที่การยกมือโหวต แต่อยู่ที่เก้าอี้ เพราะเมื่อมีพรรคการเมืองขนาด 58 เสียงเข้าสู่รัฐบาล คำถามต่อไปย่อมไม่ใช่เพียงว่าจะเพิ่มเสียงให้รัฐบาลเท่าใด แต่จะแลกกับการจัดสรรอำนาจอย่างไร เก้าอี้รัฐมนตรีจะอยู่ที่ใคร และพรรคเดิมจะต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นใหม่มากน้อยเพียงใด ตรงนี้เองที่เสถียรภาพอาจกลายเป็นการต่อรอง เพราะรัฐบาลผสมไม่ได้มีเพียงสมการว่าใครอยู่ฝ่ายรัฐบาล แต่มีอีกสมการหนึ่งว่าใครได้อำนาจในรัฐบาล หากการจัดสรรตำแหน่งทำให้พรรคหนึ่งรู้สึกว่าได้ไม่สมกับจำนวนเสียง อำนาจต่อรองก็อาจเพิ่มขึ้นอีก ขณะเดียวกัน หากพรรคเดิมต้องเสียพื้นที่เพื่อเปิดทางให้พรรคใหม่ ความสัมพันธ์ภายในรัฐบาลก็ย่อมต้องบริหารอย่างละเอียด รัฐบาลจึงอาจมีเสียงมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการบริหารอำนาจจะง่ายขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับรัฐบาล แต่เกิดขึ้นกับฝ่ายค้านด้วย การปรับพรรค กธ.ออกจากวิปฝ่ายค้านทำให้องค์ประกอบของวิปฝ่ายค้านชุดใหม่เหลือ 5 พรรค รวม 149 เสียง ขณะที่กล้าธรรม 58 เสียงยังคงมีสถานะเป็น ส.ส.ในสภา และยังต้องมีการจัดสรรพื้นที่ในการอภิปรายและการปรึกษาหารือผ่านกลไกของสภา การออกจากวิปฝ่ายค้านจึงไม่ได้หมายความว่าการตรวจสอบรัฐบาลหมดความสำคัญ เพราะในระบอบรัฐสภา ฝ่ายค้านไม่ได้มีความหมายเพียงว่าไม่ใช่รัฐบาล แต่มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ฝ่ายค้านจึงไม่ใช่เพียงผู้ที่ไม่ยกมือให้รัฐบาล แต่คือกลไกที่ทำให้รัฐบาลต้องอธิบายว่าใช้อำนาจอย่างไร ใช้งบประมาณอย่างไร และรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างไร ดังนั้น แม้พรรคกล้าธรรมจะเปลี่ยนสถานะทางการเมือง แต่คำถามเรื่องการตรวจสอบอำนาจยังคงเป็นโจทย์ของรัฐสภาทั้งหมด

ส่วนที่ว่าพรรค กธ.กำลังขยับเข้าสู่รัฐบาล หรือกำลังรักษาพื้นที่ต่อรองหรือไม่ นี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุด เพราะการเมืองไม่ได้มีเพียงสองสถานะ คือ รัฐบาลกับฝ่ายค้าน ระหว่างสองขั้วนั้นยังมีพื้นที่ของการต่อรอง การที่พรรค กธ.ลงมติสนับสนุนงบประมาณรัฐบาล แต่ยังยืนยันว่าการตัดสินใจของพรรคพิจารณาจากผลกระทบต่อประเทศและประชาชน ย่อมสะท้อนว่าพรรคยังพยายามรักษาพื้นที่ทางการเมืองของตนเองไว้ และพื้นที่นั้นเองคืออำนาจต่อรอง เพราะความสำคัญของระบบพรรคการเมืองและการแข่งขันระหว่างพรรคต่อโครงสร้างอำนาจในรัฐสภา เมื่อจำนวนพรรคและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเปลี่ยน สมการอำนาจก็เปลี่ยนตาม ดังนั้น 58 เสียงจึงไม่ใช่เพียง 58 เสียง แต่คือตัวแปรที่สามารถทำให้ผู้เล่นทุกฝ่ายต้องคำนวณใหม่

ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่คำถามว่า พรรค กธ.จะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพราะสถานการณ์ล่าสุดยังมีทั้งสัญญาณการขยับเข้าสู่รัฐบาล และการยืนยันจากพรรคว่าการตัดสินใจยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขณะที่ยังไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบรัฐบาลอย่างเป็นทางการ แต่คำถามที่ลึกกว่านั้นคือ หาก 58 เสียงเคลื่อนเข้าสู่รัฐบาลจริง ใครจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของการเคลื่อนย้ายนั้น รัฐบาลจะได้เพียงเสียงข้างมาก หรือจะได้เสถียรภาพด้วย

เศวต เวียนทอง
อาจารย์พิเศษสาขารัฐศาสตร์การปกครอง
คณะสังคมศาสตร์ มมร.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค กธ.มีความสัมพันธ์และโครงข่ายทางการเมืองหรือคอนเน็กชั่นอยู่แล้ว เพราะเคยร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพรรคการเมืองอื่นมาหลายสมัยจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ย้ายหรือพลิกขั้วจากฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาล หากเข้าร่วมเป็นรัฐบาลจริง อาจเจอปัญหาเดียว คือการไกล่เกลี่ยคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือรัฐมนตรี 36 ตำแหน่ง แต่มองภาพรวมแล้ว ไม่น่ามีปัญหา และเป็นผลดีต่อรัฐบาลมากกว่าช่วงแรกที่ตั้ง ครม.ใหม่ๆ ไม่ชักชวนร่วมรัฐบาล
อาจเป็นเพราะว่า มี ส.ส.พรรค กธ.บางรายติดคดีการพนันออนไลน์และคดีฟอกเงิน จึงไม่ให้เข้าร่วมรัฐบาล เพราะกระแสต่อต้านจากประชาชนจำนวนมาก และไม่ต้องการเสียภาพลักษณ์ที่มีคนรุ่นใหม่เป็นรัฐมนตรีใน ครม.ชุดปัจจุบันกว่า 50% พรรค กธ.จึงไม่ได้ร่วมรัฐบาลตั้งแต่เริ่มแรก

นอกจากนี้รัฐบาลอาจกังวล หรือเป็นห่วงเรื่องมีผู้ร้องคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดบนบัตรการเลือกตั้ง ส.ส. กับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลจะพิจารณาและวินิจฉัย ในวันที่ 28 กันยายนนี้ ว่าเป็นรูปแบบไหน ดังนั้นจึงเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองได้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องผูกมิตรกับพรรค กธ. เพื่อป้องกันความผิดพลาด หรือล้มละลายทางการเมือง เป็นการเตรียมความพร้อม หากศาลรัฐธรรมนูญอาจตัดสินให้การเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาเป็นโมฆะได้ ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เตรียมลงสมัคร ส.ส.สมัยหน้าบางราย ถึงสาเหตุที่นำพรรค กธ.เข้าร่วมรัฐบาลว่า คดี ส.ส.พรรค กธ. ที่เกี่ยวข้องคดีการพนันออนไลน์และฟอกเงินนั้น ได้จบลงที่ศาลแล้ว หรือเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีก จึงได้ร่วมรัฐบาลอีกครั้ง

ส่วนประเด็นที่ว่าพรรค กธ.จะมาเสริมเสถียรภาพรัฐบาลหรือเป็นระเบิดเวลาเขย่าเก้าอี้ ครม.หรือไม่นั้น มองว่าพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยอาจต้องเสียสละเก้าอี้รัฐมนตรี ตามที่พรรค กธ.เรียกร้อง หรือต้องการไปดูแลเอง ขึ้นอยู่กับว่าขอตำแหน่งไหน ใครเป็นผู้เสียสละ แต่ทุกพรรคการเมือง เมื่อผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว อยากแสวงหาอำนาจ และผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่มีพรรคไหนอยากทิ้งโอกาสเข้าร่วมรัฐบาล กว่าจะฝ่าฟันเลือกตั้งมาได้ เลือดตาแทบกระเด็น และเหนื่อยกับการหาเสียงอีก ดังนั้นโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้านไปตลอดสมัยที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ดังกล่าว

สำหรับความเป็นไปได้ที่พรรค กธ.เข้าร่วมรัฐบาล เป็นไปได้สูงในการพลิกขั้วการเมือง ถือเป็นพลัง เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นทางการเมือง และมีอำนาจต่อรองได้มากขึ้น เมื่ออำนาจและผลประโยชน์ลงตัว ไม่มีความขัดแย้ง มันอยู่ด้วยกันได้ ทั้งนี้ ต้องดูตัวแปรคดีคิวอาร์โค้ดหรือคดีบาร์โค้ดประกอบด้วย ที่สำคัญการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรค กธ. อาจเป็นการเตรียมความพร้อมเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า อาจมีการเจรจาตกลงการแบ่งเขตลงสมัครรับเลือก ว่าใครลงพื้นที่ไหน เช่น ภาคอีสานและภาคเหนือ ยกตัวอย่างภาคเหนือที่เชียงใหม่ 10 เขต แบ่งเป็นโซนเหนือ 5 เขต และโซนใต้อีก 5 เขตเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ซับซ้อน และลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็นและไม่จำเป็นต้องชนกันทุกเขตเลือกตั้งเสมอไป ปัจจุบันสนามเลือกตั้งเชียงใหม่ เป็นของพรรคประชาชน (ปชน.) 6 เขต และพรรค กธ. 4 เขต ยังไม่มี ส.ส.พรรค ภท.แต่อย่างใด

อีกประเด็นที่น่าจับตามอง คือ อาจมีการเลื่อนพิจารณาคดีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดของศาลรัฐธรรมนูญจากวันที่ 28 กันยายนนี้ไปเป็นเมษายนปีหน้า เป็นช่วงที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครบวาระ 5 ราย ทำให้คดีถูกเลื่อนไปอีก และคนที่จะเลือก หรือสรรหาศาลรัฐธรรมนูญก็คือ ส.ว.ชุดปัจจุบันที่อยู่ในค่ายสีน้ำเงินอีก ย่อมส่งผลกระทบต่อไม่น้อย ส่วนผลกระทบฝ่ายค้านน่าจะไม่มีผลกระทบจากการเมืองมากนักเพียงขุดคุ้ย ตีแผ่ข้อเท็จจริง และใช้วิธีตรวจสอบ แต่ทำอะไรรัฐบาลไม่ได้เลย ถ้าใช้วิธีอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือซักฟอกรัฐบาล เสียงในสภาไม่ถึงครึ่ง เพียงทำได้แต่ขยายผลเท่านั้น ให้ประชาชนรับรู้และรับทราบ เพื่อบอกประชาชนว่าฝ่ายค้านทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว สุดท้ายฝ่ายค้านต้องการนำเรื่องดังกล่าวไปให้สื่อมวลชนขยายผลว่าเป็นระบอบสีน้ำเงินเกือบทั้งหมด และให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าด้วย