IMF ประเมิน ศก.ไทยโต 2.1% โจทย์ใหญ่ปฏิรูปโครงสร้าง-บูมลงทุน

16.10.26 | 08:07 น.

หมายเหตุ – ความเห็นภาคธุรกิจกรณีการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ประเมินเศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2569 และปี 2570 คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะเติบโตเพียง 2.1% โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนเอไอ พร้อมแนะนำให้ใช้ Small AI ยกระดับเกษตร เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน


วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ดำเนินมาได้ครึ่งทาง โดยธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้หารือประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โลก โดยเฉพาะการลงทุนและการทำธุรกิจในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมองว่ามีผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ คาดว่าวันสุดท้ายของการประชุม น่าจะมีผลสรุปเป็น “Bangkok Blueprint” รวมถึงกรณีตัวอย่างของประเทศต่างๆ ที่นำ AI ไปใช้ประโยชน์ในทางที่ถูกต้อง และกรณีที่นำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะมีการหาแนวทางป้องกัน เช่น เรื่องสแกมเมอร์

Advertisement

การประเมินเศรษฐกิจไทยของ IMF ไม่ได้แตกต่างจากที่ไทยและหน่วยงานระดับโลกอื่นๆ ประเมินไว้มากนักแม้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อนเมื่อกว่า 35 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันการเติบโตเริ่มชะลอลงและตามหลังหลายประเทศในอาเซียน โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย อัตราการเกิดลดลง ประชากรวัยแรงงานลดน้อยลง ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐต้องเตรียมรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข บำนาญ และสวัสดิการในอนาคต รวมถึงกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ ไทยจึงต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างการลงทุนใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตในระยะยาว

ปัจจุบันไทยยังอยู่ในวงจรการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งไทยมีระบบนิเวศบางส่วนรองรับแล้ว ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์และการผลิตฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ในระบบ อย่างไรก็ตามแม้ไม่ใช่ประเทศแรกๆ ที่เข้าสู่วงจรนี้ แต่ก็ยังไม่ได้ตกขบวน สิ่งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้การลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์กลับมาถึงคนในประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน การพัฒนาคนให้มีทักษะสูงขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น ถึงแม้เราไม่ได้เป็นผู้สร้างเอไอเอง แต่อย่างน้อยเราต้องใช้เป็น

สำหรับจีดีพีไทยระหว่างปี 2569-2570 IMF คาดการณ์ว่าไทยเติบโตประมาณ 2.1% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินไว้ประมาณ 2.3% นั้น มองว่าตัวเลขของ ธปท.มีแนวโน้มใกล้เคียงสถานการณ์จริงมากกว่า เนื่องจากช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การลงทุนใหม่ยังเข้ามาต่อเนื่อง และการส่งออกขยายตัวระดับเลขสองหลัก บางเดือนเติบโตถึง 20% รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยเติมกำลังซื้อให้ประชาชน และยังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างความรู้ด้าน AI และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้ประชาชนเข้าใจและใช้งานเป็นได้

ทั้งนี้ เวทีระหว่างประเทศไม่ได้ให้ความสำคัญกับ AI เพียงอย่างเดียว แต่ยังพูดถึงการทำให้ทุกประเทศเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและแอพพลิเคชั่นที่มีค่าใช้จ่ายเหมาะสม ตลอดจนการพัฒนา Small AI สำหรับธุรกิจ ประชาชน และเกษตรกร โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลในระบบขนาดใหญ่ ซึ่งมองว่าไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุน AI มากที่สุด แต่ยังอยู่ในวงจรและไม่หลุดจากกระแส อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัด จึงต้องเร่งปรับโครงสร้าง ใช้งบประมาณให้ตรงจุด และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เพื่อรองรับอนาคตที่ประเทศต้องเผชิญทั้งสังคมสูงวัยและแรงงานที่มีทักษะไม่เพียงพอ

ไทยไม่จำเป็นต้องลงทุนในระบบ AI ขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ควรพัฒนา Small AI เพื่อใช้แก้ปัญหาเฉพาะด้าน ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และภาคเกษตร โดยเฉพาะการเกษตรที่ไทยมีข้อมูลพื้นฐานอยู่แล้ว เช่น ข้อมูลสภาพอากาศและคุณภาพดินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากนำข้อมูลเหล่านี้มารวบรวมและให้ AI วิเคราะห์ในระดับพื้นที่ จะช่วยให้เกษตรกรทราบว่าดินขาดแร่ธาตุชนิดใด ควรเติมปุ๋ยอย่างไร และช่วงเวลาใดเหมาะกับการเพาะปลูก รวมถึงใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศและปริมาณฝนประกอบการตัดสินใจ เช่น การเลือกช่วงหว่านเมล็ดเพื่อหลีกเลี่ยงฝนที่อาจชะล้างเมล็ดพันธุ์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลยังอาจช่วยลดต้นทุนการใช้เซ็นเซอร์บางประเภทได้

จุดอ่อนสำคัญของไทย คือ การพึ่งพาพลังงานนำเข้า แม้จะมีก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แต่ยังต้องนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก เมื่อราคาพลังงานโลกปรับสูงขึ้นจึงได้รับผลกระทบโดยตรง ไทยจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานรูปแบบอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ไทยมีแผนรองรับทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงพลังงานความร้อนใต้พิภพ จึงควรดำเนินการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ให้ทันตามกรอบเวลา และหากมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ดำเนินการได้เร็วขึ้นก็ควรเร่งนำมาใช้ เพราะสถานการณ์พลังงานโลกยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะคลี่คลายเมื่อใด ไม่งั้นเราเจอราคาน้ำมันขึ้นทีเราก็เดือดร้อนทีหนึ่ง

ในส่วนเงินเฟ้อ ปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานและราคาอาหาร โดยไทยมีข้อได้เปรียบจากการผลิตอาหารได้เองและพึ่งพาการนำเข้าอาหารไม่มาก ทำให้มีความมั่นคงทางอาหารมากกว่าประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารในสัดส่วนสูง ข้อได้เปรียบดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินเฟ้อไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่สูงเกิน 3% ขณะที่บางประเทศเผชิญเงินเฟ้อ 5-6% จากแรงกดดันทั้งด้านพลังงานและราคาอาหารนำเข้า ส่วนไทยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานเป็นหลัก เงินเฟ้อไทยยังมีโอกาสลดลงได้ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว

การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และ World Bank Group ครั้งนี้ไทยสามารถแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศได้ตามความคาดหวัง และอาจทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากผู้เข้าร่วมบางส่วนไม่เคยเดินทางมาไทยมาก่อน การจัดงานจึงเป็นโอกาสให้ต่างชาติได้เห็นความพร้อมในการรองรับการประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งไทยได้รับคำชื่นชมด้านการเตรียมงานค่อนข้างมาก ความพร้อมในการจัดประชุมระดับนี้ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยสามารถรองรับงานนานาชาติขนาดใหญ่อื่นๆ ได้เช่นกัน

การจัดประชุมแบบนี้ไม่ใช่ทุกประเทศจะจัดได้ ในลิสต์ของเวิลด์แบงก์ที่จะจัดมีไม่กี่ประเทศ ไทยเราถือว่าสุดยอดแล้วเพราะว่าได้จัดเป็นครั้งที่ 2 ขอชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนไทย ที่ร่วมกันทำให้การจัดงานเป็นไปด้วยดี และช่วยให้ทั่วโลกได้เห็นศักยภาพของประเทศไทย”

สมิต ทวีเลิศนิธิ
ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.เชียงใหม่

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (The IMF-World Bank Group Annual Meetings) ประจำปี 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เป็นโอกาสดีของภาคเอกชนไทยเพราะมีประเด็นที่ปลุกให้ตื่น ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจที่ติดตามข่าวสารการประชุม มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น อนาคตของ AI จะนำมาใช้งานอย่างไรให้เกิดประโยชน์หรือเหมาะกับสภาพงาน และคนรุ่นใหม่ต้องเตรียมการณ์อย่างไร เพื่อทำให้เรามีโอกาสเพราะบางเรื่องเราเป็นเกษตรกรรม หรือบางเรื่องที่เราไม่มีสินทรัพย์ไปจำนองแต่เรามีดาต้า ถ้าผู้ให้กู้ใช้ดาต้าเงื่อนไขทางการเงินจะเข้าถึงง่ายขึ้น

แต่ทั้งนี้รัฐบาลยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด และมีการใช้จ่ายเงินหรือกู้เงินมาใช้จ่ายระยะสั้นไม่ได้สร้างฐานรากทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ก็หวังว่ารัฐบาลจะฟังหรือปรับแนวคิดเมื่อมีข้อมูลชี้ให้เห็น ภาคเอกชนได้แต่หวังว่าเมื่อสื่อมวลชนนำเสนอผลการประชุม The IMF-WorldBank Group Annual Meetings จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เช่น ประเด็นเรื่องการส่งออกควรเน้นตลาดอาเซียนมากขึ้นจะส่งไปขายประเทศที่อยู่ไกลและแข่งขันยากทำไม หรือสร้างแบรนด์เพื่อขายในอาเซียน

นอกจากนี้รัฐบาลควรใช้เงินให้ถูกจุด อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำ หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟรางคู่เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ แต่ตอนนี้รัฐบาลลงทุนสร้างอาคารสำนักงานของหน่วยงานซึ่งไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร เงินรัฐบาลมีแต่ประเทศจะโตได้ก็ต้องมีจีดีพีที่เกิดจากการลงทุนเติบโตด้วย ถ้ารัฐบาลลงทุนถูกฝั่งทำแล้วโครงสร้างพื้นที่ดีขึ้น ต้นทุนการขนส่ง การค้า และการเดินทางลดลง รวมทั้งต้นทุนการบรรเทาสาธารณภัยถูกลง ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ IMF ชี้ให้เราเห็น ก็หวังว่าระยะเวลาที่เหลือจากประชุมอีก 2-3 วันนี้ จะทำให้รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าเหมือนหลายประเทศที่จีดีพีโตกว่า 5% ขณะที่ประเทศไทยโตแค่ 2% กว่า ถ้าเราทำถูกเรื่องถูกจุดน่าจะเป็นผลบวกกับประเทศมาก

ส่วนที่ IMF คาดการณ์จีดีพีไทยปี 2569-2570 จะโตประมาณ 2.1% แต่ ธปท.คาดจะโตราว 2.3% นั้น ตนเองไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์อาจให้ข้อมูลได้ไม่ชัดเจน แต่ทั้ง 2 ตัวเลขต่างกันไม่เยอะ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ จีดีพีโตสูงกว่า 5% หากไทยจะเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD จีดีพีจะต้องโต 5% เราต้องตื่นได้แล้วและมองว่าควรทำอย่างไร จากรายงานของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรื่องดัชนีความเชื่อมั่น บางอุตสาหกรรม เช่นภาคเกษตรและอาหารเข้มแข็งมาก แต่บางอุตสาหกรรมยังมีปัญหาเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันที่มีราคาแพงขึ้น

สำหรับเงินเฟ้อที่ IMF ระบุว่าปี 2569 ไทยอยู่ที่ 2.1% ส่วนปีหน้าจะลดลงเหลือ 1.70% ส่วนหนึ่งเพราะปัจจัยจากปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่หลังการสู้รบจบลงราคาน้ำมันจะลดลงส่งผลดีกับภาคขนส่ง แต่ราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นแล้วมีโอกาสลดลงยาก เช่นราคาอาหาร รัฐบาลจึงต้องคุมเรื่องเงินเฟ้อให้ดีเพราะคนที่จะได้รับผลกระทบคือคนที่จนที่สุด

“สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีดาต้าที่ทำให้รู้ว่าภาคธุรกิจเราเป็นอย่างไร หากเป็นเซ็กเตอร์ที่เข้มแข็งก็เดินหน้าผลักดันหรือมีองคาพยพที่เหมาะสมขณะเดียวกันก็คาดหวังเรื่องการใช้จ่ายของภาครัฐ ดูจากประเทศอินเดียที่จีดีพีโตกว่า 8% เพราะสร้างทางด่วนเพื่อร่นระยะเวลาการเดินทางไปยังกรุงเดลีซึ่งเป็นเมืองหลวง จากเดิมใช้เวลาในการขนส่งสินค้า 4 วันการขนส่งลดลงไปถึง 3 วันเหลือเพียง 1 วัน ถ้าเราลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถูกต้องต้นทุนจะลดลงและไม่กี่ปีก็คืนทุนแล้ว”

ในกลุ่มสภาอุตสาหกรรมภาคเหนือพูดคุยกันว่ารถไฟรางคู่มีความสำคัญ นอกจากทำให้การขนส่งสินค้าทางรางเป็นรูปธรรม ช่วยลดต้นทุนการขนส่งต่อตู้คอนเทนเนอร์ไปยังท่าเรือได้กว่าตู้ละ 15,000 บาท ปีหนึ่งๆ มีการขนส่งไม่ต่ำกว่าหมื่นตู้จะประหยัดต้นทุนได้หลาย 100 ล้านบาท ปัจจุบันรถไฟทางคู่ขาดช่วงจากเด่นชัย-เชียงใหม่ ดังนั้นกระบวนการเรื่องการลดต้นทุนโลจิสติกส์ผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐานรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ มิฉะนั้นเราจะต้องพึ่งพาน้ำมัน หรือลงทุนสร้างถนนเรื่อยไป หากเราไม่ขยับไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่น ถ้าลงทุนรถไฟรางคู่แล้วในอนาคตสามารถสร้างรางรถไฟความเร็วสูงครอบรางคู่ได้

ทั้งนี้ อยากให้ภาครัฐมาช่วย หากดูจากเศรษฐกิจและจีดีพีภาคเหนือยังต่ำ เพราะเราไม่มียาง ไม่มีปาล์ม ระยะทางการขนส่งก็ไกล ถ้ารัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางรางจะช่วยลดแต้มลบให้ภาคเหนือเพราะขนส่งทางรถบรรทุกมีต้นทุนสูงกว่าทางราง และยังช่วยกระจายรายได้สร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการทั่วประะเทศ ถ้ารัฐบาลตั้งใจจริงจะกู้ก็ได้แต่ต้องทำให้ถูกต้อง ปัจจุบันเชียงใหม่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางยกระดับข้ามแยกหลายจุดมากแต่รถไฟรางคู่ยังไม่มี หรือลงทุนสร้างสนามบินแห่งใหม่เพราะเราเป็นเมืองท่องเที่ยว ทุกวันนี้สนามบินแออัดมากหากสร้างสนามบินแห่งใหม่น่าจะรองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นและมีเที่ยวบินเพิ่มมากขึ้น ช่วยลากการท่องเที่ยวให้ยาวขึ้น ก็หวังว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะปรับตัวและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศให้เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ

ประเด็นที่ IMF เตือนประเทศไทยให้เตรียมพร้อมรับมือแรงกระแทกจากภายนอกทั้งราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงิน เป็นการเตือนที่ดีรัฐบาลจะกู้โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนไม่ได้ เพราะต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจะกู้ก็ควรกู้ให้ถูกเรื่องหรือคืนทุนในอนาคต เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ต้นทุนของประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องมีนโยบายและใช้โอกาสจากความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งภายนอก โดยใช้ความเป็นกลาง ความเป็นมิตร และความสงบในประเทศที่มีดึงดูดการลงทุน

การประชุมครั้งนี้อยากให้รัฐบาลฟังข้อเสนอแนะของ IMF ที่มีต่อประเทศไทยให้มาก และนำมาปรับใช้กับนโยบายของภาครัฐ และใช้ฐานะในการที่ไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมในรอบ 35 ปี ซึ่งมองว่า IMF คงโฟกัสที่ประเทศไทยมาก เมื่อมีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาชี้แนะถือเป็นจุดเปลี่ยน จุดตื่น และจุดที่จะขยับประเทศให้ดีขึ้น และหวังว่าความง่ายในการทำธุรกิจของไทยต้องดีขึ้นเพราะทุกวันนี้ยังสวนทาง และหากจะเป็นสมาชิก OECD ต้องลดคอร์รัปชั่นและปราบปรามคอร์รัปชั่นจะมีความจริงจังมากขึ้น เพราะเป็นเงื่อนไขของ OECD

มองว่าเป็นแนวทางเดียวกับที่ IMF โฟกัสไทยอยู่เนื่องจากการจัดประชุมที่ประเทศไทยครั้งนี้เพราะอยากมาดูว่าเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไร