ผ่าผลเลือกตั้งบอร์ด สปส. แลนด์สไลด์สะท้อนเสียงผู้ประกันตน
หมายเหตุ – สืบเนื่องจากผลการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลคะแนนปรากฏชัยชนะแบบ “แลนด์สไลด์” สะท้อนหมุดหมายสำคัญในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ได้ร่วมวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวและอนาคตที่กำลังจะมาถึง ดังนี้
ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หากมองหลักของการเลือกตั้งเป็นกระบวนการสรรหาตัวแทนที่มีความชอบธรรมมาก โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมได้มีโอกาสเลือก ซึ่งจะดีกว่าการแต่งตั้ง เนื่องจากการแต่งตั้งสามารถที่จะเลือกคนที่มีความใกล้ชิด หรือสามารถควบคุมสั่งการได้ หรือมาจากระบบอุปถัมภ์ แต่หากมีการเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ออกมา จะเห็นว่ามาจากความไม่พอใจการบริหารจัดการของบอร์ดประกันสังคมก่อนหน้านี้ ถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งก็ตาม แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ แต่เป็นการเลือกแบบบล็อกโหวต กล่าวง่ายๆ คือการฮั้วกัน จึงทำให้คนไม่พอใจ เกี่ยวกับการบริหารเงินประกันสังคมที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่าจะมีอาจารย์บางคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ดูหมิ่นดูแคลนว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไร้คุณภาพ การที่พูดออกมาแบบนั้นเป็นการสะท้อนว่า คนที่ไร้คุณภาพกลับกลายเป็นคนที่ออกมาดูหมิ่นดูแคลนมากกว่า หากดูไปแล้วการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในครั้งนี้ มีการเลือกแบบคาดหวัง และต้องการอนุรักษ์หวงแหนเงินของเขาที่ส่งประกันสังคมไป โดยมีผลมาจากการนำเงินประกันสังคมไปใช้แบบไม่โปร่งใสและขาดหลักธรรมาภิบาลมาตลอด ทำให้ผู้ประกันตนหลายคนกังวลใจ ถ้าบริหารเงินแบบไร้ธรรมาภิบาลจากการเลือกตั้งแบบล็อกโหวต โอกาสที่กองทุนประกันสังคมจะล้มละลายเกิดขึ้นได้ง่าย ทำให้ผู้ประกันตนทุกคนหวนแหนเงินของตนเอง จึงออกมาใช้สิทธิกันอย่างมากมายถล่มทลายเป็นประวัติการณ์สูงถึง 300 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาล้มเหลวมาตลอด เพราะไม่สามารถสร้างแรงจูงใจ โดยมีผลมาจากบล็อกโหวตนั่นเอง
การที่พรรคส้มหรือพรรคประชาชนประสบความสำเร็จ สามารถเข้าไปเป็นบอร์ดประกันสังคมเต็มรูปแบบ หากมองไปแล้วพรรคส้มทำเรื่องนี้มาตลอด และเป็นนโยบายของพรรคส้ม เพราะต้องการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะฐานหลักของประเทศก็คือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ทั้งที่แรงงานส่วนใหญ่ถูก แต่ทุกคนต้องจ่ายค่าประกันสังคมเข้ากองทุน หากดูไปแล้วเหมือนกับไม่สมน้ำสมเนื้อ กับที่ส่งเงินสมทบเข้าไปที่กองทุนประกันสังคม แต่ได้รับผลตอบแทนออกมาน้อยหลังเกษียณ พรรคส้มจึงให้ความสำคัญและต่อสู้เรื่องนี้มาตลอด
หากดูไปแล้วช่วง 5 ปีข้างหน้า คนจะเข้าสู่ระบบประกันสังคมจำนวนมาก หากพรรคส้มสามารถยึดฐานแรงงานส่วนนี้ได้ โอกาสที่จะชนะการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้าเป็นไปได้สูง นอกจากฐานเสียงจากแรงงานแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนไม่พอใจจากการบริหารที่ประสบความล้มเหลว ผลการเลือกตั้งจึงออกมาแบบที่เห็น แต่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ไม่มีหัวคะแนน ไม่มีการซื้อเสียง ไม่มีระบบอุปถัมภ์ ทำให้พรรคส้มเห็นโอกาส เห็นความหวัง หากรักษาฐานคะแนนจากคนกลุ่มนี้ได้ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้าจะมีโอกาสกลับมามี ส.ส.จำนวนมากอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับข้อเสนอแนะการบริหารจัดการของสำนักงานประกันสังคม ทั้งผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล จะต้องเห็นพ้องต้องกันไม่อยากให้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการ ประการต่อมาอยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญมากขึ้น เงินที่ค้างจ่าย สมควรจะจ่ายได้แล้ว ส่วนการลงทุน อยากให้ลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยง และประกาศความชัดเจนในการดูแลเรื่องสวัสดิภาพและสวัสดิการ เมื่อผู้ประกันตนเกษียณ รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนในการเพิ่มเงินประกันสังคม หากมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยมีผลตอบแทนมากขึ้น จะทำให้ใช้แรงงานสนใจในเรื่องของประกันสังคมมากยิ่งขึ้น
ประการต่อมา อยากให้ประกันสังคมขยายฐานให้กับผู้ใช้แรงงานมีโอกาสได้ประกันสังคม แต่อัตราการจ่ายให้เป็นไปตามความสามารถหรืออัตภาพของผู้ต้องการประกันตน รวมทั้งการชักจูงให้ผู้ที่ยังไม่ได้ประกันตนให้เข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคม อย่างน้อยจะทำให้ทุกคนได้วางแผนใช้เงินหลังเกษียณ โดยไม่ต้องตกเป็นภาระของประเทศในอนาคต เพราะประเทศไทยจะเข้าสู่ระบบผู้สูงวัยมากขึ้นทุกปี และยังเป็นการสร้างวินัยในการออมให้กับประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยกันคนละไม้ละมือ คนละเล็กละน้อยในการสะสมทุน เพื่อมาดูแลสวัสดิภาพของตนเอง อย่างน้อยเมื่อเกษียณจากการทำงาน จะไม่ต้องตกเป็นภาระของลูกหลาน
รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ชัยชนะอย่างถล่มทลายของทีมประกันสังคมก้าวหน้า อาจไม่ได้เกิดจากความหวังต่อผู้สมัครและนโยบายใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยหลักที่เป็นแรงผลักคือความไม่พอใจที่สะสมมานานของผู้ประกันตนต่อวิธีบริหารกองทุนประกันสังคม
ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้อาจสะท้อนการใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง เมื่อผู้มีส่วนได้เสียรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจจำกัดในการกำหนดทิศทางของระบบที่มีผลต่อชีวิตโดยตรง การเลือกตัวแทนชุดใหม่จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนคน แต่ยังเป็นความพยายามเปลี่ยนวิธีใช้อำนาจด้วย เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ของเงินที่ลูกจ้างทยอยส่งเข้ากองทุนเดือน คือหลักประกันสำหรับวันที่เจ็บป่วย ว่างงาน หรือเข้าสู่วัยชรา แต่เมื่อการใช้เงินบางรายการทำให้ผู้ประกันตนตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของตนเองอย่างไร อย่างกรณีการนำเงินกองทุนไปปรับปรุงโรงอาหาร ซึ่งสำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อบริหารจัดการสำนักงาน เป็นตัวอย่างของข้อสงสัยลักษณะนี้
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่ารายจ่ายอยู่ในหมวดการบริหารสำนักงานหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่ามีฐานอำนาจตามกฎหมายอย่างไร จำเป็นและเหมาะสมเพียงใด และสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของกองทุนอย่างไร เพราะการมีอำนาจใช้เงิน ไม่ได้หมายความว่ามีสิทธิใช้เงินตามใจ
เมื่อผู้ประกันตนไม่อาจร่วมตัดสินใจในการใช้เงินทุกเรื่อง ผู้มีอำนาจบริหารยิ่งต้องเปิดเผยเหตุผลและยอมรับการตรวจสอบ หลักคิดเรื่องหน้าที่ในการดูแลผลประโยชน์ของผู้อื่น (fiduciary duty) ช่วยให้เห็นว่าผู้ได้รับมอบอำนาจบริหารเงินต้องไม่เพียงอธิบายว่าตนมีอำนาจทำอะไร แต่ต้องอธิบายด้วยว่าใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ใด
แน่นอนว่า ความไม่พอใจดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายว่าเหตุใดผู้ประกันตนจำนวนหนึ่งจึงเลือกประกันสังคมก้าวหน้า ชัยชนะครั้งนี้อาจสะท้อนทั้งความคาดหวังต่อนโยบายใหม่ ความต้องการตัวแทนที่กล้าตรวจสอบและความต้องการปฏิเสธแนวทางบริหารที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เพียงพอ
เมื่อได้รับความไว้วางใจแล้ว ทีมประกันสังคมก้าวหน้าต้องไม่เข้าใจว่าภารกิจของตนคือ การรื้อหรือเปิดโปงสิ่งที่คนชุดเก่าทำไว้แล้วตีแผ่ให้ผู้ประกันตนโกรธแค้นเท่านั้น หากพบการกระทำที่ไม่ถูกต้องก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่การตรวจสอบอดีตน่าจะไม่ใช่เป้าหมายทั้งหมดของการเปลี่ยนแปลง เพราะผู้ประกันตนไม่ได้เลือกคนใหม่เข้ามาเพียงเพื่อให้รู้ว่าอดีตเกิดอะไรขึ้น แต่เลือกเข้ามาเพื่อให้อนาคตของกองทุนดีขึ้นด้วย
คณะกรรมการชุดใหม่จึงต้องทำสองเรื่องควบคู่กัน คือ ตรวจสอบการใช้อำนาจและการใช้เงินอย่างโปร่งใส พร้อมกับสร้างระบบบริหารที่ทำให้ทุกการตัดสินใจมีเหตุผล ตรวจสอบได้ และตอบคำถามเจ้าของเงินได้ตั้งแต่ก่อนอนุมัติ ไม่ใช่รอให้เกิดกระแสสังคมแล้วจึงออกมาชี้แจง
อีกโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว คนวัยทำงานในวันนี้ส่งเงินสมทบด้วยความหวังว่า เมื่อถึงวัยชรา กองทุนจะยังเป็นหลักประกันให้พวกเขาดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ความเป็นธรรม จึงต้องคำนึงถึงทั้งผู้ที่กำลังรับสิทธิและคนรุ่นใหม่ที่ยังส่งเงินสมทบ ไม่ใช่เพิ่มสิทธิประโยชน์โดยละเลยภาระในอนาคต หรือผลักภาระให้คนรุ่นหลังเพื่อรักษาระบบเดิมไว้
สังคมสูงวัยทำให้การบริหารกองทุนต้องพิจารณารายได้จากเงินสมทบ ภาระการจ่ายสิทธิประโยชน์ ผลตอบแทนจากการลงทุน และความเสี่ยงระยะยาว โดยอาศัยข้อมูลประมาณการทางคณิตศาสตร์ประกันภัยที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่สร้างความตื่นตระหนกว่ากองทุนจะล้มละลายอย่างแน่นอน หรือปลอบใจสังคมว่ากองทุนจะมั่นคงโดยไม่มีความเสี่ยง
การทบทวนอายุเกษียณและการขยายโอกาสให้ผู้สูงอายุทำงานต่อเป็นทางเลือกที่ควรศึกษา แต่ต้องคำนึงถึงสุขภาพ ลักษณะงาน และโอกาสในการทำงานของแต่ละคนด้วย ขณะเดียวกัน การเพิ่มอายุเกษียณเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้ หากการลงทุนยังขาดประสิทธิภาพหรือการบริหารยังไม่โปร่งใส
คณะกรรมการชุดใหม่จึงควรให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลการลงทุน การจัดการความเสี่ยง การประเมินภาระผูกพันในอนาคต และการอธิบายทางเลือกเชิงนโยบายให้ผู้ประกันตนเข้าใจ เพราะผลตอบแทนที่ดีไม่ได้วัดจากตัวเลขที่สูงที่สุดในปีใดปีหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาด้วยว่ากองทุนสามารถรองรับภาระที่มีต่อผู้ประกันตนได้อย่างมั่นคงเพียงใด
สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะเปิดเผยเรื่องใด หรือตรวจสอบใครได้มากน้อยเพียงใด แต่คือพวกเขาจะทำให้กองทุนโปร่งใสขึ้น มั่นคงขึ้น และตอบสนองต่อประโยชน์ของผู้ประกันตนได้จริงหรือไม่

