นักวิชาการไขรหัสดึง ‘กล้าธรรม’ ร่วมรัฐบาล
หมายเหตุ : นักวิชาการ วิเคราะห์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ว่าการเมืองเกิดขึ้นได้หมด ไม่ปิดทางพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ดังนั้นสูตรการร่วมรัฐบาลจะเป็นอย่างไร

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ในการเมืองร่วมสมัย มีถ้อยแถลงหลายประโยคที่ฟังดูคล้ายฝุ่นควันที่เจือจาง และไร้ข้อผูกมัด ทว่าหากเพ่งมองลึกลงไปใต้ความเรียบเฉยนั้น เราจะพบแรงกระเพื่อมที่รอวันปะทุ กล่าวโดยเฉพาะเมื่อคำพูดของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อปลายเดือนตุลาคม เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรมที่ว่า “ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด” แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การเปิดประตูรับอย่างเต็มใจ แต่ก็ไม่ใช่การผลักไสปิดตาย หากคือการถ่วงเวลาเพื่อเปิดพื้นที่ให้เกมต่อรองดำเนินไป โดยที่ผู้ถือดุลอำนาจไม่ต้องเอาเกียรติหรือตำแหน่งใดมาผูกมัดตัวเองล่วงหน้า
คำถามที่แท้จริงจึงมิได้หยุดอยู่แค่ว่าใครจะได้เก้าอี้กี่ตัว หรือกระทรวงใดจะเปลี่ยนมือ
แต่คือคำถามเชิงปรัชญาอำนาจว่าในเมื่อรัฐบาลมีกำลังพลหนุนหลังจนพ้นเส้นปลอดภัยไปแล้ว เหตุใดจึงยังต้องลากดึงผู้โดยพรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นผู้โดยสารกลุ่มใหม่ขึ้นมาทำเรือโคลงขึ้น และหากการเติมจำนวนที่นั่งในสภาต้องแลกมาด้วยรอยปริร้าวภายในบ้านของตนเอง คำถามคือใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนที่มองไม่เห็นนี้ เพราะบนถนนสายอำนาจ เสียงข้างมากอาจสร้างปราการป้องกันการล้มคว่ำได้ แต่มันไม่เคยเป็นหลักประกันว่าโครงสร้างภายในจะไม่ผุกร่อนด้วยความระแวง
หากย้อนมองผ่านมุมคิดเรื่องรัฐบาลผสมของ วิลเลียม ไรเคอร์ (William Riker) มนุษย์ในการเมืองไม่ได้รวมกลุ่มกันเพื่อความอบอุ่นหรือมิตรภาพ หากรวมกันในขนาดที่พอดีที่สุดเพื่อยึดกุมอำนาจ การดึงคนอื่นเข้ามาร่วมวงเกินจำเป็นรังแต่จะทำให้ส่วนแบ่งเค้กลดทอนลง การที่ภูมิใจไทยมีมือในสภาแน่นหนาอยู่แล้ว แต่ยังส่งสัญญาณทอดไมตรีไปยังกล้าธรรม จึงไม่อาจอธิบายได้ด้วยตรรกะพื้นฐานว่าอยากได้เสียงเพิ่ม หากแต่ซ่อนความวิตกบางประการต่อคลื่นใต้น้ำที่มองไม่เห็น หรืออาจเป็นการซื้อประกันระยะยาว
สำหรับเกมโหวต หรือการสกัดกั้นขั้วตรงข้ามมิให้รวมตัว หรือเป็นการส่งสัญญาณปรามกลุ่มก้อนในพรรค ทว่าปริมาณตัวเลขกับคุณภาพของการบริหารเป็นคนละสิ่ง เสียงในสภานับได้ แต่ความไว้วางใจ เอกภาพ และความเกรงใจซึ่งกันและกัน ไม่อาจนับเป็นจำนวน สส. ได้ และมักเป็นสิ่งแรกที่สูญสลายไปเมื่อโต๊ะเจรจาขยายใหญ่ขึ้น
กฎของแกมสัน (Gamson’s Law) ย้ำเตือนความจริงอันเย็นชาเสมอว่า เก้าอี้เสนาบดีมักแปรผันตรงกับต้นทุนที่แต่ละฝ่ายนำมาวาง พรรคกล้าธรรมที่มีไพ่ในมือราว 58 ที่นั่ง ย่อมไม่เดินเข้ามาร่วมชายคาในฐานะผู้ขออาศัย หากมาพร้อมความคาดหวังถึงอำนาจบริหารที่สมน้ำสมเนื้อ แต่เก้าอี้ในคณะรัฐมนตรีมีจำนวนจำกัด ไม่ต่างจากผืนดินที่มีขอบเขตแน่นอน เมื่อมีผู้มาเยือนคนใหม่ก้าวเข้ามา ผู้อยู่เดิมย่อมต้องเบียดเสียด
หากภูมิใจไทยคิดจะเฉือนเนื้อตนเองเพื่อปันให้เพื่อนใหม่ ความขุ่นเคืองย่อมก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในหมู่ขุนพลร่วมพรรคที่ลงแรงสร้างบ้านมาแต่ต้น หรือหากหันไปลิดรอนโควตาของเพื่อไทย เสถียรภาพของพรรคร่วมหลักก็อาจสั่นคลอน การขยายแนวร่วมจึงไม่ต่างจากการจัดระเบียบโครงข่ายใยแมงมุมใหม่ทั้งหมด ขยับเส้นใยหนึ่งเส้น ย่อมสะเทือนไปทั้งรัง รัฐบาลผสมจึงมิได้เผชิญภัยคุกคามจากฝ่ายค้านนอกสภาเพียงอย่างเดียว หากต้องระแวดระวังสายตาของผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันด้วย
จังหวะก้าวและกาละเทศะจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ หากการต่อรองถูกเร่งรัดให้เสร็จสิ้นก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ภาพที่ปรากฎสู่สายตาสาธารณชนจะไม่พ้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เฉพาะหน้าเพื่อเอาตัวรอด การประวิงเวลาไว้หลังสมรภูมิซักฟอกจึงเป็นหมากที่รอบคอบกว่า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลยังยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเอง และหากจำเป็นต้องปรับทัพในภายหลัง ก็ยังพอกล่าวอ้างเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองได้บ้าง
ความย้อนแย้งสูงสุดของการเมืองระบบตัวแทนปรากฎชัด เมื่อพรรคแกนนำอาจต้องยอมสละอำนาจบางส่วนเพื่อรักษาสถานะผู้นำ แต่การสละนั้นเองก็อาจเพาะเลี้ยงม้ามืดที่มีเขี้ยวเล็บคมกลายมาเป็นหอกข้างแคร่ในวันข้างหน้า การรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลกับการรักษาความเป็นปึกแผ่นในพรรคตัวเอง กลายเป็นสองภารกิจที่ขัดง้างกันเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
คำกล่าวที่ว่า “ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด” จึงสะท้อนภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้ดียิ่งกว่าสิ่งใด มันคือท่าทีของผู้เล่นที่ยังไม่ยอมทิ้งไพ่ แต่ก็รู้ดีว่าทุกก้าวเดินมีราคาที่ต้องจ่าย
ในท้ายที่สุด อำนาจทางการเมืองมิได้วัดกันที่การสะสมจำนวนมือในห้องประชุม หากแต่วัดกันที่การแปรเปลี่ยนอำนาจเหล่านั้นให้กลายเป็นการนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมีทิศทาง รัฐบาลที่มีเสียงมากที่สุดอาจเปราะบางที่สุด และรัฐบาลที่ห้อมล้อมด้วยพันธมิตรมากหน้าหลายตาที่สุด ก็อาจเป็นรัฐบาลที่ไร้ซึ่งทิศทางในการตัดสินใจมากที่สุดเช่นกัน
คำถามจึงย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น ว่าการเปิดประตูรับผู้มาใหม่ในยามนี้ จะช่วยให้บ้านหลังนี้มั่นคงขึ้นจริง หรือเป็นเพียงการแบกรับภาระเพื่อค้ำยันสมดุลอำนาจที่เปราะบาง ซึ่งผู้สร้างจำต้องเหน็ดเหนื่อยกับการประคับประคองมันมากกว่าเดิม?

ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และ
รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่ไม่ปิดโอกาสพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล ตามข่าวที่ออกมาว่าจะเป็นโมเดลสมัยยุคทักษิณ คือ การควบรวมพรรคกล้าธรรมเข้ากับพรรคภูมิใจไทย แต่โมเดลนี้เป็นไปไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบรวมพรรคการเมืองที่มี สส. ระหว่างอายุของสภาห้ามมีการควบรวมพรรคที่มี สส.อยู่ ซึ่งทั้งสองพรรคก็มี สส.อยู่จึงควบรวมกันไม่ได้
ขณะเดียวกันเงื่อนไขการควบรวมพรรคต่อให้ไม่มีอายุสภา หรือมีการยุบสภา ก็ต้องรวมกันแล้วตั้งพรรคใหม่ จะรวมเข้ากับพรรคใดพรรคหนึ่งไม่ได้ เช่น หากยุบพรรคกล้าธรรมแล้วมาร่วมกับภูมิใจไทยพรรคเดียวไม่ได้ต้องรวมกันแล้วตั้งพรรคใหม่ เป็นมาตรการที่กันการควบรวมพรรคการเมืองที่ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2550
ดังนั้นกระแสข่าวลือที่ออกมาว่าจะมีควบรวมพรรคกล้าธรรมกับพรรคภูมิใจไทยหัวเด็ดตีนขาดเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าพูดในทางการเมืองการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรมต้องให้โควตารัฐมนตรี ซึ่งท่าทีที่ผ่านมาของพรรคกล้าธรรมก็แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการเข้าร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน โดยได้แสดงความจำนงยื่นหนังสือขอถอนตัวจากการเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน รวมทั้งยกมือโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ปี 2570 แต่ภายหลังนายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่มีการปรับ ครม. ทำให้พรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายรอ
“ตราบใดที่ยังไม่มีรัฐมนตรีที่เป็นโควตาของพรรคกล้าธรรมก็ยังพูดเต็มปากไม่ได้ว่าพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว แต่ที่ผ่านมาเห็นชัดเจนถึงการพบกันของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ที่ไปรับประทานอาหารอินเดียร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงท่าทีเพียงแต่ยังไม่บรรลุถ้ายังไม่เห็นการปรับ ครม.และมีโควตารัฐมนตรีให้พรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการวิเคราะห์หลายแนวทางว่าจะไม่มีการเบียดโควตาเก่าของพรรคเพื่อไทย แต่พรรคภูมิใจไทยจะยอมยกโควตาของตัวเองให้กับพรรคกล้าธรรมหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความหมางเมินกับเพื่อไทยที่เป็นพรรคใหญ่รองลงมา”
ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวอีกว่า เพื่อไม่ให้กระทบกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรมอาจต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีที่ต้องการไม่ได้ เพราะรัฐบาลสามารถอยู่ได้สบายๆไม่จำเป็นต้องดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วม แต่การดึงพรรกล้าธรรมเข้ามาเพื่อสร้างอุ่นใจเวลามีการอภิปราย และลดอำนาจต่อรองของพรรคเพื่อไทยลงมา แต่เท่าที่มีการเสนอแนวทางเชื่อว่าจะไม่มีการไปแตะโควตารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ทำให้พรรคกล้าธรรมมีทางเลือกไม่มากนักต้องมาเลือกโควตาในฝั่งพรรคภูมิใจไทยที่มีอยู่ ซึ่งคงไม่ได้กระทรวงเกรดเอเพราะสถานการณ์ไม่เหมือนตอนตั้งรัฐบาลครั้งแรกที่พรรคกล้าธรรมมีอำนาจต่อรองสูงแต่ตอนนี้มีรัฐบาลแล้ว
พรรคกล้าธรรมอยู่กับฝ่ายค้านแต่ทำงานไม่ได้ ก็เสนอตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็มีทางเลือกไม่มีพรรคกล้าธรรมก็อยู่ได้ อำนาจต่อรองของพรรคกล้าธรรมจึงมีไม่มากนักถ้าพรรคภูมิใจไทยเสนออะไรมาก็ต้องรับไว้แม้ไม่ได้ตามที่ต้องการ
ส่วนจังหวะที่เหมาะสมในการดึงพรรคกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาล ผศ.ดร.ณัฐกร ระบุว่า ต้องดูตัวเลขการลงมติของพรรคกล้าธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ สส.พรรคกล้าธรรมก็สนับสนุนรัฐบาลโดยการยกมือโหวตเห็นชอบงบประมาณปี 2570 มาแล้ว ทำให้เห็นสัญญาณการเข้าร่วมกับรัฐบาลมาตลอด แต่เรื่องงบประมาณอาจไม่สำคัญเท่าศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สามารถเช็คตัวเลข และเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญหากเห็นว่าไว้ใจได้พรรคภูมิใจไทยก็จะดึงเข้าร่วมรัฐบาลในจังหวะเวลาหลังการลงมติไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งการอภิปรายครั้งนี้พรรคฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยล้วนๆ

