หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกหลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เหนือคู่แข่งอย่างพรรครีพับลิกันของนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

ทวิสันต์ โลณานุรักษ์
นักวิชาการอิสระจังหวัดนครราชสีมา
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ ส่งผลให้พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องสูญเสียการควบคุมทั้งสองสภาไปอย่างสิ้นเชิง เพราะพรรคเดโมแครตพลิกกลับมาคว้าชัยชนะได้อย่างถล่มทลาย สามารถครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร จึงถือเป็นปรากฏการณ์และสถานการณ์ที่แย่มากสำหรับทรัมป์และพรรครีพับลิกัน
ซึ่งเป็นผลมาจากประชาชนในสหรัฐเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงานจำนวนมาก แต่รัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาปากท้องได้ จึงย่อมเผชิญกับแรงต้านและม็อบประท้วง อีกทั้งชาวอเมริกันเริ่มเบื่อหน่ายสงครามที่ขยายวงกว้างในขณะนี้ ซึ่งต่างจากสงครามเวียดนามในอดีตที่สนามรบอยู่ไกลบ้าน แต่วิกฤตปัจจุบันกระทบถึงประตูบ้านและมีความเสี่ยงจาก “สงครามไซเบอร์” (Cyber Attack) ที่เจาะเข้าระบบธนาคาร และตลาดหลักทรัพย์ในยุโรปและสหรัฐได้ ซึ่งความเดือดร้อนและความกังวลที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการเลือกตั้งในช่วงปลายเทอม ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2572 ด้วย และจะทำให้พรรค
รีพับลิกันปรับตัวได้ยาก เพราะมีปัญหาทับถมหลายด้าน แต่มีระยะเวลาที่เหลือกระชั้นชิด
และเมื่อผู้นำชาติมหาอำนาจอันดับ 1 อย่างสหรัฐเพลี่ยงพล้ำ ประกอบกับผู้นำพันธมิตรอย่างอิสราเอล ที่กลุ่มพันธมิตรฝ่ายขวาจัดของนายกรัฐมนตรีเบนจามินเนทันยาฮู ก็เพลี่ยงพล้ำสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภาจากผลการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอลเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมาเช่นกัน ย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจโลก ทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ เช่น จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ รวมถึงอิหร่าน มองเห็นจุดอ่อน โดยเริ่มเปลี่ยนท่าที และมีความลังเลที่จะสนับสนุนสหรัฐต่อไป
อย่างเช่น อิหร่าน ได้ใช้โอกาสที่สหรัฐและทรัมป์กำลังอ่อนแอจากปัญหาภายในและผลการเลือกตั้ง จึงยื่นข้อเสนอต่อรองที่รุนแรง เหมือนเป็นการประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าว โดยเรียกร้องให้นำเงินที่ถูกอายัดกลับคืนมา และให้ยกเลิกการบอยคอตทางการค้า โดยหากสหรัฐไม่ยอมรับเงื่อนไข อิหร่านอาจใช้ช่วงเวลานี้โจมตีอย่างหนัก ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีการขู่ตัดสายเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ความมั่นคงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลกปั่นป่วนอย่างหนัก จนอิหร่านอาจเข้ามามีอิทธิพลครอบงำแทนที่สหรัฐได้
และถ้ามองในมุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก จะเห็นว่า ที่ผ่านมาทรัมป์ใช้มาตรการตั้งกำแพงภาษีที่ไม่เป็นมาตรฐาน ลดภาษีให้ผู้ที่ชื่นชอบ และขึ้นภาษีนำเข้ากับผู้ที่ไม่พอใจ ทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกขาดเสถียรภาพ แต่ถ้ามองในเชิงบวกหลังจากทรัมป์ถูกลดอำนาจและบทบาทลง สงครามอาจเบาบางลง การส่งออกน้ำมันจะราบรื่นขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนสินค้าทั่วโลกลดลงได้ ส่วนในมุมของพันธมิตรหลัก อย่างอิสราเอลและรัสเซียที่มี “จีน” เป็นพันธมิตรและไม่เอาสหรัฐ สองชาตินี้ก็อาจพร้อมจะแยกตัวออกห่างจากสหรัฐได้
แต่อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในสหรัฐเปลี่ยนไป โดยสภาคองเกรส ทั้งสภาสูงและสภาล่าง รวมถึงพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นขั้วตรงข้าม เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ แสดงไมตรีจิตกับมิตรประเทศ และปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศให้มีความประนีประนอมมากขึ้น ก็อาจทำให้สถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศของสหรัฐดีขึ้น
และจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในมุมของประเทศไทยย่อมจะได้รับผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะด้านการค้าและการส่งออก เพราะไทยเป็นประเทศที่ส่งสินค้าไปยังตลาดสหรัฐ และได้ดุลการค้าที่ดีจากสหรัฐ เนื่องจากสหรัฐเป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและสร้างกำไรให้ไทย จึงถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญมากของไทย ในขณะที่การค้ากับจีน ไทยค่อนข้างเสียเปรียบและขาดดุล ซึ่งหากสหรัฐเผชิญวิกฤตการเมืองภายใน สงครามไซเบอร์ หรือความขัดแย้งกับอิหร่านที่รุนแรง ย่อมจะส่งผลสะเทือนเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจและการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งปัจจุบันไทยมียังประเด็นค้างคาด้านการเจรจาภาษีกับสหรัฐ ที่ถูกเก็บภาษีสูงถึง 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ฝ่ายสหรัฐรวมถึงผู้แทนระดับสูงยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนเรื่องการลดภาษีได้ ทำให้ไทยต้องระมัดระวังและติดตามท่าทีอย่างใกล้ชิด ไทยจึงจำเป็นต้องรักษาไมตรีจิตและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสถาบันการเมืองและสภาของสหรัฐเอาไว้ เนื่องจากมีกำลังซื้อสูง นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทยก็มีศักยภาพทางการเงิน รวมถึงมีพลเมืองไทยไปศึกษาและทำงานอยู่ในสหรัฐจำนวนมาก ซึ่งแม้ว่าจีนจะอยู่ใกล้ชิดและเป็นคู่ค้าสำคัญเช่นกัน แต่ไทยต้องบริหารความสัมพันธ์ให้สมดุล กระทรวงการต่างประเทศจึงต้องมีความเฉียบคมมากกว่านี้ เพื่อรับมือกับชาติมหาอำนาจให้ได้ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นขีดความสามารถของกระทรวงการต่างประเทศด้วย เพราะที่ผ่านมา สถานการณ์รอบบ้าน เช่น ปัญหาเมียนมาและกัมพูชา เรายังดำเนินนโยบายตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศได้ไม่เต็มที่นัก จึงต้องรับมือและแสดงท่าทีให้ชัด ต้องจริงจังและเข้มข้นกว่านี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพ อธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติเอาไว้
ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงต้อง “คิดให้หนัก” และ “ทำการบ้านให้หนัก” วางยุทธศาสตร์ต่างประเทศอย่างรัดกุมท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจโลก โดยต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายของสหรัฐในยุคเปลี่ยนผ่าน พร้อมทั้งหาทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงิน การท่องเที่ยว และการลงทุน เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด

นณริฏ พิศลยบุตร
นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ แนวโน้มความชัดเจน 99% แล้วว่า โดนัลด์ ทรัมป์ พรรครีพับลิกัน แพ้คะแนนให้กับพรรคเดโมแครต โดยประเมินภาพต่อจากนี้ตลาดการเงินและตลาดทุนจะเป็นก๊อกแรกที่ตอบรับเร็วที่สุด เนื่องจากความไวของกระแสเงินทุน ทำให้ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (US Bond Yield) ในช่วงที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ เน้นการผลักดันปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (ดาต้าเซ็นเตอร์) อย่างมาก รัฐบาลสหรัฐจึงมีความต้องการระดมทุนสูงเพื่อนำเงินไปใช้ออกนโยบาย สนับสนุนการลงทุน และทำสงคราม ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
เกิดการชะลอการก่อหนี้ เมื่อดุลอำนาจเปลี่ยนไป สภาสหรัฐมีแนวโน้มจะไม่ยอมผ่านงบประมาณกู้เงินเหล่านี้ ส่งผลให้ภาครัฐก่อหนี้น้อยลง และภาคเอกชนลดการลงทุนลง ทำให้แรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์สหรัฐเริ่มคลี่คลายและมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ย ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระยะสั้น อัตราดอกเบี้ยอาจปรับขึ้นได้อีก 1 ครั้ง แต่จะไม่ค้างอยู่ในระดับสูงนาน (Higher for longer) และจะเข้าสู่เฟสขาลงในที่สุด ซึ่งจะช่วยให้สภาวะการเงินและต้นทุนทางการเงินทั่วโลกผ่อนคลายลงจากเดิม
อุตสาหกรรมเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ จะมีการชะลอตัวจากนโยบายควบคุมความปลอดภัย เป็นการเบรกความร้อนแรงในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ ถือเป็นเครื่องจักรหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยกำลังซื้อจากเอไอกระจายไปยังห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนทั้งในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว การจัดระเบียบ ฝั่งพรรคเดโมแครตต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเน้นการกำกับดูแล (Regulate) ด้านความปลอดภัยของเอไอ เนื่องจากกังวลภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยยกตัวอย่างว่า ขนาดระบบดิจิทัลธรรมดายังเคยถูกโจมตีจนทำความเสียหายต่อตู้เย็นและระบบทำความเย็นในยุโรปได้ หากเป็นระบบเอไอยิ่งจะรับมือได้ยากขึ้น ผลกระทบต่อการลงทุน ทำให้เกิดการเข้มงวดกฎระเบียบ และทำให้การเติบโตและการแข่งขันในอุตสาหกรรมเอไอ รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ชะลอตัวลง
อีกด้านเป็นสถานการณ์สงคราม ราคาพลังงาน และเงินเฟ้อโลก สงครามอิหร่านและอ่าวเปอร์เซีย จากที่ทรัมป์เคยอ้างว่าต้องการจัดการปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่านและจบสงครามให้รวดเร็ว แม้สามารถสังหารผู้บริหารระดับสูงของอิหร่านได้จริง แต่สงครามกลับลากยาว ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง เมื่อทรัมป์แพ้เลือกตั้ง การจัดสรรงบประมาณทำสงครามทำได้ยากขึ้น ทำให้สงครามในอ่าวเปอร์เซียมีแนวโน้มสงบลง โดยอิหร่านน่าจะพึงพอใจกับข้อตกลง ขณะที่สหรัฐอาจไม่สามารถบังคับห้ามอิหร่านมีนิวเคลียร์ได้ตามที่ทรัมป์ต้องการ ส่งผลต่อเงินเฟ้อและพลังงานลดลง เมื่องบประมาณทำสงครามไม่ผ่านและสงครามสงบลง ราคาพลังงานจะปรับตัวลดลง ช่วยดึงให้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัว และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน
แต่เรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือ สงครามการค้า (Trade War) และการใช้อำนาจมาตรา 301 เพราะแม้ทรัมป์จะพ่ายแพ้ แต่ภาษีการค้าไม่ได้หายไป สงครามการค้ายังไม่จบลงและภาษีศุลกากรจะไม่หายไปทั้งหมด เนื่องจากทรัมป์ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 301 (Section 301) ซึ่งเป็นกลไกฝ่ายบริหารที่ไม่ต้องผ่านสภา ในการสั่งให้ฝ่ายการค้าสหรัฐสืบสวนสอบสวนประเทศต่างๆ โดยประเทศไทยถูกสืบสวนในประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) และการสวมสิทธิสินค้าส่งออก (Transhipment) แต่ข่าวดีคือ เมื่ออำนาจของทรัมป์ในสภาลดลงและเสียงไม่แข็งกร้าวเหมือนเดิม การเจรจาต่อรองทางการค้าอาจทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่ไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่งหลักๆ อย่างเวียดนามได้
ในระยะถัดไป ประเมินภาพอีก 2 ปีข้างหน้า ต้องพูดถึงตอนนี้ก่อนว่า เกิดการส่งสัญญาณปฏิเสธนโยบายของทรัมป์ในรัฐเท็กซัส จากที่ทรัมป์พยายามผลักดันนโยบาย Make America Great Again (MAGA) โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนเทคโนโลยี อาทิ การลงทุนของ SpaceX และดาต้าเซ็นเตอร์ไปยังรัฐเท็กซัส แต่ผลการเลือกตั้งที่พ่ายแพ้ในเท็กซัสซึ่งเป็นฐานเสียงของรีพับลิกันมาเกือบ 40 ปี สะท้อนว่าประชาชนอเมริกันปฏิเสธทิศทาง MAGA ของทรัมป์ มูลเหตุที่คนเลือกเดโมแครต อาจไม่ได้เกิดจากประชาชนชื่นชอบเดโมแครต เนื่องจากเมื่อ 2 ปีก่อน เดโมแครตก็เคยพ่ายแพ้ทรัมป์อย่างยับเยิน และปัจจุบันเดโมแครตยังไม่มีผู้นำที่โดดเด่น แต่เกิดจากการที่ประชาชนหมดความชื่นชอบนโยบายและตัวของทรัมป์แล้ว จึงต้องการหยุดแนวทางของทรัมป์ไว้ ในอีก 2 ปีข้างหน้าหากเดโมแครตต้องการชนะอีก จะต้องสร้างชุดนโยบายใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่ย้อนกลับไปใช้นโยบายเดิมที่เคยพ่ายแพ้เมื่อ 2 ปีก่อน
ผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายและสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐส่งผลตรงต่อประเทศไทยในหลายมิติ ได้แก่
1.สภาวะการเงินและค่าเงินบาท แม้ที่ผ่านมาไทยจะไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐ แต่ก็ได้รับผลกระทบจากสภาวะเงินตึงตัวทั่วโลก เมื่ออัตราดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์สหรัฐปรับลดลง สภาวะการเงินโลกจะผ่อนคลายขึ้น สิ่งที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือ ค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อดอกเบี้ยสหรัฐเข้าสู่ขาลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย
2.การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเอไอ หากเม็ดเงินลงทุนในเอไอ และดาต้าเซ็นเตอร์ชะลอการลงทุนในสหรัฐอาจเกิดระลอกคลื่นการกระจายทุน (Wave of Investment) ไหลออกมายังประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยด้วย แต่ในทางกลับกัน หากภาพรวมอุตสาหกรรมเอไอชะลอตัวลงทั่วโลก ก็จะกระทบต่อไทยเช่นกัน เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยช่วงหลังเข้าไปผูกกับการเป็นห่วงโซ่อุปทานอย่างมากแล้ว
3.ภาคการท่องเที่ยว ที่ปัจจุบันภาคท่องเที่ยวเจอปัญหาจากราคาพลังงานที่สูง ทำให้ตั๋วเครื่องบินแพง ประกอบกับแหล่งท่องเที่ยวชายหาดของเวียดนามมีราคาถูกกว่าไทยราว 20-30% ทำให้เพื่อนบ้านได้เปรียบ ในอนาคตเมื่อสงครามจบลงและราคาพลังงานลดลง ค่าเดินทางจะถูกลง ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องมุ่งเน้นเฉพาะประเทศที่ราคาถูกอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ภาคการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวได้ดีขึ้นบ้าง และ 4.ภาคการส่งออก ผลกระทบต่อภาคส่งออกยังมีลักษณะผสมผสาน (Mix) เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยเชื่อมโยงกับธีมเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ของสหรัฐ โดยมีสหรัฐเป็นตลาดส่งออกหลัก
หากอุตสาหกรรมเอไอและเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง ภาคการส่งออกของไทยก็มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวตามไปด้วย จึงประเมินลำบากว่า ปี 2570 เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักอย่างส่งออกและท่องเที่ยวจะปรับดีขึ้นได้

