นักกม.วิเคราะห์ ตีความศาลฎีกาชี้คดีสว.

8.11.26 | 12:15 น.

นักกม.วิเคราะห์ ตีความศาลฎีกาชี้คดีสว.

หมายเหตุ – 2 นักวิชาการประจำคณะนิติศาสตร์ร่วมสะท้อนมุมมอง กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดอำนาจศาลฎีกา ว่าสามารถตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้หรือไม่


ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

การที่ กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการวินิจฉัยอำนาจของศาลฎีกา เรื่องนี้ผมมองว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะจะทำให้อำนาจตุลาการเกิดความขัดแย้งกัน เพราะศาลรัฐธรรมนูญโดยหลักจะต้องวินิจฉัยประเด็นที่มีความขัดข้องในมาตรา หรือการตีความในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งควรจะเป็นไปอย่างนั้น แต่กฎหมายไทยทำให้มองว่าศาลรัฐธรรมนูญมีลักษณะเข้าไปในพรมแดนของฝ่ายต่างๆ เยอะมาก ทำให้มองได้ว่า กกต.เองอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมองว่าจะทำให้หลักการกฎหมายของไทยจะมีปัญหาในระยะยาว โดยมีผลพวงมาจากการไม่วางหลักการให้ชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่บทบาทอย่างไร ทำให้เมื่อมีปัญหาอะไร ก็จะไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้วินิจฉัยเรื่องของ กกต.ที่กำลังมีปัญหากับศาลฎีกา

Advertisement

หากมองเป็นเรื่องการเมือง ในเรื่องนี้เป็นธรรมชาติของการเมืองอยู่แล้ว เพราะ กกต.เองถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเยอะมาก พอมาเรื่อง ส.ว.ยังไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทำให้สังคมมองว่า กกต.พยายามหาทางหนีทีไล่ให้กับตัวเองหรือเปล่า และยังทำให้ไปลดทอนความเชื่อมั่นของตัว กกต.เอง รวมทั้งอาจไปกระทบต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะศาลรัฐธรรมนูญอาจจะถูกมองว่าไม่วางตัวเป็นกลาง หรืออาจจะอยู่ในกระบวนการทางการเมือง ในเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ หากกระบวนการยุติธรรมถูกทำให้มองว่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง ความเชื่อมั่นของสถาบันเหล่านี้จะเกิดความเสียหาย

ถ้าให้มองว่าการไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยจะเป็นการขัดกับอำนาจตุลาการหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้ต้องไปดูว่าเรื่องของ กกต.ที่ยื่นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ใช้มาตราใด ข้อกล่าวหาอะไร หากศาลรัฐธรรมนูญรับเอาไว้ หรือไม่รับ ไม่ว่าเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวางตัวไม่ดี และไม่ทำให้ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญจะถูกมองว่าเกี่ยวข้องหรือเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง

สมมุติหากศาลรัฐธรรมนูญตีเรื่องนี้ตกไปถือว่าจบ โดยอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญดูแลในเรื่องบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องของ กกต. ประชาชนจะมองว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นกลุ่มก้อนเดียวกับ กกต. ซึ่งจะส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมประชาชนไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ

ส่วนเรื่องนี้ กกต.ทำถูกต้องหรือไม่จะต้องดูเหตุผลของ กกต. ใช้เหตุผลอะไร หรือกฎหมายข้อไหน ซึ่งผมเองยังไม่เห็น ด้วยการรับรู้ของคนทั่วไปการที่ กกต.ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยศาลฎีกา ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องตลก ส่วนจะเป็นเรื่องโยนหินถามทางหรือไม่ มองว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น อยากจะรู้เหมือนกันว่าใช้มาตราไหนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยคดี ส.ว.ที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไปแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงเป็นหน้าที่ของศาลฎีกาอยู่แล้ว เพราะกฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น

ในการแยกอำนาจการปกครองแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ โดยหลักแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หลักสำคัญๆ หลายคนมองว่าเสียไปแล้ว ซึ่งมีหลายกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตัดสินแทนฝ่ายบริหารหลายๆ ครั้ง ทำให้โครงสร้างความสัมพันธ์ในอำนาจเสียไป จึงมีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อวางโครงสร้างนี้ใหม่ เรื่องของรัฐบาล นิติบัญญัติ และตุลาการ ขณะนี้คลุมเครือไปหมดแล้ว

ในเรื่องความเป็นจริงเรื่องของ ส.ว.ควรรอการวินิจฉัยของศาลฎีกาจะมีผลออกมาอย่างไรเท่านั้นเอง ในความเข้าใจของผมเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีขั้นตอนของกฎหมาย ที่สุดของเรื่อง ส.ว.จะอยู่ในการวินิจฉัยของศาลฎีกา

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

มติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 210 (2) เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาหน้าที่และอำนาจของตน สืบเนื่องจากการที่ศาลฎีการับคำร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กำลังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนวิกฤตเส้นแบ่งอำนาจเชิงโครงสร้างระหว่าง “องค์กรอิสระ” กับ “องค์กรตุลาการ” อย่างแหลมคม

ข้อโต้แย้งหลักของ กกต.วางอยู่บนฐานคิดว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ได้กำหนดขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาไว้เฉพาะกรณี การที่ศาลฎีการับคำร้องเพื่อทบทวนมติยกคำร้องของ กกต. จึงอาจเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ทว่าในทางนิติรัฐ จุดตัดสำคัญที่สังคมและนักกฎหมายต้องแยกให้ออกจากกันอย่างเด็ดขาด คือความหมายของคำว่า “เป็นที่สุด” กับ “ไม่อาจถูกตรวจสอบได้”

การที่กฎหมายกำหนดให้คำวินิจฉัยขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นที่สุด ย่อมหมายถึงการสิ้นสุดกระบวนการวินิจฉัยภายในองค์กรนั้นตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่หามีความหมายโดยอัตโนมัติว่าการใช้อำนาจดังกล่าวจะกลายสภาพเป็น “แดนสนธยา” ที่หลุดพ้นจากการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ ดั่งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวางบรรทัดฐานไว้ในคำวินิจฉัยที่ 14/2566 (กรณีการเลือกตั้งท้องถิ่น) ว่าการพิจารณาความเป็นที่สุดต้องดูบทบัญญัติ ลักษณะของอำนาจ และผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลประกอบกัน ไม่อาจเหมาเข่งว่าทุกการกระทำขององค์กรอิสระจะแตะต้องไม่ได้เพียงเพราะมีสถานะเป็นองค์กรอิสระ ความเป็นอิสระ (Independence) ต้องเดินเคียงคู่กับความรับผิดรับชอบ (Accountability) เสมอ มิฉะนั้นคำถามคลาสสิก อย่าง “Who guards the guardians?” หรือใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ ย่อมย้อนกลับมาสั่นคลอนความเชื่อมั่นของระบอบ หากองค์กรที่มีหน้าที่จับผิดผู้อื่นกลับกลายเป็นองค์กรที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ ประชาธิปไตยย่อมเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับอำนาจเบ็ดเสร็จที่ไร้การควบคุม

ขณะเดียวกัน การดึงศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาเป็นคนกลางผ่านช่องทางมาตรา 210 (2) ก็นำมาซึ่งข้อพึงระวังอย่างยิ่งยวด เพราะศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาไม่ได้มีความสัมพันธ์ในเชิงลำดับชั้นแบบศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลสูงสุดที่มีอำนาจก้าวล่วงหรือกำกับการใช้ดุลพินิจในการรับฟ้องของศาลฎีกาในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา หากข้อพิพาทนี้แท้จริงแล้วเป็นเพียงการตีความกฎหมายระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ปัญหาขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญโดยตรง ศาลรัฐธรรมนูญยิ่งต้องใช้หลักความยับยั้งชั่งใจทางตุลาการ (Judicial Self-Restraint) อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้กลายเป็นการแทรกแซงแดนอำนาจตุลาการด้วยกันเอง

เรื่องนี้ทางออกจึงควรอยู่บนหลักการ 3 ประการ คือ 1.ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเขตอำนาจของตนอย่างเคร่งครัด หากเป็นปัญหาตามมาตรา 210 (2) จริงก็ต้องวินิจฉัย แต่หากเป็นเพียงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการใช้กฎหมายในคดีของศาลฎีกา ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้การวินิจฉัยกลายเป็นการก้าวล่วงอำนาจตุลาการ หลักการยับยั้งชั่งใจทางตุลาการ (Judicial Self-Restraint) จึงมีความสำคัญ

2.กกต.ควรนำข้อโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจและความชอบด้วยกฎหมายไปต่อสู้ในกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาโดยตรง หากเห็นว่าศาลไม่มีอำนาจรับคำร้อง หรือผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ก็สามารถยกข้อต่อสู้ตามกฎหมายได้

3.รัฐสภาควรปรับปรุงกฎหมายให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิในการคัดค้านการเลือก ขอบเขตความเป็นที่สุดของคำวินิจฉัย กกต. และช่องทางตรวจสอบโดยศาล เพื่อไม่ให้เกิดทั้งการตรวจสอบที่ไร้ขอบเขตและการใช้อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบ

และควรตระหนักอยู่เสมอว่าไม่มีองค์กรใดเป็นเจ้าของอำนาจรัฐ และไม่ว่าผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร ข้อพิพาทครั้งนี้ได้เปิดเผยปัญหาสำคัญของโครงสร้างรัฐธรรมนูญไทย นั่นคือการกำหนดขอบเขตอำนาจขององค์กรต่างๆ ต้องชัดเจนเพียงพอที่จะไม่ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลกลายเป็นการต่อสู้เพื่อรักษาเขตแดนอำนาจของแต่ละองค์กร ความเป็นอิสระขององค์กรอิสระต้องไม่กลายเป็นเกราะกำบังความรับผิดชอบ หรือเปิดช่องให้ซุกขยะใต้พรมได้แต่ประตูตรวจสอบปิดทุกบาน รวมถึงความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการก็ต้องไม่กลายเป็นเหตุให้ขยายอำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด

สิ่งที่ต้องปกป้องจึงไม่ใช่ศักดิ์ศรีหรืออำนาจของ กกต. ไม่ใช่อำนาจของศาลฎีกา และไม่ใช่สถานะของศาลรัฐธรรมนูญ แต่คือความชอบธรรมของระบบรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า การใช้อำนาจรัฐทุกประเภทอยู่ภายใต้กฎหมายและสามารถถูกตรวจสอบได้ เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการองค์กรที่มีอำนาจมากที่สุด แต่ต้องการระบบที่ไม่มีองค์กรใดมีอำนาจมากจนลืมสำนึกข้อหนึ่งไปว่าอำนาจนั้นเป็นของประชาชน และไม่มีองค์กรใดสามารถใช้รัฐธรรมนูญเป็นเกราะปกป้องอำนาจของตนเองจนอยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้