เหตุการณ์ระเบิดโจมตีที่สนามบินกรุงบรัสเซลส์ และสถานีรถไฟใต้ดิน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 คน บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ถือเป็นการก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในเบลเยี่ยม ซึ่งที่ผ่านๆมาแม้จะตกเป็นเป้าและถูกโจมตีบ้างแต่ก็เป็นในลักษณะของการกราดยิงหรือใช้อาวุธปืนโจมตีตามสถานที่ต่างๆ โดยฝีมือของกลุ่มคนที่เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม IS เช่น การกราดยิงบริเวณพิพิธภัณฑ์ยิวในกรุงบรัสเซลส์กลางปี 2014 หรือการยิงปะทะในปฏิบัติการต่อต้านและไล่ล่ากลุ่มการก่อการร้ายทั้งกรณีการโจมตีสำนักพิพม์ชารี แอปโด และการโจมตีปารีสครั้งล่าสุดเมื่อปลายปี 2015
แม้ว่าการโจมตีครั้งนี้จะรุนแรงหรือสูญเสียไม่เท่ากรณีฝรั่งเศสที่ผ่านมา แต่หากมองจากองค์ประกอบหลายๆอย่าง วินาศกรรมครั้งนี้อาจจะมีนัยสำคัญหลายประการ หากจะมองโดยให้น้ำหนักเพียงว่าเป็นปฏิบัติการตอบโต้การจับตัวนายซาลาห์ อับเดสสลาม ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุเหตุวินาศกรรมปารีส ก็อาจจะมองได้บ้างแต่อย่าลืมว่า หลังจากที่เกิดเหตุก่อการร้ายในยุโรประยะหลังโดยเฉพาะในฝรั่งเศส เบลเยียมเป็นประเทศหนึ่งที่ยกระดับการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้นในจุดสำคัญๆอย่างสนามบินและระบบขนส่งสาธารณะ แต่การโจมตีครั้งนี้ซึ่งเกิดขึ้นที่สนามบินและสถานีรถไฟใต้ดิน อาจจำเป็นต้องอาศัยการวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าพอสมควร หลังจากเกิดเหตุนายกรัฐมนตรีเบลเยียมพูดชัดว่า “สิ่งที่เรากลัวได้เกิดขึ้นแล้ว” แปลว่าเบลเยียมมีการเฝ้าระวังความปลอดภัยและการข่าวมาตลอด
นอกจากวินาศกรรมครั้งนี้จะสร้างความหวาดผวาไปทั่วยุโรปแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะมีนัยหลายประเด็นที่อยากชวนแลกเปลี่ยนนะครับ คือ
1. แน่นอนว่ายุโรปนอกจากจะตกเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีแล้ว ยังอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถรับมือได้ เช่น กรณีของฝรั่งเศส สำนักพิมพ์ชารี แอปโดถูกโจมตีทั้งที่มีการส่งสัญญาณจะโจมตีล่วงหน้า หรือกรณีการโจมตีในแหล่งท่องเที่ยวย่านผู้คนหนาแน่นเมื่อปลายปี 2015 และล่าสุดเบลเยี่ยมก็ถูกโจมตีสนามบินและรถไฟใต้ดิน สถานทีซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มกว่าที่อื่น เพราะฉะนั้นยุโรปวันนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว เมื่อยุโรปไม่ปลอดภัยที่อื่นๆ ก็คงไม่ปลอดภัยยิ่งกว่า แค่ไม่ตกเป็นเป้าหมายหลักเหมือนยุโรปในตอนนี้แค่นั้นเอง (อาจจะด้วยนโยบายหรืออะไรก็แล้วแต่) อีกนัยหนึ่งคือ IS มีความพร้อมและมีศักยภาพในการก่อเหตุในยุโรปอยู่แล้ว แต่จะก่อเวลาไหนอย่างไรเท่านั้นเอง
2. การโจมตีบรัสเซลส์ที่มากกว่าบรัสเซลส์ นั่นก็คือโจมตีที่หวังผลในเชิงสัญลักษณ์ของการถล่มเมืองหลวงของอียูและนาโต้ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงบลัสเซลส์ ทำให้นึกกลับไปถึงท่าทีของฝรั่งเศสหลังถูกโจมตีเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งฝรั่งเศสได้ขอให้สมาชิกอื่น ๆ ในอียูให้การสนับสนุนการต่อสู้กับกลุ่มไอเอสในซีเรียและอิรัก อีกทั้งยังขอให้ร่วมสนับสนุนทางการทหารกับฝรั่งเศสด้วย โดยได้ยกมาตรา 42-7 ในสนธิสัญญาอียูว่าด้วยการให้สมาชิกร่วมใจกันเมื่อสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี เหมือนกับที่สหรัฐฯยกมาตรา 5 ของนาโต้ ขึ้นมาขอความช่วยเหลือจากสมาชิกในการโค่นล้มกลุ่มตอลีบานในอัฟกานิสถาน ตอนนี้ฝรั่งเศสก็โดนแล้ว บรัสเซลส์ก็โดนแล้ว ผู้นำในยุโรปก็ออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกันแล้วว่า “We are at War” เพราะฉะนั้นน่าจับตามองว่า EU จะมีมาตรการอย่างไร NATO จะว่าไง หรือจะขยายไปสู่การจัดตั้งพันธมิตรทางทหารเข้าปฏิบัติการถล่ม IS ในซีเรียและอิรัก
3. หากสังเกตให้ดี ในระยะหลังเมื่อเกิดเหตุวินาศกรรมในยุโรปหรือในที่อื่นๆอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยฝีมือของกลุ่ม IS ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นในช่วงจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อของสถานการณ์เกมการเมืองและการช่วงชิงความได้เปรียบหรือสมการต่างๆในปัญหาต่างๆ ที่ไปเกี่ยวข้องกับ IS หรือที่ IS ไปเกี่ยวข้องด้วย รวมทั้งการเมืองของสงครามตัวแทนในตะวันออกกลางกับการเมืองโลกด้วย แปลว่า IS ไม่ได้ก่อเหตุแบบไร้จุดหมาย แต่หวังผลในเชิงยุทธศาสตร์ในสถานการณ์ที่มันประกอบไปด้วยก๊กก๊วนต่างๆในตะวันออกกลาง เช่น เหตุการณ์โจมตีฝรั่งเศส (ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เกิดที่เลบานอน) เกิดขึ้นหลังจากที่รัสเซียเข้าไปถล่ม IS ในซีเรีย ฝรั่งเศสเองก็เข้าไปปฏิบัติการสนับสนุนรัสเซีย เข้าไปพลิกเกมให้รัฐบาลอัสซาดดีๆนี้เอง หรือการก่อเหตุที่อินโดนีเซีย (ก่อนหน้านั่นก็เกิดขึ้นที่ปากีสถานและตุรกี แต่ไม่ค่อยเป็นข่าว) เป็นช่วงเวลาที่ซาอุฯกับอิหร่านกำลังตรึงเครียดกันอย่างหนัก จนทั่วโลกเกรงว่าจะเผชิญหน้ากันแล้วจะเกิดสงครามบานปลายในตะวันออกกลาง
ซึ่งถ้าไปย้อนดูก็จะพบว่าผู้นำของอินโดนีเซีย ปากีสถาน และตุรกี พยายามเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างซาอุฯกับอิหร่าน หรือล่าสุดการโจมตีที่บรัสเซลส์ก็เกิดขึ้นในระหว่างที่สถานการณ์ในซีเรียและตะวันออกกลางน่าจะดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนอีกระยะหนึ่งคือการที่สหรัฐฯและรัสเซียบรรลุข้อตกลงว่าด้วยการยุติความเป็นปรปักษ์ในปัญหาซีเรียที่นำไปสู่การหยุดยิงระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน (แม้จะมีการละเมิดข้อตกลงก็ตาม) แต่จากบทบาทและท่าทีของรัสเซียล่าสุดก็ดูเหมือนว่าจะผลักดันปัญหานี้เข้าสู่แนวทางการทูตและการเจรจามากกว่า แต่วินาศกรรมล่าสุดอาจดึงยุโรปเข้าสู่สงครามในตะวันออกกลางโดยอ้างการเข้าไปปราบ IS อีกก็เป็นได้ รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยในยุโรปด้วย ซึ่งถ้าเข้าไปจริงและไม่ศึกษาหรือกำหนดเป้าหมายให้ชัด อาจทำให้มีปัญหากับรัสเซียได้เพราะรัสเซียพูดชัดว่า แม้จะถอนกำลังบางส่วนออกมาจากซีเรีย แต่ก็พร้อมกลับเข้าไปทุกเมื่อ และที่สำคัญเพิ่งจะบอกว่าต่อไปนี้อาจใช้มาตรการฝ่ายเดียวจัดการกับกลุ่มที่ละเมิดข้อตกลง
4.ก่อนเกิดเหตุที่บรัสเซลส์ไม่มีกี่วัน มีเหตุวินาศกรรมที่รุนแรงที่เมืองหลวงตุรกีเหมือนกัน แต่สื่อไม่ค่อยให้ความสนใจ เหมือนกรณีที่เกิดเหตุที่เลบานอนก่อนปารีสก็ไม่ได้รับความสนใจเช่นกัน การที่ตุรกีกับเบลเยียมโดนในเวลาไล่เลี่ยกัน ในช่วงที่ IS กำลังเสียหลักจากข้อตกหยุดยิงในซีเรีย อาจเป็นแผนดึงหรือยั่วกลุ่มประเทศพวกนี้กลับเข้าสู่สมรภูมิรบเพื่อหวังล้มข้อตกลงหยุดยิงในซีเรียที่ตัวเองเสียเปรียบหรือไม่

