‘พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์’ ชูพรรคประชานิยมสู้เลือกตั้ง

หมายเหตุ พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์ หัวหน้าพรรคประชานิยม (ปย.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวนโยบายของพรรค ที่จะนำเสนอต่อประชาชน ในการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมนี้


พรรคประชานิยม มีนโยบายแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างไร

พรรคประชานิยม เป็นพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยไม่มีอดีต ส.ส. หรืออดีตนักการเมืองแม้แต่คนเดียว เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน ด้วยนโยบายรัฐสวัสดิการ และพรรคประชานิยมได้ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 318 เขต และผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 150 คน เพื่อนำเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม สาขาอาชีพ คลอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

พรรคประชานิยมมีนโยบายอย่างไร

พรรคประชานิยม มีนโยบายหลัก คือ ประชาชนต้องมาก่อน เป็นพรรคการเมืองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน นำเสนอนโยบายลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และจ้างแรงงานไทยเพิ่ม ปรับปรุงสวัสดิการให้มีคุณภาพเท่าเทียมกันของประชาชนทุกกลุ่ม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แก้ไขปัญหา รวยกระจุก จนกระจาย ซึ่งประกอบด้วยนโยบาย ที่สำคัญด้านต่างๆ คือ

1.นโยบายปฏิรูปแรงงาน

1.1 ยกเลิกการหักเงินประกันสังคม ลูกจ้างร้อยละ 5 สูงสุด 9,000 บาท/คน/ปี ให้นายจ้างจ่ายเงินประกันสังคมแทนลูกจ้างทั้งหมด จำนวนร้อยละ 10 ของเงินเดือนลูกจ้างให้กับสำนักงานประกันสังคม ทำให้ลูกจ้าง พนักงานทั่วประเทศ จำนวนมากกว่า 15 ล้านคน ได้รับประโยชน์ มีเงินรายได้เพิ่มขึ้นจำนวนร้อยละ 5 ของเงินเดือนในแต่ละเดือน (ไม่เกิน 750 บาท/คน/เดือน) ลูกจ้าง พนักงานทุกคนทั่วประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยนายจ้างมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกจำนวนร้อยละ 5 ของเงินเดือนพนักงาน ซึ่งไม่เกิดผลกระทบกับนายจ้างมากนัก โดยกำไรของบริษัทจะลดลงเพียงเล็กน้อย เพื่อแก้ไขปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย”

1.2 เพิ่มเงินค่าจ้างขั้นต่ำ 360 บาท/คน/วัน ทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับลดค่าครองชีพในปัจจุบันที่ปรับตัวสูงขึ้น ให้ลูกจ้างทุกคนทั่วประเทศมีเงินรายได้เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพ

1.3 สร้างโรงพยาบาลประกันสังคม ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการรักษาพยาบาลผู้ใช้แรงงานที่ใช้สิทธิประกันสังคม ในการรักษาพยาบาลได้อย่างมีคุณภาพ

2.นโยบาย “หยุดสร้างหนี้ 1.3 ล้านล้านบาท ให้กับประชาชน”

พรรคประชานิยมจะเสนอให้รัฐบาลหยุดการสร้างหนี้ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้กับประชาชน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และมีเงินรายได้ยังไม่เพียงพอเลี้ยงชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1.หยุดกองทัพซื้ออาวุธ 10 ปี นำเงินซื้ออาวุธปีละ 40,000 ล้านบาท รวม 10 ปี จำนวน 400,000 ล้านบาท ไปพัฒนาประเทศด้านที่จำเป็น ตามความต้องการของประชาชน 2.หยุดการสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย วงเงินก่อสร้างประมาณ 400,000 ล้านบาท 3.หยุดการสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ วงเงิน 500,000 ล้านบาท

4.ยกเลิกโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หยุดการนำเงินภาษีของประชาชน ผู้เสียภาษีไปแจกหาเสียง โดยที่ผู้รับเงินจากรัฐบาลไม่ต้องทำงาน

5.หยุดเก็บภาษีจากประชาชนเพิ่ม จากอัตราที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน

3.นโยบาย “ลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน”

1.ยกเลิกมติการขึ้นค่ารถโดยสารของกระทรวงคมนาคมที่ปรับขึ้นค่ารถโดยสารปรับอากาศในราคา 15-23 บาท ปรับลดลงเหลือ ค่ารถโดยสารปรับอากาศราคา 10 บาทตลอดสาย, 40 บาทตลอดวัน ขึ้นรถโดยสารได้ทุกคันทุกเส้นทาง 2.ยกเลิกการเก็บภาษีประจำปีของรถจักรยานยนต์และรถบรรทุก ขนาด 1 ตัน (ปิกอัพ) เป็นการถาวร 3.ยกเลิกการเก็บเงินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนซื้อขายบ้านราคาไม่เกิน 2,000,000 บาท ของกรมที่ดิน

4.นโยบาย “ปฏิรูปรถโดยสารสาธารณะทั้งระบบ”

ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร มีปัญหาการจราจรที่ติดขัดมาก และรถโดยสารสาธารณะที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน มีอายุการใช้งานเกินกว่า 20-30 ปี มีสภาพเก่า ชำรุด ทรุดโทรม ปล่อยควันดำเป็นปัญหามลพิษในอากาศ รถโดยสารมีจำนวนไม่เพียงพอ ประชาชนต้องยืนรอคอยรถโดยสารแต่ละสายเป็นเวลานานมากกว่า 45-60 นาที ทำให้ประชาชนต้องใช้เวลาในการเดินทางที่ยาวนานเกินไป พรรคประชานิยมมีนโยบายที่จะปฏิรูประบบรถโดยสารสาธารณะทั้งระบบ ด้วยการหยุดซื้อรถถัง เปลี่ยนงบซื้อรถถัง มาซื้อรถโดยสารปรับอากาศ (NGV) แบบชานต่ำ 6,000 คัน, รถโดยสารปรับอากาศขนาด 20 ที่นั่ง จำนวน 4,000 คัน รวม 10,000 คัน เพื่อนำมาให้บริการประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทดแทนรถโดยสารคันเดิม และเก็บเงินค่าโดยสารในราคา 10 บาทตลอดสาย และ 40 บาทตลอดวัน ประชาชนสามารถขึ้นรถโดยสารได้ทุกคันทุกเส้นทางตลอดวัน ทำให้ประชาชนสามารถใช้บริการรถโดยสารปรับอากาศ ในการเดินทางได้โดยสะดวก รวดเร็ว เชื่อมโยงกับรถไฟฟ้าทุกสถานีประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

5.นโยบาย “สร้างโรงพยาบาล 100,000 เตียง เพื่อรักษาพยาบาลประชาชน”

ปัจจุบันประชาชนที่เจ็บป่วยและเดินทางไปรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ ได้รับการบริการที่ไม่ดี รอคอยแพทย์นาน ห้องตรวจรักษาไม่เพียงพอ เตียงผู้ป่วยในไม่เพียงพอ ผู้ป่วยต้องนอนทางเดิน หน้าห้องน้ำ หน้าลิฟต์โดยสาร หรือนอนกับพื้น พรรคประชานิยมมีนโยบายที่จะปฏิรูปการรักษาพยาบาลประชาชนด้วยการสร้างอาคารรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเพิ่ม 100,000 เตียงทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการรักษาพยาบาลจากเดิม 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นรักษาฟรีทุกโรคแบบมีคุณภาพ บรรจุแพทย์เพิ่ม 10,000 คน, เพิ่มพยาบาล 50,000 คน จัดซื้อรถตู้พยาบาลประจำตำบล ตำบลละ 1 คัน สร้างบ้านพักแพทย์ พยาบาล ในโรงพยาบาลให้เพียงพอกับจำนวนของแพทย์ พยาบาล ที่ปฏิบัติงาน ในโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ

6.นโยบาย “ปฏิรูปการซื้อ-ขายข้าวทั้งระบบ”

ประเทศไทยมีประชากรที่มีอาชีพเกษตรกรทำนา มากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งในปัจจุบันเกษตรกรชาวนาทุกคนมีหนี้สินจากการทำนา เงินรายได้จากการทำนาไม่เพียงพอเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ แต่พ่อค้าคนกลางโรงสีข้าวและผู้จำหน่ายข้าวสารทุกราย มีฐานะร่ำรวยจากการทำนาของชาวนาทั่วประเทศ “รวยกระจุก จนกระจาย” พรรคประชานิยม มีนโยบายที่จะช่วยเหลือชาวนา ด้วยการปฏิรูปการซื้อ-ขายข้าวทั้งระบบ และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวให้กับชาวนาทุกคน ดังนี้

1.ลดค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวให้กับชาวนา

– เปลี่ยนงบซื้อรถถัง ไปจัดซื้อรถไถนา, รถดำนา, รถเกี่ยวข้าว ประจำหมู่บ้านให้ชาวนา ไว้ใช้ในการทำนา โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากชาวนา

– เช่ารถไถนา, รถดำนา และรถเกี่ยวนวดข้าว จากชาวบ้านที่มีอาชีพให้เช่ารถไถนา, รถดำนา, รถเกี่ยวนวดข้าว เพื่อทำการไถนา ดำนา และเกี่ยวนวดข้าวให้ชาวนา โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากชาวนาที่ปลูกข้าว

2.สร้างลานตากข้าวเปลือกและโรงอบความชื้นข้าวเปลือกประจำตำบลให้กับชาวนาใช้ฟรี

3.สร้างโรงสีข้าวประจำอำเภอและไซโลเก็บข้าวเปลือกประจำอำเภอ เพื่อรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

4.จัดตั้งการข้าวแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ทำหน้าที่รับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ในราคาต้นทุนการปลูกข้าวของชาวนา และบวกเพิ่มกำไรร้อยละ 15 ให้กับชาวนา เช่น ต้นทุนปลูกข้าวเปลือก ราคา 9,000 บาท/ตัน บวกกำไรเพิ่ม 15% จำนวน 1,500 บาท/ตัน เป็นราคาที่โรงสีข้าวของรัฐบาลรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ราคา 10,500 บาท/ตัน หรือต้นทุนปลูกข้าวเปลือก
หอมมะลิ 17,000 บาท/ตัน บวกกำไรเพิ่ม 15% จำนวน 3,000 บาท เป็นราคาที่โรงสีข้าวของรัฐบาลรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ราคา 20,000 บาท/ตัน

5.การข้าวแห่งประเทศไทย นำข้าวเปลือกที่รับซื้อจากเกษตรกรชาวนาโดย
ตรง เก็บรักษาไว้ในรูปของข้าวเปลือกบรรจุกระสอบ เก็บรักษาไว้ในไซโลเก็บข้าวของรัฐบาล เพื่อรองรับการจำหน่ายในเวลาที่เหมาะสม ตามความต้องการของตลาด และนำข้าวเปลือกออกมาสี เพื่อจำหน่ายเป็นข้าวสารให้กับประชาชนทั่วประเทศ ในราคาขายปลีกในร้านค้าทั่วไปที่ต่ำกว่าราคาขายปลีกในปัจจุบันร้อยละ 10 ทำให้ชาวนาที่ปลูกข้าวจะไม่มีโอกาสขาดทุนจากการทำนาอีกต่อไป และประชาชนผู้บริโภคจะมีความสุขที่สามารถซื้อข้าวสารมาบริโภคในราคาที่ถูกลง จำนวนร้อยละ 10

ตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง การทุจริตคอร์รัปชั่น และการเก็บรักษาข้าวสารในอดีตที่เกิดปัญหาข้าวเน่าเสียในโกดังเก็บข้าวสาร และต้องนำข้าวสารที่เน่ามาขายทอดตลาดเป็นอาหารสัตว์ในราคาถูก และในอดีตรัฐบาลต้องนำเงินงบประมาณมาชดเชยความเสียหายดังกล่าวเป็นประจำทุกๆ ปี เป็นเงินจำนวนมาก และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้เข้าร่วมประมูลซื้อข้าวจากรัฐบาลโดยตรง โดยการแข่งขันราคาอย่างเปิดเผย (E-Bidding) เพื่อส่งออกข้าวไปจำหน่ายต่างประเทศ เมื่อรัฐบาลได้ราคาจำหน่ายข้าวที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องเป็นราคาที่สูงกว่าต้นทุนการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา รัฐบาลจึงนำข้าวเปลือกดังกล่าวมาสีเป็นข้าวสาร ใส่กระสอบส่งมอบให้กับผู้ชนะการประมูล และทำสัญญาซื้อขายข้าวจากรัฐบาลโดยตรง จากผู้เสนอราคา เสนอราคาซื้อข้าวในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนของรัฐบาล รัฐบาลก็จะไม่ขายข้าว ในช่วงเวลาดังกล่าว และเก็บรักษาข้าวเปลือกไว้ในไซโลเก็บข้าวประจำตำบลของรัฐบาลต่อไป รอจนถึงเวลาที่เหมาะสม และราคาจำหน่ายข้าวในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลจึงเริ่มนำข้าวเปลือกในสต๊อกของรัฐบาล มาดำเนินการประมูลขายได้ ซึ่งการเก็บรักษาข้าวในรูปของข้าวเปลือกนั้น สามารถเก็บไว้เป็นเวลานานหลายปีได้ โดยข้าวไม่เสื่อมสภาพหรือเน่าเสียแต่อย่างใด

7.นโยบาย “ปฏิรูปยางพาราและปาล์มน้ำมัน”

ในอดีตเกษตรกรชาวสวนยางพารา สามารถจำหน่ายน้ำยางพาราสดได้ในราคา 80-120 บาท/กิโลกรัม แต่ในปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนยาง ขายน้ำยางพาราสดได้ในราคาเพียง 32-35 บาท/กิโลกรัม ทำให้ชาวบ้านมีเงินรายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพ มีหนี้สินจำนวนมาก เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสมาเป็นระยะเวลามากกว่า 4 ปี และรัฐบาลก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำได้

พรรคประชานิยมมีนโยบายที่จะให้ความช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราด้วยการจัดตั้ง บริษัท ยางพาราไทย จำกัด รัฐวิสาหกิจรัฐบาลถือหุ้น 100% ทำหน้าที่รับซื้อน้ำยางพาราสดจากเกษตรโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ในราคา 80 บาท/กิโลกรัม เพื่อนำไปผลิตหมอนยางพารา 35 ล้านใบต่อปี มอบเป็น
ของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศไทย และนำน้ำยางพาราสดไปใช้เป็นวัตถุดิบในการก่อสร้างถนนทั่วประเทศ, สร้างลานกีฬายางพาราประจำโรงเรียนทั่วประเทศ
พรรคประชานิยมเสนอจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าน้ำมันปาล์มประจำจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ที่มีการปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อรับซื้อผลปาล์มสดจากเกษตรโดยตรงในราคา 4 บาท/กิโลกรัม มาแปรรูปเป็นน้ำมันดิบ ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อจ่ายกระแส
ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ และจัดตั้งบริษัท แปรรูปไม้ยางพารา จำกัด ทำหน้าที่รับซื้อไม้ยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางพารา โดยตรงในราคา 4 บาท/กิโลกรัม นำไม้ยางพาราไปแปรรูปเป็นโต๊ะ เก้าอี้ สำนักงาน จำหน่ายและแจกจ่ายให้กับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ ทำให้พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน มีเงินรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น เพียงพอในการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ หลังจากทนทุกข์ทรมานมาเป็นระยะเวลามากกว่า 4 ปี

8.นโยบาย “ปฏิรูปสวัสดิการให้กับคุณครู”

ปัจจุบันคุณครูจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน มีหนี้ที่กู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและธนาคารออมสิน จากโครงการ ชพค. มูลหนี้รวมไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ครู คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6-7 ต่อปี โดยหักจากเงินเดือนโดยตรง และพบปัญหาว่าในขณะทำงาน เงินเดือนครูหลังถูกหักหนี้จะเหลือน้อย ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพ ทำให้คุณครูมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี ไม่มีสมาธิในการอบรมสั่งสอนเด็กนักเรียน และคุณครูที่เกษียณอายุจำนวนมาก ถูกหักเงินบำนาญหลังเกษียณเพื่อใช้หนี้เงินกู้ดังกล่าวเกือบหมด ทำให้ไม่มีเงินเลี้ยงชีพ อยู่อาศัยด้วยความยากลำบากเป็นจำนวนมาก

พรรคประชานิยม จึงเสนอนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับคุณครูด้วยการจัดตั้ง “ธนาคารครู” เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี (MLR-3) ให้กับคุณครูโดยตรง ด้วยการรับเงินฝากจากประชาชนทั่วไปในอัตราเงินฝากร้อยละ 1.5-2 ต่อปี เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้กับคุณครูในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ทำให้คุณครูทุกคนมีภาระดอกเบี้ยต่ำลง มีเงินเหลือจ่ายหลังจากหักเงินชำระหนี้ในแต่ละเดือนจำนวนมากขึ้น เพียงพอเลี้ยงชีพตนเองและ
ครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ และจัดสร้างอาคารที่พักอาศัยให้กับคุณครูประจำโรงเรียนในทุกอำเภอ, ให้คุณครูสามารถเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านตามที่จ่ายจริงได้ไม่เกิน 6,000 บาท/คน/เดือน และจัดซื้อรถจักรยานยนต์จำนวน 100,000 คัน ให้คุณครูใช้เป็นยานพาหนะในการขับขี่ไปสอนเด็กนักเรียน จัดซื้อรถตู้โดยสาร รับ-ส่ง เด็กนักเรียนประจำตำบลๆ ละ 2 คัน เพื่อนำเด็กนักเรียนประถมศึกษาในแต่ละตำบลมาเรียนรวมกันในโรงเรียนประถมศึกษาประจำอำเภอที่มีคุณภาพ มีคุณครูครบชั้นเรียน มีสื่อการเรียนการสอนที่ครบสมบูรณ์ ทำให้เด็กนักเรียนที่จบการศึกษามีคุณภาพที่สูงขึ้น

9.นโยบาย “ปฏิรูปสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ”

ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนในปัจจุบันมีเงินรายได้น้อย ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ มีความจำเป็นที่จะต้องจัดสวัสดิการและเงินรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติ และศักดิ์ศรีให้กับข้าราชการตำรวจ พรรคประชานิยมมีนโยบายที่จะปฏิรูประบบสวัสดิการให้กับข้าราชการตำรวจ ประกอบด้วย

1.จัดตั้งกองทุนป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เพื่อจ่ายเงินค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้กับข้าราชการตำรวจชั้นประทวน จำนวน 10,000 บาท/คน/เดือน และชั้นสัญญาบัตร จำนวน 20,000 บาท/คน/เดือน

2.ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยให้กับข้าราชการตำรวจทั้งประเทศเพิ่มอีกจำนวน 60,000 ห้อง

3.สร้างอาคารรักษาพยาบาลข้าราชการตำรวจในโรงพยาบาลประจำจังหวัด ให้ครบทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการรักษาพยาบาลข้าราชการตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ถูกคนร้ายยิงต่อสู้ หรือแทงทำร้ายร่างกายขณะเข้าทำการจับกุมตัวคนร้าย และรักษาพยาบาลครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ

4.จัดตั้งธนาคารตำรวจ เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เดิมให้กับข้าราชการตำรวจ จากเดิมกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6-7 ต่อปี ให้ปรับลดลงเหลืออัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี (MLR-3)

5.แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลัง ให้ข้าราชการตำรวจเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านตามที่จ่ายจริงได้ไม่เกิน 6,000 บาท/คน/เดือน

10.นโยบาย “ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศไทย”

พรรคประชานิยม มีนโยบายในการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศไทยเพิ่มมากยิ่งขึ้นจากเดิม จำนวน 35 ล้านคนต่อปี ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านคนต่อปี เพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้ให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ ทั่วประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง ดังนี้

1.ฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ พรรคประชานิยมจะเสนอยกเลิกวีซ่าเข้าประเทศไทยให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ให้สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศไทย ได้คราวละ 30 วัน โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่ต้องยื่นขอวีซ่าแบบเดิมอีกต่อไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศไทย เพิ่มมากขึ้นเป็น 40 ล้านคนต่อปี

2.”Thailand Second Home” แก้ไขระเบียบของกระทรวงมหาดไทยให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ สามารถซื้ออาคารที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมจากเดิมไม่เกินร้อยละ 49 แก้ไขให้เพิ่มเป็น 100% เฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวจังหวัดกรุงเทพมหานคร, ภูเก็ต, ชลบุรี, ระยอง, สุราษฎร์ธานี, ประจวบคีรีขันธ์, เชียงใหม่, เชียงราย เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุให้ซื้ออาคารชุดของคอนโดมิเนียมใช้เป็นที่พักอาศัยหลังเกษียณอายุในประเทศไทย ซึ่งจะสนับสนุนส่งเสริม กระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ ร้านค้า, ร้านอาหาร เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับประเทศไทย

11.นโยบาย “เก็บเงินค่าธรรมเนียมเข้าประเทศไทยจากนักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศ”

พรรคประชานิยม จะเสนอกฎหมายให้เก็บเงินค่า ธรรมเนียมการเดินทางเข้าประเทศไทย ของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศในอัตรา 100 ดอลลาร์ (US)/คน/ครั้ง หรือ ประมาณ 3,200 บาท/คน/ครั้ง ซึ่งในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศประมาณ 35,000,000 คน/ปี จะทำให้รัฐบาลมีเงินรายได้เพิ่มขึ้นจากการเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ จำนวน ประมาณ 112,000,000 บาท/ปี เพื่อนำไปใช้จ่ายดังนี้

1.ค่าตอบแทนอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศ (อส.ทท.) จำนวน 3,000,000 คน ค่าตอบแทน จำนวน 1,000 บาท/คน/เดือน เพื่อรองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศตลอดระยะเวลาที่อยู่ภายในประเทศไทย

2.ผลิตหมอนยางพาราประชานิยม มอบเป็นของที่ระลึก ให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศจำนวน 1 ใบ/คน รวม 35,000,000 ใบ/ปี โดยมอบหมอนยางพาราที่ผลิตในประเทศไทย ให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ คนละ 1 ใบ (ราคาใบละ 1,000 บาท) เมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ จะเดินทางกลับออกจากประเทศไทย ณ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, ภูเก็ต กระบี่, เชียงใหม่ และเชียงราย

3.นำสินค้าโอท็อปและผลไม้สด มอบเป็นของที่ระลึกให้กับ นักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศ มูลค่าชุดละ 500 บาท/คน รวม 35,000,000 ชุด/ปี เป็นเงินรวมมูลค่า 17,500 ล้านบาท/ปี โดยมอบสินค้าที่ระลึก (ผลิตภัณฑ์ OTOP) หรือผลไม้ ให้กับนักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศมูลค่า 500 บาท/คน ในโอกาสแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ, ดอนเมือง ภูเก็ต, กระบี่, เชียงใหม่ และเชียงราย

12.นโยบายส่งเสริมสินค้าโอท็อป และผลไม้ไทย

1.จัดตั้งบริษัท สินค้าโอท็อป และผลไม้ไทย จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น 100%

2.บริษัทซื้อสินค้าโอท็อป จากเกษตรกรโดยตรง เพื่อนำมามอบเป็นสินค้าที่ระลึก ให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย มูลค่าจำนวน 10,000 ล้านบาท/ปี

3.บริษัทซื้อผลไม้จากเกษตรกรชาวสวนโดยตรง เพื่อนำผลไม้สดและผลไม้แปรรูปไปมอบให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวภายในประเทศไทย มูลค่าจำนวน 7,500 ล้านบาท/ปี

13.นโยบาย “แจกสินค้า โอท็อป ให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศในสนามบินนานาชาติ”

พรรคประชานิยม จะนำสินค้าโอท็อป ของทุกจังหวัดมาจัดทำเป็นของขวัญของที่ระลึกของรัฐบาล เพื่อมอบให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศในโอกาสแรก ที่เดินทางมาถึงประเทศไทย โดยนำสินค้าโอท็อป มาวางไว้บริเวณด้านหน้าของสายพานรับกระเป๋าของผู้โดยสาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจคนเข้าเมือง จะเป็นผู้มอบบัตรของขวัญของรัฐบาลให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศคนละ 1 ใบ (บัตรของขวัญมีมูลค่าใบละ 500 บาท) เมื่อตรวจหนังสือเดินทาง ให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ นำบัตรของขวัญดังกล่าวไปแลกรับของขวัญของที่ระลึกจากรัฐบาล ได้ตามความต้องการของนักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศที่มีความชอบสินค้าแต่ละประเภทที่แตกต่างกันไป

1.นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ จะเกิดความประทับใจในโอกาสแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทย

2.สินค้าโอท็อป ของทุกจังหวัด สามารถจำหน่ายให้รัฐบาล เพื่อนำมาจัดเป็นของขวัญของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวชาว ต่างประเทศได้มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 17,500 ล้านบาท/ปี

3.นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เกิดความประทับใจและซื้อสินค้าโอท็อป เพิ่มเติมจากผู้จำหน่ายสินค้าโอท็อปแต่ละจังหวัดได้โดยตรง

4.ประชาชนที่ผลิตสินค้าโอท็อปในทุกจังหวัด สามารถจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้นมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

14.นโยบาย “จ้างแรงงานไทย 3,600,000 คน”

1.พรรคประชานิยม จะจัดตั้ง บริษัท แรงงานประชานิยม จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,000 ล้านบาท (รัฐวิสาหกิจ กระทรวงแรงงาน ถือหุ้น 100%) เพื่อจ้างงานคนไทย จำนวน 3,600,000 คน ในทุกตำบลให้ทำงานตามที่บริษัทกำหนดในรูปแบบลูกจ้างรายวัน มีเงินรายได้จำนวน 360 บาท/คน/วัน โดยให้แรงงานที่ว่างงาน แต่ละคนสามารถมีงานทำไม่น้อยกว่า 10 วัน/คน/เดือน เพื่อให้แรงงานไทยทุกคนสามารถมีเงินรายได้ไม่น้อยกว่า 3,600 บาท/คน/เดือน เพียงพอเลี้ยงชีพตัวเอง ในเบื้องต้นให้พ้นจากฐานะผู้ยากจน โดยมีอาชีพที่จะจ้างแรงงานไทย ประกอบด้วย

1.1 อาชีพนวดแผนไทย จำนวน 500,000 คน (360 บาท/คน/วัน) ให้บริการ นวดเท้า หรือนวดแผนไทย ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ คนละ 1 ชม. โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

1.2 อาชีพพนักงานทำความสะอาด จำนวน 100,000 คน (360 บาท/คน/วัน) ทำความสะอาดแหล่งท่องเที่ยว และห้องน้ำสาธารณะทั่วประเทศ

1.3 อาสาสมัครรักษาความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ (อส.ทท.) จำนวน 3,000,000 คน ค่าตอบแทน จำนวน 1,000 บาท/คน/เดือน

15.นโยบาย “อาสาสมัครตำรวจ (อส.ตร.) เพื่อป้องกันภัยให้กับประชาชน”

จัดให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสมัครเป็นอาสาสมัครตำรวจ (อส.ตร.) ประจำสถานีตำรวจทั่วประเทศ เพื่อเป็นผู้ช่วยตำรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และการแจ้งเหตุอาชญากรรม หรือการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบเหตุอันตรายในพื้นที่ทั่วประเทศ ในระหว่างที่ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างให้บริการประชาชน

ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่สมัครเป็นอาสาสมัครตำรวจ (อส.ตร.) จะได้รับเงินค่าตอบแทน จำนวน 1,000 บาท/คน/เดือน จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในลักษณะเดียวกัน กับโครงการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ของกระทรวงสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งประชาชนที่ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ได้รับเงินค่าตอบแทนจำนวน 1,000 บาท/คน/เดือน จากกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบัน

– ยกเลิกการเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ประจำปี

16.โครงการโปลิส แท็กซี่ (POLICE TAXI) เพื่อป้องกันภัยให้กับประชาชน

ในปัจจุบันมีการก่อเหตุอาชญากรรมในเวลากลางคืนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นจำนวนมาก และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่เพียงพอในการป้องกันภัยให้กับประชาชน

พรรคประชานิยม เสนอโครงการ “Police Taxi” เพื่อป้องกันภัยให้กับประชาชน จำนวน 10,000 คัน ดังนี้

– เชิญชวนผู้ขับขี่รถแท็กซี่รับจ้าง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 10,000 คัน ที่ขับขี่รถยนต์แท็กซี่ในเวลากลางคืนให้สมัครเป็นอาสาสมัครตำรวจ “อส.ตร. Police Taxi” เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และขับขี่รถแท็กซี่เพื่อป้องกันภัยให้กับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลในเวลากลางคืน ผู้สมัครเป็น “อส.ตร. Police Taxi” จะได้รับค่าตอบแทน จำนวน 3,000 บาท/คน/เดือน (วันละ 100 บาท/คน) จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มมากยิ่งขึ้น

18.โครงการ “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

พรรคประชานิยม มีนโยบายที่จะสนับสนุน โครงการ “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)” และเพิ่มเงินค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครฯ เป็นเงินจำนวน 1,500 บาท/คน/เดือน (วันละ 50 บาท) เพื่อให้อาสาสมัครมีเงินค่าตอบแทนที่เพียงพอ ที่จะปฏิบัติหน้าที่แนะนำด้านสุขภาพให้กับประชาชนในแต่ละหมู่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความก่อนหน้านี้พณ.รับลูก”สมคิด”นำเทคโนโลยีสู่ภาคเกษตรไทย
บทความถัดไปพล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ มทภ.4/ ผอ.รมน.ภาค 4 ตรวจเยี่ยมโครงการส่งเสริมศักยภาพคนพิการแขน-ขาขาดเพื่อเฉลิมพระเกียรติ