สัมภาษณ์พิเศษ : ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย : ‘…วันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยได้เกิน250…’

มาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง สภาวะต่างๆ ค่อนข้างหนักหน่วงและรุนแรง มีการใช้กลไกอำนาจค่อนข้างมาก ใช้ทุกกระบวนการในการเอื้ออำนวยให้ฝ่ายผู้มีอำนาจจะสามารถที่จะอยู่ต่อไป ความจริงการเป็นผู้บริหารประเทศทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว การพยายามให้ได้อยู่ทำงานต่อไปไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ปกติ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ แต่ขณะนี้ฝ่ายผู้มีอำนาจคิดเองว่าตัวเองอยากเห็นสังคมไทยไปในทิศทางไหน หรืออยากแก้ปัญหาอะไรต่างๆ มากมาย พอทำงานไประยะหนึ่งถึงเวลาที่ต้องเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสได้คิด ได้ตัดสินใจ กลับสร้างกระบวนการและกลไกต่างๆ เพื่อเอื้อให้ตัวเองได้อยู่ต่อ ที่พูดแบบนี้เพราะการดำเนินการต่างๆ ของคณะผู้บริหารในปัจจุบันที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พร้อมคณะ เป็นองค์ประกอบที่ร่วมมือกันเข้ามาดูแลประเทศในช่วงที่ผ่านมาตามที่เป็นข้ออ้าง ซึ่งผมไม่คิดว่าการเข้ามาสู่อำนาจของคณะผู้มีอำนาจปัจจุบัน เป็นการเข้ามาสู่อำนาจแบบไม่ได้ตั้งใจ เพราะเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปเราเริ่มเข้าใจ และรับรู้ข้อมูลเพิ่มขึ้น ทั้งจาก พล.อ.ประยุทธ์พูดเอง และจากกลไกที่มีส่วนในการเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ทุกอย่างคือการร่วมมือ และช่วยเหลือกันให้มาถึงวันนี้ มีการเตรียมการมานานมากกว่า 6 เดือน ก่อนหน้าที่จะรัฐประหาร ทุกเรื่องไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้คนคิดและรู้สึกว่าประเทศไม่มีกฎ ไม่มีระเบียบทางสังคม ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีความวุ่นวาย รัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีการจัดวางบุคลากรที่ชัดเจน และมากเพียงพอ เป็นการเข้ามาร่วมมือกัน

สิ่งที่ฟ้องได้อย่างชัดเจน คือกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาบอกว่า “เขาอยากอยู่ยาว”

จึงคิดว่าประเทศไทย และสังคมไทย ต้องไม่ตกอยู่ในหลุมพรางของวาทกรรมเรื่องกลัวความวุ่นวายและความสงบ รัฐบาลหรือพรรคการเมืองบางพรรคพยายามจะพูดว่า ถ้าขืนเลือกไม่ดี หรือไม่เลือกกลุ่มที่มีอำนาจปัจจุบัน บ้านเมืองจะวุ่นวายต่อไป อันนี้เป็นวาทกรรมที่กดบทบาทของพี่น้องประชาชน ความสงบคือความสงบชั่วคราวที่กดพลังของพี่น้องประชาชน กดพลังการตรวจสอบของสังคม และเปิดโอกาสให้ฝ่ายผู้มีอำนาจดำเนินการต่างๆ โดยไร้กระบวนการตรวจสอบ จะเห็นว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา หลายเรื่องเป็นปัญหาที่คลางแคลงใจประชาชน หลายเรื่องที่ประชาชนไม่สบายใจ และหลายเรื่องเกี่ยวกับพวกพ้องของผู้มีอำนาจที่การตรวจสอบไม่สามารถเกิดขึ้นได้

สิ่งต่างๆ ที่ว่ามานี้ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติของระบบการเมือง 5 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่พรรคเพื่อไทยนำมาเปิดเป็นแคมเปญในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเราเข้าใจสิ่งที่พี่น้องประชาชนเผชิญอยู่ ไม่ใช่การปลุกระดม ถ้าฟังทางฝ่ายรัฐบาลก็จะบอกว่าเศรษฐกิจต่างๆ ดีแล้ว แต่ถ้าถามความรู้สึกประชาชนโดยทั่วไปทุกพื้นที่ หรือในกิจการค้าขาย โรงแรมที่เป็นธุรกิจท่องเที่ยว สิ่งที่สะท้อนออกมาคือสิ่งที่อยู่บนป้ายพรรคเพื่อไทย ทุกอย่างย่ำแย่ไปหมด รวยกระจุก จนกระจาย ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำทุกตัว บรรยากาศเหล่านี้ไม่ใช่บรรยากาศที่มาปลุกระดมหรือเสแสร้งกันได้ เราเชื่อว่าสิ่งที่เราพูดมันตรงใจ ตรงประเด็น และตรงกับความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ชีวิตแบบนี้ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง

อยากเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ฝากความหวังไว้ที่พี่น้องประชาชนได้เท่านั้น เพราะองค์กรอิสระต่างๆ ผมไม่มีความมั่นใจเท่าไรว่าจะทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรมและเต็มที่ กรณีมีคนมาลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 2 ล้านคน ที่มีปัญหาบางพื้นที่ แต่กลับบอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่มีการคาดการณ์ ไม่คาดการณ์ได้อย่างไร คน 2 ล้านกว่าคนมาลงทะเบียนไว้แล้ว แต่ไม่ได้มีการเตรียมการรับมืออะไร แล้วปล่อยให้มีกระบวนการ แม้กระทั่งการทำผิดซึ่งหน้าเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากกระบวนการที่บกพร่อง ล้มเหลวขององค์กรอิสระ หรือเกิดจากความตั้งใจเผื่อให้เมื่อพรรคฝ่ายประชาธิปไตยชนะแล้วใช้เป็นข้ออ้างในการล้มให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ เพราะดูแล้วไม่ใช่เหตุบังเอิญ

เคยไปพบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อสอบถามว่าจะรับมือกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างไร ได้รับคำตอบคือ ทุกอย่างเป็นความลับ ต้องปกปิด เพราะกลัวจะเกิดเหตุการณ์ว่ามีการไปล้อมหน่วยเลือกตั้งเหมือนในอดีต นำเหตุการณ์ในอดีตมาอ้างเพื่อลดความโปร่งใสที่ควรจะเป็น

วันนี้พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะต้องแสดงความคิดของเรา และเสนอตัว โดยการบอกว่าสภาวะที่ย่ำแย่ควรพอได้แล้ว และควรหยุดกระบวนการนี้ ได้เวลาของการเปลี่ยนแปลง ท่านต้องตัดสินใจสู้กับความเตรียมพร้อมของระบบอำนาจเดิมที่มีผู้แทนเป็น ส.ว. 250 คนที่รอตัดสินใจไปตามที่เขาต้องการ ดังนั้น การตัดสินใจของประชาชนต้องเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด เพียงพอ และมากพอที่จะไปเปลี่ยนแปลงอำนาจที่วางโครงสร้าง สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องทำ คือ 1.ปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ของประเทศเพื่อปลดเปลื้องพลังการผลิตและเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตขึ้น 2.เราจะเติมเงินเข้าระบบเพื่อสร้างกำลังการผลิตของทุกคน ถ้ากำลังซื้อฐานรากเติบโตก็จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบได้ 3.การปลดพันธนาการอุปสรรคต่างๆ 4.การปรับโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ทุกอย่างอยู่ที่วิธีคิดโดยกลไกที่มีอยู่ ทรัพยากร งบประมาณมีเท่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับคนที่บริหารและวิธีคิดในการมองปัญหา

การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เห็นพรรคเพื่อไทยจะเสนอโครงการยิบย่อยเหมือนคนอื่นๆ แต่เสนอระบบคิดทั้งระบบที่ต้องเปลี่ยนแปลง จึงเสนอให้เลือกเราเพราะเคยมีประสบการณ์ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จมาแล้ว เลือกเราเพราะยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นระบบที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคน และจำเป็นต้องเลือกเราเพราะแม้เราจะได้อันดับ 1 แต่ยังไม่มากเพียงพอในการต่อสู้กับกลไกสืบทอดอำนาจผ่าน 250 ส.ว. ดังนั้นเราต้องการให้ประชาชนตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ที่จะต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศ เพื่อรวมกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยเอาชนะให้ได้

ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยได้เสียงเกิน 250 เสียง ฝ่ายที่เป็น ส.ว.250 คนต้องพิจารณา หากตัดสินใจเป็นอย่างอื่นเท่ากับว่าผู้มีอำนาจกำลังตัดสินใจสวนทางกับเจตจำนงของประชาชนทั้งประเทศ ถ้าได้คะแนนเสียงน้อย คิดว่าลุงๆ ทั้งหลายไม่มีสิทธิและความชอบธรรมในการเดินหน้าต่อ ผมไม่เชื่อว่าฝ่ายของลุงจะได้คะแนนเกิน 100 เสียง และไม่เชื่อว่าพรรคที่ทำตัวไม่ชัดเจน ประกาศตัวคลุมเครือ เดี๋ยวบอกว่าไม่เอาลุงตู่ แต่ยังจะเอาพรรคพลังประชารัฐ ความไม่ชัดเจนแบบนี้ก็จะได้ไม่ถึง 100 เสียง และแม้ว่าฝ่ายลุงได้เสียงเกิน 125 เสียง แต่ถ้าในสภา ฝั่งของประชาธิปไตยได้เกิน 250 เสียง ผมมองว่าฝ่ายลุงก็บริหารประเทศยาก แต่ถ้าฝ่ายลุงได้ไม่ถึง 100 เสียง แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้เกิน 100 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องตัดสินใจว่าจะสนับสนุนให้ลุงสืบทอดอำนาจต่อไปหรือไม่

วันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่กล้าตัดสินใจ แต่คุณก็ต้องไปจัดการความชัดเจนภายในพรรค ว่าจะยืนอยู่ฟากไหนเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจ ส่วนพรรคเพื่อไทยชัดเจนไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ

ส่วนที่ถามว่าจะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่นั้น พรรคประชาธิปัตย์มีเงื่อนไขของตัวเองเยอะ แต่พรรคเพื่อไทยมีธงชัดเจนว่าจะจับมือกับฝ่ายประชาธิปไตย และใช้เจตนารมณ์ของประชาชนที่มอบให้เบื้องต้นในการหาทางออกของประเทศ เชื่อว่าวันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยจะจับมือกันได้เกิน 250 เสียง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และเชื่อมั่นว่าถ้าการเลือกตั้งไม่มีกลไกพิเศษเข้าไปจัดการ และต่อให้ฝั่งนั้นฝืนตั้งรัฐบาล ก็จะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 เป็นรัฐบาลเผชิญกับกลไกปกติในระบบรัฐธรรมนูญ ต้องอยู่บนพื้นฐานที่มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ผมไม่เชื่อว่าจะบริหารประเทศได้ง่าย แต่ถ้าจะใช้กลไกแบบในอดีต ใช้วิธีการซื้อเสียง มีงูเห่าในทุกขั้นตอน ก็จะถูกสังคมไทยตราหน้าว่าทำให้ระบบการเมืองไทยเสื่อมทรุด ทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างถึงราก คนที่พยายามทำเพื่อการสืบทอดอำนาจต่อ ต้องถูกประณามจากสังคม

ผมไม่อยากพูดว่าผมจะได้กี่เสียง แต่ผมเชื่อว่า “พรรคเพื่อ” จะมาเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และสามารถจับมือกับฝ่ายประชาธิปไตยได้เกิน 250 เสียง ถ้าเขาจะจัดตั้งรัฐบาลโดยที่ได้ไม่ถึง 250 เสียง เขาจะบริหารประเทศไปได้อย่างไร กฎหมายกฎระเบียบต่างๆ จะผ่านไปได้อย่างไร การบริหารเป็นเรื่องของสภาล่าง อย่างไรก็ตาม เราก็เป็นห่วงว่าเมื่อกลไกที่เขาไม่ประสบชัยชนะ ก็อยากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ให้เต็มที่ ไม่เช่นนั้นคนอื่นรอดหมดแต่ทุกอย่างไปลงที่ กกต.ที่โดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งก็เคยมีตัวอย่างมาแล้ว ผมจึงไม่อยากให้ กกต.ต้องมารับผิดชอบ ขอเพียงท่านทำตามหน้าที่อย่างเต็มที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมมันเกิดผลเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ก็เป็นคนอื่นที่ต้องรับผิดชอบ

ส่วนที่ว่าจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น จะมีม็อบหรือการปฏิวัติเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งหรือไม่นั้น เป็นวาทกรรมที่ขู่ไว้ แต่สิ่งต่างๆ หากจะเกิดขึ้นก็เป็นกลไกที่วางไว้เพื่อให้ตนเองได้อยู่ในอำนาจต่อ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นสังคมไทยต้องพิจารณาและตรวจสอบให้ดี นี่คือจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย เราจะอยู่กันอย่างสงบราบคาบแบบที่เป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้เหมือนเดิม หรือจะเปลี่ยนแปลงวันนี้ผมเชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตยกล้าเปลี่ยนแปลง พรรคเพื่อไทยประกาศชัดว่าเราพร้อมเปลี่ยนแปลง เราพร้อมนำพาการเปลี่ยนแปลงนี้โดยจับมือกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยร่วมมือกันไป

บทความก่อนหน้านี้09.00 INDEX ​​​ข้อเสนอ ปิดสวิตซ์ 250 ส.ว. ธนาธร อนาคตใหม่ แหลมคม
บทความถัดไปประกวดผลงานทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP Champion 2019 สร้างแต้มต่อทางธุรกิจ