จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
ประกาศ 16 แผน
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
หมายเหตุ – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ โดยเมื่อปี 2564 มีผลงานด้านการส่งออก จึงน่าสนใจว่าปี 2565 นี้ จะเพิ่มศักยภาพใหม่ให้ประเทศไทยได้เช่นไร
ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทย ปี 2565 เริ่มมาพร้อมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งยังเห็นว่ามีทิศทางปรับดีขึ้น ทำให้หลายประเทศรวมถึงไทย ทยอยคลายมาตรการล็อกดาวน์ และเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น
ปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้จีดีพี ในปี 2563 หดตัวสูง 6.1% ปี 2564 ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากเผชิญกับสถานการณ์โควิดสายพันธุ์ใหม่ จนทำให้จีดีพีในไตรมาสสาม กลับมาหดตัว 0.3% หลังจากมีการฟื้นตัว 7.6% ในไตรมาสสอง
หลายหน่วยงานประเมินแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี 2565 เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 4.9% หลังจากหดตัว 3.1% ปี 2564 และองค์การการค้าโลก (WTO) คาดว่าการค้าโลกจะขยายตัว 4.7%
สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2565 หน่วยงานต่างๆ ประเมินไว้ในระดับใกล้เคียงกัน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คาดว่าจะขยายตัว 3.9% มองว่าเศรษฐกิจไทย จะกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี 2564 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2565 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4.0% สอดคล้องกับ การประมาณการ ณ วันที่ 14 ธันวาคม 2564 ของธนาคารโลก (ประจำประเทศไทย) ที่ปรับเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็น 3.9% และประเมินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะสามารถกลับมาสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ในช่วงปลายปี 2565
ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2565 มาจากทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นภายหลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการกระจายวัคซีนที่ครอบคลุมจำนวนประชากรมากขึ้น ประกอบกับแรงส่งที่สำคัญจากแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวหลังการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่ปลายปี 2564 ที่จะมีส่วนสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ การจ้างงาน และการบริโภคภายในประเทศ

ขณะที่การส่งออก การผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนยังคงมีแนวโน้มขยายตัว นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีแรงกระตุ้นต่อเนื่องจากมาตรการเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐ
การบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มปรับดีขึ้นเป็นลำดับ ทำให้รัฐบาลทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุม ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนมีแนวโน้มจะกลับมาสู่ภาวะปกติมากขึ้น เนื่องด้วยความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้น
การลงทุนภาคเอกชน คาดว่า จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ปรับดีขึ้น โดยคาดว่าการลงทุนจากต่างชาติจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติสามารถเดินทางมาดูพื้นที่ลงทุนและเจรจาธุรกิจได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้เกิดการลงทุนทั้งด้านเครื่องมือเครื่องจักรและการก่อสร้าง
ภาคการท่องเที่ยว จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีปัจจัยสนับสนุนจากการดำเนินมาตรการเปิดประเทศ และการกำหนดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว (พื้นที่สีฟ้า) ซึ่งมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวที่สำคัญมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี2565 สอดคล้องกับการคาดการณ์ขององค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะขยายตัวได้ 60% ในปี 2565
ภาคการส่งออก ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า อาทิ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียน สินค้าส่งออกสำคัญคาดมีแนวโน้มขยายตัวดี อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จาก Work from Home และ Hybrid Work (ทำงานที่บ้านสลับกับการทำงานที่ออฟฟิต) สินค้าคงทนและสินค้า ที่มีมูลค่า อาทิ รถยนต์และชิ้นส่วนตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมที่จะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ เช่น พลาสติก เคมีภัณฑ์ เป็นต้น ส่วนตัวเลขส่งออกเบื้องต้นประเมินไว้บวก 4.1% จากปีก่อนบวก 15%
การส่งออกของไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าร่วมยื่นสัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งจะมีผลวันที่ 1 มกราคม 2565 ที่คาดว่า จะสร้างโอกาสทางการค้าในการส่งออกสินค้ามากขึ้น รวมทั้งได้รับอานิสงส์จากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มอ่อนค่าช่วยเพิ่มความสารมารถทางการแข่งขันด้านราคา เช่นเดียวกับการนำเข้าสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง โดยคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นตามกิจกรรมการผลิตที่เริ่มทยอยกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น สอดรับกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกที่มีทิศทางฟื้นตัว
ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2565 นี้ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1.ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะการกลายพันธุ์ 2. การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นภาคเอกชนหลังผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด จะส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุน และ3. ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลกท่ามกลางแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น สร้างความเสี่ยงของการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินของธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชน
แผนงานกระทรวงพาณิชย์ ปี 2565 ทั้งต่อเนื่องที่ดำเนินการในปี2564 และเพิ่มเติมแผนงานใหม่ ซึ่งจะครอบคลุม การดูแลประชาชนและภาคธุรกิจ กำหนดไว้ 16 แผนงาน ได้แก่ 1. ประกันรายได้เกษตรกร 5 พืชเกษตร คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพารา 2. ดูแลค่าครองชีพประชาชน : ดูแลค่าครองชีพ ให้สินค้ามีราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม 3.ลดความเหลื่อมล้ำ โดยพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อาทิ พัฒนาเอสเอ็มอี รายย่อย และวิสาหกิจชุมชน พัฒนาเกษตรกร สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นผู้ประกอบธุรกิจเชิงการค้า สนับสนุนวิสาหกิจชุมชนสร้างรายได้และให้ชุมชนท้องถิ่นพึ่งพาตนเองได้ เช่น ชุมชนหัตถกรรม เพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านโครงการจับคู่ 4. ส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์ไทย : สร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ไทย เช่น รับรองด้วยตรา Thailand Trust Mark ส่งเสริมจูงใจให้ใช้ผลิตภัณฑ์ไทย ชูอัตลักษณ์เด่น และสร้างมูลค่าเพิ่ม ใช้ตลาดนำการผลิต 5.เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต”
6.อาหารไทย อาหารโลก : ส่งเสริมการส่งออกสินค้าอาหารที่มีคุณภาพมาตรฐาน และมีมูลค่าสูง โดยเฉพาะ อาหารแห่งอนาคต อาหารฟังก์ชั่น อาหารทางการแพทย์ อาหารฮาลาล อาหารเพื่อสุขภาพ 7.ผลักดันการค้าชายแดน ลดอุปสรรคทางการค้าและโลจิสติกส์ 8.เร่งรัดการส่งออกสินค้าและบริการ ซึ่งภาคบริการสามารถเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยผลักดันการส่งออกบริการที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ บริการวิชาชีพ เช่น สถาปนิก บริการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ดิจิทัลคอนเทนต์ ธุรกิจแฟรนไชส์ รวมทั้งการเชื่อมโยงภาคบริการกับภาคการค้า กับผู้ประกอบการต่างประเทศ และผลักดันการค้าสินค้ากับการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว 9.เร่งรัดการเจรจา FTA ให้สามารถดำเนินการสำเร็จได้เร็ว 10.จัดทำยุทธศาสตร์การค้าชาติ ปี 2565-2570 มุ่งเพิ่มการค้าไทยเข้มแข็ง และเติบโตอย่างยั่งยืน รองรับโอกาสการค้าโลก
11.พัฒนาการค้าด้วยโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (เศรษฐกิจ BCG) รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาสินค้า พัฒนาองค์ความรู้ผู้ประกอบการ และส่งออกสินค้าด้าน BCG 12.พัฒนาธุรกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ 13.สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา โดยส่งเสริม เร่งรัดจดทะเบียน สร้างความตระหนักรับรู้คุณค่าสินค้า GI 14.ส่งเสริมเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เจาะตลาดออนไลน์ พร้อมกำกับดูแลแพลตฟอร์มเรื่องธรรมาภิบาล 15. ใช้กลไก กรอ.พาณิชย์ แก้ไขปัญหาต่างๆ
และ16.ยกระดับบริการของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งภาคบริการให้ดีขึ้น ลดหรือยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และพัฒนาต่อยอดระบบ DBD Data Warehouse สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ
จากแผนงานปี 2565 ที่เพิ่มจาก 2 ปีก่อนหน้านี้ เพื่อสอดรับปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน และขยายตัวสูงกว่าปี 2564 หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง อัตราการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุม การผ่อนคลายข้อจำกัดต่าง ๆ และการเปิดประเทศ ควบคู่ไปกับมาตรการการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ล้วนเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยปี 2565 ฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกตัว ทั้งการบริโภค การลงทุน การส่งออกสินค้า และการท่องเที่ยว จะกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง โดยแรงสนับสนุนหลักของเศรษฐกิจปี 2565 จะมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ที่จะกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ หลังการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นแรงเสริมเครื่องยนต์ด้านการส่งออกสินค้าที่เร่งฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งไปก่อนหน้าตั้งแต่ปี 2564 แล้ว แต่แนวโน้มการฟื้นตัวยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะการกลายพันธุ์ ความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมถึงแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ภายใต้แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจท่ามกลางปัจจัยท้าทายดังกล่าว การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2565 ภาครัฐต้องต่อยอดนโยบายที่เป็นประโยชน์กับการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และมาตรการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง สอดรับกับการเจรจากับต่างประเทศในกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน ควบคู่ไปกับมาตรการด้านสาธารณสุขในระยะสั้นด้วยการเร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมมากที่สุด และในระยะยาวโดยการพัฒนาด้านสาธารณสุขอย่างครอบคลุมให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
กระทรวงพาณิชย์มีแนวการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย เราจะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศสู่ภาคบริการมากขึ้น นอกเหนือจากภาคบริการการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูภาคบริการอื่น ๆภายในประเทศมากขึ้น
เช่น ส่งเสริมและกระตุ้นภาคค้าปลีก ส่งเสริมความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจ กระตุ้นด้านการกีฬา ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจบริการและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม อาทิ สปา นวด ออกกำลังกาย รวมถึงส่งเสริมธุรกิจดิจิทัล อาทิ ดิจิทัลคอนเทนท์ ซอฟท์แวร์ บันเทิง โฆษณา ภาพยนต์ เกม และแอปพลิเคชัน ภาคบริการ เหล่านี้จะส่วนช่วยหนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวจากต่างประเทศและในประเทศ
อีกเรื่องธุรกิจหรือผู้ประกอบการต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป โดยจะดูแลธุรกิจที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัวท่ามกลางผลกระทบจากปัญหาชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานและแนวโน้มต้นทุนการสูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะภาคธุรกิจเล็กๆ ที่ยังประสบปัญหาสภาพคล่องและภาระหนี้สิน อาหารเป็นจุดแข็งของเรา จะใช้เป็นเครื่องมือช่วงที่โควิด-19 ระบาด ให้สอดรับกับนโยบายการขับเคลื่อนครัวไทยสู่ครัวโลก เป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาหารอันดับ 1 ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
อีกเรื่องที่สิ่งไม่ได้ คือ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก โดยการส่งเสริมการลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ชุมชน และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่กำหนดไว้ในการหารือในการประชุม APEC ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในปี 2565 คือ การส่งเสริมศักยภาพ Micro SMEs แสดงให้เห็นว่า SMEs มีความสำคัญกับทุกประเทศ โดยเป็นธุรกิจฐานรากสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้วางนโยบายส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันผู้ประกอบการธุรกิจแบบเชิงรุก ส่งเสริมโอกาสความเท่าเทียมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ภาคธุรกิจมีความเข้มแข็ง พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
สำหรับนโยบายและโครงการที่จะดำเนินการต่อเนื่องจากปี 2564 เช่น โครงการจับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร และโครงการจับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก อนุมัติเงินกู้ให้ SMEs ส่งออก มุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะของผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ ผ่านการยกระดับ (Upskill) และปรับศักยภาพ (Reskill) มีกิจกรรมอบรมให้สามารถใช้แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ เดินหน้าสร้างนักธุรกิจยุคใหม่ภายใต้โครงการ From GEN Z to be CEO เตรียมให้พร้อมเป็นแม่ทัพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต
ยุทธศาสตร์การผลักดันการส่งออกสินค้าไทยในปี 2565 เริ่มที่เร่งผลักดันส่งออกสินค้า BCG เน้นรักษาตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ ฟื้นฟูตลาดเก่าที่สูญเสีย การส่งเสริมเศรษฐกิจแพตฟอร์ม พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และยกระดับการให้บริการด้านการค้าระหว่างประเทศโดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้งาน กระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายในการเปิดการเจรจา FTA ฉบับใหม่ เพื่อเร่งขยายการค้าให้กับไทย ได้แก่ การเปิดเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) และมีเป้าหมายเร่งรัดสรุปผลการเจรจา FTA คงค้าง เช่น FTA ไทย-ตุรกี ไทย-ปากีสถาน ไทย-ศรีลังกา และอาเซียน-แคนาดา เป็นต้น ให้ความสำคัญกับการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า (Joint Trade Committee : JTC) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้า และกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้า โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JTC กับประเทศคู่ค้าอย่างน้อย 10 ประเทศในปี 2565 เช่น อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม สิงคโปร์ เกาหลีใต้ รัสเซีย ยูเครน สหราชอาณาจักร ภูฏาน และมัลดีฟส์ และเข้าร่วมการประชุม JTC ที่ประเทศคู่ค้าเป็นเจ้าภาพ เช่น จีน บังกลาเทศ เป็นต้น
เศรษฐกิจในประเทศ มาตรการลดค่าครองชีพจะช่วยลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อ จากภาวะสินค้าและบริการสูงขึ้นมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ก็เร่งช่วยเหลือประชาชนผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ ส่งรถโมบายนำสินค้าราคาถูกออกจำหน่ายให้กับประชาชน ลดราคาสินค้าที่จำเป็นผ่านโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน และโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ซึ่งเป็นแรงเสริมจากมาตรการของภาครัฐที่ดูแลด้านค่าครองชีพ อาทิ โครงการคนละครึ่ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การดูแลราคาน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และค่าสาธารณูปโภค รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เป็นปัจจัยช่วยลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อ และจะกดดันให้เงินเฟ้อลดลงได้ในระยะต่อไป พร้อมเดินหน้า แก้ไขปัญหาโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ แก้ไขการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์อย่าง อาทิ การเพิ่มมาตรการจูงใจให้เรือขนาดใหญ่เข้าเทียบท่า สนับสนุนการขนส่งสินค้าทางทะเลโดยเรือสินค้าทั่วไป หนุนผู้ส่งออกรายย่อยรวมตัวกันจองตู้สินค้าล่วงหน้า และเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาด่านการค้าทั้งทางรถและราง
ทั้งหมดนี้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งนอกและในประเทศ

