‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ กางมิชชั่น ฟื้นเรตติ้ง-‘เพื่อไทย’ คัมแบ๊ก

24.09.24 | 12:32 น.

หมายเหตุ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงการขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในการเดินหน้าสร้างผลงานและคะแนนนิยมให้กลับคืนมา ผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า

การทำงานในพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ถูกมองว่าเป็นพี่เลี้ยงของนายกรัฐมนตรี โดยช่วงอายุที่ห่างกันอาจจะส่งผลกระทบให้การทำงานที่ไม่ตรงกัน 

มีอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรก ผมไม่คิดว่าเป็นพี่เลี้ยงของนายกฯ และนายกฯมีศักยภาพ อายุเป็นเพียงตัวเลข หากเข้าใจถึงศักยภาพของคน ซึ่งปัจจุบันอายุของผู้นำโลกก็อายุไล่เลี่ยกันกับนายกฯแพทองธาร เช่น ฝรั่งเศส แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ผู้นำรุ่นใหม่ไม่ได้วัดกันที่อายุ แต่วัดที่ความรู้ ความเข้าใจและอำนาจ ความสามารถในการตัดสินใจ ที่จะเลือกในการแก้ไขปัญหา ภายใต้สภาพเช่นนี้ เห็นนายกฯมาตั้งแต่อายุแปดขวบ เพราะทำงานกับพรรคไทยรักไทยมาโดยตลอด นายกฯมีพัฒนาการ

..แพทองธารมาเป็นนายกฯ ผมคิดว่าท่านเกี่ยวข้องกับการเมืองมาตั้งแต่อายุแปดขวบที่ผมเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ทำงานด้านการเมืองทำนโยบายหาเสียง นายกฯอิ๊งค์ไปร่วมกระบวนการตลอด เป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง เรียกว่ากระบวนการแห่งการซึมซับความเป็นจริงจากประสบการณ์ ผมคิดว่าท่านมีตรงนี้เต็มเปี่ยม นั่งประชุมเห็นคุณพ่อ เห็นพวกผมนั่ง เราถกปัญหาเรื่องการหาเสียง ลงพื้นที่รับฟังปัญหา อันนี้ก็เป็นอีกประการหนึ่ง

ประเด็นที่สอง ที่เด่นมากโดยไม่มีใครคาดคิด ถ้าเป็นนักศึกษาหญิงที่อายุ 20 กว่าปี และเกิดเหตุขึ้นเมื่อปี 2549 โดยอยู่ท่ามกลางความเห็นแตกต่าง ความเกลียดชัง โดยมีคุณพ่อเป็นเป้าหมาย ท่านก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่ถูกกระทำ ทั้งในมหาวิทยาลัย นอกมหาวิทยาลัย หรือที่สาธารณะต่างๆ ถูกคุกคามแต่ก็ผ่านไปได้ ในขณะที่วันนั้นคุณพ่อ คุณแม่ และพี่สาวอยู่เมืองนอก แต่ น..แพทองธารยังอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ก็ผ่านมาได้ แล้วผ่านมาได้อย่างดีด้วย กับการตัดสินใจรับสถานการณ์ที่วิกฤตในขณะนั้น และแก้ไขได้ ไม่แน่ใจว่าผู้นำระดับนายกรัฐมนตรี หลายคนจะมีประสบการณ์เช่นนี้หรือไม่ ในตอนที่ท่านเปิดตัวว่าอยากจะเข้ามาทำงาน ได้มาคุยกับผมว่าท่านรักพรรคการเมืองพรรคนี้ เพราะเห็นมาตั้งแต่ต้นจนมีพัฒนาการ โดยไม่คิดว่าจะเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง และเมื่อถึงวันที่จะเข้ามาทำงาน ท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติทุกคนเสมอ นายกฯเรียกคนอื่นๆ ว่าอา แต่เรียกผมว่าพี่ เพราะเป็นรุ่นน้องผมในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นายกฯให้เกียรติและรับฟังทุกส่วน ถือเป็นคุณสมบัติที่ดี 

Advertisement

ในสายตาผมคิดว่าท่านพร้อมเป็นผู้นำได้โดยไม่ต้องให้ผมเป็นพี่เลี้ยง ครั้งแรกที่ท่านขึ้นเวทีที่ จ.ขอนแก่น ผมยอมรับว่าเป็นห่วง เมื่อเจอสื่อก็ได้แต่คิดว่าไหวหรือไม่ แต่เมื่อผมเห็นท่านตอบสองคำถาม ผมก็เดินไปกินกาแฟได้อย่างเบาใจว่า นายกฯหัวไว แล้วผมดูคลิปการให้สัมภาษณ์ของนายกฯทุกครั้ง ถือเป็นตัวแทนของยุคสมัย เป็นรอยต่อที่ดีมากกับพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย เพราะภายในพรรคมีผู้อาวุโสมาก จึงมองว่านายกฯเป็นรอยต่อที่ดี เป็นทั้งผู้นำและหัวหน้าพรรคจึงมองว่าไม่น่ามีปัญหา ผมก็ไม่สบายใจที่มีคนมาบอกว่าผมยืนข้างแล้วคอยเป็นพี่เลี้ยงนายกฯ ความเป็นจริงแล้วผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ทำงานทุกอย่างที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง รับผิดชอบร่วมกัน ถึงไม่อยากให้ใครด้อยค่าคน โดยการไม่รู้จักรายละเอียดและบอกมาจากภายนอก

มีคำสบประมาทที่ว่ารัฐบาลชุดนี้อายุไม่ยืนยาว พอจะมีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลรวมทั้งนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 

คิดว่ารัฐบาลนี้ไม่น่าจะอายุสั้นหากการบริหารงานมีทิศทางในลักษณะนี้ แต่อยู่ยาวไม่น้อยกว่ารัฐบาลที่อยู่ยาว และเชื่อมั่นว่าครบวาระแน่ ส่วนจะครบวาระหรือไม่นั้น เชื่อว่าอาจจะครบวาระ แต่อาจจะมีปัญหาในช่วงปลาย ความจำเป็นในการจัดการเลือกตั้งใหม่ หรือแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ และสังคมอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาก็อยากให้มีการเลือกตั้ง ผมมองว่าคำปรามาสไม่น่าจะเกิดจนกว่าจะให้โอกาสเขา แสดงผลงานที่เขาทำ การที่ น..แพทองธาร นายกฯ ขึ้นมาบริหารประเทศ อย่าดูแค่อายุแล้วบอกว่าอ่อนประสบการณ์และปรามาส

ในกรณีของพรรคร่วมรัฐบาล เท่าที่ทำงานด้วยกันมา อย่างน้อยที่สุดถึงแม้เราจะยอมรับว่าการเป็นพรรคการเมืองร่วมกัน แต่มีความแตกต่างก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีพรรคการเมืองไหนเห็นเหมือนกันทั้งหมด เรามองหาประโยชน์ร่วมในการทำงานร่วมกัน ผมเชื่อว่าพรรคการเมืองที่มาทีหลัง สามารถทำงาน ถ้อยทีถ้อยอาศัยได้ ผมได้รับหน้าที่ในการประสาน บางเรื่องก็โทรมาคุยกันเพื่อแก้ไขปัญหา และนายกฯก็ใจกว้างรับฟัง เชื่อว่าความแตกแยกไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ แม้การมาร่วมรัฐบาลจะต่างอุดมการณ์ จะเป็นปัจจัยทำให้เกิดปัญหาได้ แต่ถ้าทุกคนเข้าใจสิ่งนี้เราจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกันก็จะแก้ไขปัญหาได้ เชื่อว่าเรื่องที่ขัดแย้งกันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะไม่มีใครสมหวังร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ว่าจะยอมรับได้มากน้อยเพียงใด แต่การยอมรับกันได้หรือไม่นั้นไม่ใช่การตัดสินใจของพรรคการเมืองอย่างเดียว ต้องมีผลประโยชน์ประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง พูดเหมือนสวย แต่อยู่ที่วิธีปฏิบัติเพราะไม่ใช่เรื่องง่าย

เรื่องภัยคุกคามใหม่ ผมไม่ทราบว่าเลขาพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หมายถึงอะไร แต่แน่นอนว่าเราเจอวิกฤตของประเทศชาติในหลายเรื่อง มีปัญหาที่ฝังเป็นเวลา 10 ปี ความขัดแย้งความแตกต่างก็เป็นปัญหา ความเข้าใจของพรรคร่วมรัฐบาลตรงกัน แต่มีสภาพที่เปลี่ยนแปลง ก็อาจจะมีคู่ความขัดแย้งมา ทุกอย่างก็ต้องหาวิธีการอยู่ด้วยกันแบบสันติ ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก

การเลือกตั้งข้างหน้าพรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้จะกลับมาร่วมรัฐบาลกันอีกหรือไม่

ตราบใดที่พรรคประชาชนยังยึดถือกรอบนโยบาย ในอุดมการณ์ของตนไม่เปลี่ยนแปลง ก็จะโดดเดี่ยวไม่มีใครร่วม เราก็รู้ว่าสังคมมีความเข้าใจอะไร และมีอะไรที่ต้องแก้ไขปรับปรุง การร่วมรัฐบาลที่ผ่านมา เราได้โหวตให้ตลอด ในมติที่เป็นพรรคอันดับสอง ทั้งที่เราเคยเป็นพรรคอันดับหนึ่งก็ถูกช่วงชิงไป เมื่อถึงจุดสุดท้าย มันตัดสินตรงนี้ไม่ได้ ตราบใดเราคิดว่าเรื่องนี้สำคัญต่อประเทศ เป็นเสถียรภาพของประเทศและรัฐบาล ถ้ายังมีจุดยืนที่แตกต่างกัน เป็นแบบนี้อย่างไรก็ร่วมรัฐบาลไม่ได้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยสามารถร่วมรัฐบาลได้ทุกพรรค ถ้ามีแนวทางที่มีความต้องการแก้ไขปัญหาที่เหมือนกัน

พรรคเพื่อไทยมีจุดขายอะไรเพื่อจะดึงศรัทธากลับมา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

อยู่ที่การพิสูจน์ตัวเอง หากเข้ามาทำงานไม่มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น บางครั้งถึงมี เราก็ปฏิเสธไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน จะต้องมีกระบวนการจัดการที่โปร่งใส ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าเคลียร์ชัดในทุกเรื่อง บางทีหายากและตอบยาก ต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามีการคาดหวัง ต้องการที่จะไปให้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดให้มาก ยอมรับและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ไม่ดีทยอยออกไป ปัญหาตอนนี้คือคนในสังคมมีความเชื่อที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะที่มีใช้คำว่าพรรคที่มาจากตัวแทนประชาชน เพราะทุกพรรคก็มาจากตัวแทนของประชาชนเช่นเดียวกัน เพราะคนในสังคมไม่ได้คิดเหมือนกันทั้งหมด จะบอกว่าประชาชน 5 ล้านคน ยกมือให้กับพรรค พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่ประชาชน แต่นั่นก็เป็นพรรคที่ประชาชนเลือก จะมาบอกว่าตัวแทนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยมาไม่ใช่ประชาชนก็ไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองสะท้อนคนในสังคม คือ ตัวแทนของคนกลุ่มต่างๆ จึงต้องอาศัยระบบที่ต้องการความร่วมมือกัน แล้วมาจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันให้กับคนทุกส่วน เราต้องอยู่กับฉากทัศน์ในความเป็นจริงให้มาก หากใช้ความเชื่อมากำหนดทุกอย่างไปไม่รอด และเข้าใจกระบวนการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเราเป็นแค่เพียงจุดเดียว ในเรื่องการเปลี่ยนแปลง แล้วจะใช้เพียงจุดเดียวมาเปลี่ยนแปลงทั้งเส้นได้อย่างไร

จะทำให้ประชาชนหายจากคำว่าเบื่อพรรคการเมือง เบื่อการเมือง และหันกลับชอบการเมืองได้อย่างไร 

อันนี้ก็ถือเป็นจุดที่แต่ละพรรคต้องแก้ไขปัญหา ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะทุกพรรคการเมืองต้องพิสูจน์ตัวเอง มีเงื่อนไขเดียว เช่นกองทัพอย่าพยายามเข้ามายุ่งหรือทำรัฐประหาร ปล่อยให้กระบวนการทางการเมืองว่ากันไป จะมีพัฒนาการของมันเอง กองทัพก็ทำหน้าที่ของกองทัพมืออาชีพ ดูแลความมั่นคงความปลอดภัย อย่างเต็มที่ ไม่ให้ละเมิดสิ่งนี้ แล้วปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยพัฒนาของมันไป กระบวนการของคนจะเรียนรู้ เราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าไม่มีตัวแปรมาทำให้หักเห ทิศทางการพัฒนาก็จะดีขึ้น หากอยากให้คุณเลิกเบื่อนักการเมือง

พรรคการเมืองก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี คนไทยนับถือคนจริง พรรคการเมืองนั้นก็จะอยู่ในสายตาประชาชน