‘ภูมิธรรม’ กุมบังเหียนกลาโหม ตั้งเป้ากองทัพ ‘ประชาธิปไตย’

25.09.24 | 12:02 น.

หมายเหตุนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงการทำหน้าที่รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการขับเคลื่อนงานของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

⦁ มองกระแสการต่อต้านจากทหารเก่า กรณีที่จะมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อย่างไร

ยอมรับว่ามีจริงเพราะมีบางคนรักและเทิดทูนสถาบันทหาร เพราะคนที่เคยรบราฆ่าฟันกันมาจะมาเป็นผู้บังคับบัญชา เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจกันได้ เพราะความเป็นจริงคือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2519 มันเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองของประเทศไทย ก็รู้ว่าช่วงนั้นการเมืองที่ไม่ปกติ และมีความเห็นที่แตกต่างของแต่ละฝ่าย จึงไปจบกันด้วยความรุนแรง คงไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ผมอยากจะลืมว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็กว่า 50 ปีมาแล้ว ผมว่าผ่านไปชั่วอายุคนแล้ว และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความตั้งใจอะไรของใคร ผมก็เป็นเพียงหนึ่งในเหยื่อของเหตุการณ์เหมือนกับพี่ เพื่อน น้อง ตอนนั้นผมอายุเพียง 20 ต้นๆ และเป็นผู้นำนักศึกษา

อยู่ในมหาวิทยาลัยเห็นอะไรไม่ถูกต้องก็แสดงออก ยิ่งเรียนรัฐศาสตร์มา คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิที่จะกระทำได้แต่ในเมื่อจบกันด้วยความรุนแรงและผมถูกประกาศจับด้วยในสมัยนั้น

จึงไม่มีทางเลือก ใครแนะนำให้ไปทางไหนก็ไปที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผม ช่วงที่เข้าไปในป่าก็ได้เรียนรู้ และไม่ได้เสียใจที่เข้าไปอยู่ในป่า เพราะได้เรียนรู้ประสบการณ์และเข้าใจชีวิตที่เป็นจริงมากยิ่งขึ้น

Advertisement

ผมต้องขอขอบพระคุณ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีต ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นผู้นำทางทหารในขณะนั้น ที่ได้เลือกวิธีในการปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าใจในความขัดแย้งที่รุนแรงให้ยุติลง ผมจึงได้มีโอกาสกลับเข้ามา และทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาตลอดเวลาในชีวิตผม และกลับเข้ามาสู่ในกระบวนการระบอบประชาธิปไตย ส่วนใหญ่ที่ผมได้แสดงบทบาททางการเมืองในระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีสิทธิและเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ได้ทำ แล้วผมได้อยู่มาในระบบที่ชัดเจนมาอย่างต่อเนื่องผมคิดว่าคนที่เข้าใจผมก็มี เช่น พล.อ.ชัชวาลย์ ขำเกษม ประธานที่ปรึกษาสมาคมทหารผ่านศึกพิการแห่งประเทศไทย เป็นนายทหารที่ผมรู้ประวัติท่านมาก่อนว่าเคยเป็นทหารออกรบอยู่ที่สมรภูมิเขาค้อ สูญเสียขา ดวงตา และแขน ที่สำคัญคือดวงตาทั้งสองข้างเกือบที่จะบอด และได้พระบารมีของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่งไปรักษาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ผมได้มาเรียนเชิญท่านไปเป็นตัวแทนของทหารในการร่วมเป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหา ที่ผมเป็นประธานอยู่ คิดว่าท่านคงศึกษาและรับรู้เข้าใจ ผมไม่ได้ติดค้างอะไรกับ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีต ส.ว. ก็ไม่คิดว่าจะประสงค์ร้ายต่อตัวผม ผมคิดว่าท่านรักสถาบันและได้แสดงออกในฐานะที่เป็นนายทหารบำนาญ ในช่วงที่ผมเข้ามาก็ได้แสดงเจตนาไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าเข้ามาไม่ได้มาขยายอำนาจและไม่ต้องการมาทำอะไรให้มันแปรปรวน เข้ามาเพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยกองทัพในฐานะที่ได้รับหน้าที่ ถือว่าได้มารับตำแหน่งหน้าที่นี้เป็นเกียรติที่สูงสุดของผมที่ได้รับ และกองทัพยอมรับให้เข้ามาทำงานได้เต็มที่ ได้เข้ามาทำงาน ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม งานแรกที่จะทำคือการเดินทางไปเยี่ยมทหารผ่านศึก ผมมองว่าตรงนั้นเป็นผลสำคัญที่อยากจะบอกให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ถ้าได้เห็น ถ้าเข้าใจในสิ่งที่ผมเป็น สิ่งที่ผมคิดและสิ่งที่ผมทำ คิดว่าไม่น่าจะมีเหตุอะไรที่จะมาปฏิเสธ คิดว่าไม่อยากให้เราจมอยู่กับอดีต อดีตนั้นผ่านไปแล้ว แต่ละคนก็มีปัญหา อยากให้เริ่มจากปัจจุบันและมองไปที่อนาคต เพราะว่าปัจจุบันนี้ก็ได้พิสูจน์ในเรื่องของการทำงาน ผมอยู่ในสายตาของพวกท่านทุกคนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการพูดคุยการทำงาน การสั่งงาน สามารถพิสูจน์ทราบได้ด้วยตัวท่านเอง

ผมเน้นการบริหารงานที่ให้โอกาสทุกคน ผมไม่สนใจว่าใครจะเป็นเด็กสายไหน ผมถือว่าในเมื่อผมเข้ามาทำงานรับหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาเป็นผู้บังคับบัญชา ผมจะทำหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา อย่างให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน จะได้ร่วมกันทำงาน เน้นการมีส่วนร่วม ในวันแรกที่ผมเข้ามาได้พูดกับทุกคนในที่ประชุมสภากลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพ ไม่ต้องมาระแวงผม ให้ทำงานไปเลย มีอะไรให้คุยกัน

ผมเป็นคนตรงไปตรงมา จบจากการแสดงความเห็นแล้วทุกอย่างจบ ผมเชื่อว่าการเปิดใจที่กว้างและให้โอกาสทุกฝ่าย จะเป็นแนวทางการบริหารงานทำให้ทุกคนเข้าใจ แล้วร่วมงานกันด้วยดี ผมได้ประชุมคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหม (บอร์ดกลาโหม) มา 2-3 ครั้ง คิดว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพที่นั่งประชุมร่วมกัน จะทราบว่าท่าทีของผมเป็นอย่างไร ภาษาวัยรุ่นมักพูดว่ายิ่งใกล้ชิดแล้วจะยิ่งรัก

⦁ สถานการณ์ปัจจุบันในการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นอย่างไร

อยากให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมและใช้งานเป็นตัวเดินหน้า องค์กรนี้เป็นองค์กรของทุกคน ทุกคนควรที่จะร่วมกันทำงานและไม่สามารถจะปฏิเสธความแตกต่างทางความคิดของแต่ละคนได้ ไม่มีองค์กรไหนที่คิดเหมือนกันหมด การที่มีความแตกต่างกัน ถ้าเคารพกติกาและยอมรับฟังกันจนเห็นว่าเป็นการพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดี เพราะจะเป็นการมองปัญหาที่ครบถ้วนและรอบด้านมากขึ้น และผมพร้อมที่จะแสดงความคิดเห็นต่างๆ ด้วย เช่น การประชุมบอร์ดกลาโหม ทุกคนในที่ประชุมคงเห็นว่าผมมีความเห็นอย่างไร และพร้อมจะรับผิดชอบสิ่งที่ผมพูด ผมคิด

ผมไม่ได้กังวลใจอะไรเมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ มีปัญหาอย่างไร ต้องเข้ามารับผิดชอบ ไม่สามารถที่จะมีตำแหน่งและขอเลือกงาน และปฏิเสธงานที่มันยากลำบากออกไป เราพร้อมที่จะทำงานทุกอย่าง

การแต่งตั้งโยกย้าย ผมมีหลักและได้คุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพว่า โดยปกติการเลือกผู้บัญชาการเหล่าทัพ ก็ควรที่จะมาจาก ไลน์ 5 เสือ แสดงว่ากองทัพได้คัดสรรมาอย่างดีแล้วและมาตามวิธีปฏิบัติเดิม สามารถที่จะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งได้หมดทุกคน และต้องเคารพผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง น่าจะรู้ดีว่าลูกน้องท่านในแต่ละกองทัพเป็นอย่างไร ผมคิดว่าหลักนี้เป็นหลักที่สำคัญในการตัดสินใจในครั้งนี้
หลักการทุกหลักต้องมีข้อยกเว้นถึงความเหมาะสม ในส่วนนี้ผมก็พูดกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกคนว่า อะไรก็แล้วแต่ที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมและผิดแปลกแตกต่างไปจากหลักการ ต้องพูดกันให้รู้ว่าอันนี้คือความเหมาะสม แล้วมาถามทุกคนว่าสิ่งนี้เป็นความเหมาะสมหรือไม่ ถ้าทุกคนเห็นพ้องกันก็จบ

หากมีคนไม่เห็นด้วยเมื่อถกเถียงกันถึงที่สุดแล้วก็จะต้องมีข้อยุติ ทหารทุกเหล่าทัพมีวินัยและเขาก็เคารพกฎกติกา ในเมื่อฝ่ายการเมืองเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ต่างคนก็อยู่ตามกรอบ ประเพณีการจัดการ เมื่อเลือกมา ปัญหาว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเลือกมา ปัญหาอยู่ที่ว่ามาแล้วทำตัวแบบใด มาแล้วมาเอาประโยชน์ มาทำลายความสัมพันธ์ ทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้น หรือมาแล้ว มาช่วยส่งเสริมช่วยแก้ปัญหาให้คลี่คลาย ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือประชาชน พลเรือน พื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์สำคัญที่สุดคือกฎเกณฑ์กติกา ถ้าทุกคนเห็นถึงความตั้งใจในการแก้ปัญหาทุกอย่างก็แก้ได้หมด

⦁ คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ผ่านมา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความพึงพอใจมากน้อยเพียงใด

ตามหลักของเรา ต้องพึงพอใจเพราะว่าถ้าสรุปมาแล้ว มาบอกว่าไม่พอใจแล้ว จะทำงานกันอย่างไร คิดว่าหากเรื่องนี้เป็นข้อยุติเราก็ต้องพึงพอใจและพิสูจน์ด้วยการทำงาน ถ้าพบว่าการตัดสินใจครั้งนี้ผิด แล้วการทำงานไม่ได้ผล ก็ต้องกล้าที่จะมีการแก้ไขและเปลี่ยนแปลง

⦁ ในฐานะรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ที่ดูแลทั้งทหารและตำรวจ ในส่วนของตำรวจ ตำแหน่งประธาน ก.ตร. นายกรัฐมนตรีเป็นคนกำกับดูแล นอกนั้นเป็นส่วนของรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดูแลงานอื่นๆ ทั้งหมด มองอย่างไร

ขณะนี้ผมดูแลงานด้านความมั่นคงทั้งหมด เช่น กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหมทั้งหมด สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นงานด้านความมั่นคง หากถามว่ามีความเข้าใจดีพอหรือไม่ ที่ผ่านมาเรียนรู้หน่วยงานเหล่านี้ จากคนภายนอกที่มองเข้ามาว่าภายในเป็นอย่างไร จึงได้เริ่มศึกษาและได้พูดคุยกับส่วนต่างๆ และผมเป็นผู้ที่รับฟังจากทุกฝ่าย ไม่ได้ฟังจากผู้ใต้บังคับบัญชาหรือคนภายนอกอย่างเดียว ทุกอย่างจะต้องนำมาประกอบกัน

เรามีหน้าที่ที่จะเอาแก่น ข้อเท็จจริง ทำให้ปรากฏ ยอมรับว่าเกร็ง แต่ไม่ถึงกับลำบากใจ เชื่อว่าทำงานได้เช่นเดียวกันกับเคยดูกระทรวงพาณิชย์

⦁ ความคืบหน้าของโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจะดำเนินการอย่างไร

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาบอกเป็นเรื่องติดค้าง ที่อยากจะคุยกับผม ผมได้บอกไปว่าเรื่องน้ำท่วมสำคัญกว่า คนกำลังจะแย่ ขอทำเรื่องนี้ก่อน ส่วนเรื่องดังกล่าวค่อยคุยกันครั้งต่อไปเพราะยังมีเวลา

เรื่องเรือดำน้ำจากที่ผมได้ฟังมา ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบาก สำหรับคนตัดสินใจ ในทางการเมืองตัดสินใจเรื่องนี้เป็นอย่างไร มีผลกระทบต่อผู้ตัดสินใจทั้งสิ้น ให้ผ่านก็โดนด่า ไม่ให้ผ่านก็มีเรื่องให้ด่า ปัญหาคือคนในสังคมมองปัญหาเรื่องนี้ในมิติที่แตกต่างกัน ดังนั้น การตัดสินใจเรื่องนี้ ต้องมองให้ครบถ้วนทุกมิติ อย่างเป็นธรรม และเป็นจริง ผมขอเวลาตัดสินใจ แต่จะไม่ปล่อยค้างไว้

⦁ จะมีการตั้งคณะกรรมการการศึกษาเรื่องเรือดำน้ำใหม่หรือไม่

มองว่าเป็นเรื่องที่ง่ายของผู้บริหารที่ไม่เข้าใจรายละเอียด และมาถึงก็ตั้งคณะกรรมการเอาไว้ก่อน แล้วดึงเวลาไป ผมมองสิ่งที่เขาทำมามากพอแล้ว คิดว่าจะเอาเรื่องเดิมมาดู แล้วเชิญคนที่รู้เรื่องดังกล่าวมาพูดคุย รวมถึงคนที่วิพากษ์วิจารณ์น่าจะเพียงพอ เว้นแต่ไม่เพียงพอก็ต้องหาทางเพิ่มเติม แต่ส่วนตัวที่มองอยู่ข้างนอกก่อนที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมองว่ามากพอแล้ว และมีเวลามากพอที่จะไตร่ตรอง

จะขอเชิญ ผบ.ทร.คนใหม่ และผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เมื่ออ่านเอกสารทั้งหมดแล้ว จะเชิญผู้มีความรู้ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น นักวิชาการ อดีตทหาร มาร่วมพูดคุย แล้วอาจจะต้องปรึกษานายกฯ ผู้บัญชาการเหล่าทัพเก่า เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ พยายามจะไม่ให้ถูกมองว่ายื้อเวลา เพราะฉะนั้นต้องตัดสินใจให้ได้

ผมว่าจะตัดสินใจไปทางไหนก็มีปัญหาอยู่แล้ว แต่กำลังมองว่าตัดสินใจปัญหาในแนวทางที่มีปัญหาน้อยที่สุด ส่วนคนจะด่าหรือไม่ ไม่เป็นไร เพราะเราบริหาร ก็เห็นความเป็นจริงในตรงนี้ คนที่วิจารณ์ อาจจะไม่เห็นด้วยกับเราทั้งหมด และจะพยายามให้เรือดำน้ำจบในยุคของผม คือจะไม่ทิ้งเรื่องต่างๆ ไว้ หากทำได้จะทำ เช่น ปัญหาข้าว 10 ปี ของกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการมาแล้ว

⦁ มีนโยบายที่จะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่มอบให้กับเหล่าทัพไปแล้วหรือไม่

ให้นโยบายไปกว้างๆ ไปสอดรับกับนโยบายกำลังพล ได้พูดคุยกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผ่านยุคสมัยที่ใช้ดาบใช้อาวุธปืนในการต่อสู้ไปแล้ว เพราะทุกวันนี้ดาวเทียมเห็นหมดแล้วว่าอยู่ตรงไหนบ้างแค่กดปุ่ม เพราะฉะนั้นสิ่งที่สามารถป้องกันตัวเองที่ดีได้คือการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเซฟความปลอดภัยของประชาชนให้มากที่สุด และเชื่อว่าการรบกันคงมีไม่มาก

วันนี้รบกันด้วยสงครามเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปเยอะ ต้องมาสนใจสิ่งเหล่านี้ ก็เสนอให้เพิ่มบทบาทในด้านนี้ ยอมรับว่ามีวิวัฒนาการที่มากขึ้น กำลังพลอาจจะลดลง ควรที่จะมีแผนการพัฒนากองทัพ มีการสร้างอาวุธและมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะสามารถป้องกันตัวเองได้ และวางแผนระดมกำลังพลควบคู่กันไป เชื่อว่าทุกอย่างมีขั้นตอนไม่ใช่ว่าทุกวันนี้จะต้องเปลี่ยน

ในนโยบายผมได้เพิ่มคำว่า ผ่านลงไป เปลี่ยนผ่านการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนผ่านการส่งเสริมเทคโนโลยี เพราะการเปลี่ยนผ่านบอกนัยว่า ไม่ใช่เข้ามาปีแรกแล้วจบ ไม่ต้องมาทวง หากจะตรวจสอบ ต้องดูว่าผมมีพัฒนาการอะไร ที่ดำเนินการอยู่มากน้อยเพียงใด บางเรื่องก็เสร็จทันที บางเรื่องต้องใช้เวลา เข้าใจว่าเหล่าทัพไม่ได้ขัดข้องอะไร และทราบว่าเหล่าทัพก็มีสมุดปกขาวอยู่แล้ว จะนำมาดูเพื่อให้สอดรับกับความเป็นจริง

วันนี้มีคนมาบอกให้ผมเอานายพลออกให้หมด ถือว่าเป็นความคิดของคนที่คิดว่าตัวเองเป็นเทวดา เหมือนในการ์ตูน ที่สามารถทำให้หมดไปภายในวันเดียว แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ มันมีวิวัฒนาการ อยู่ดีๆ จะไปปรับลดนายพลทั้งหมด ทั้งที่เขาไม่มีความผิดอะไร เขาก็เข้ามาตามกระบวนการ จะบอกว่าจะให้ออกไปในวันนี้เลย จะเยียวยาอย่างไร บอกว่ามันง่าย ทำได้หรือไม่ ก็มองว่าหากใครรู้สึกว่าอยู่แล้วไม่มีอะไรทำก็สามารถเข้าโครงการเออร์ลี่รีไทร์ได้ แล้วมีผลตอบแทนให้ อีกประการหนึ่งก็คือการนำเทคโนโลยีเข้าไปและฝึกกำลังพลเข้ามารองรับ ใครที่ไปไม่ได้ก็ให้ลดลง มองว่ามีวิธีการอีกหลากหลายที่จะทำ

ส่วนเรื่องการเกณฑ์ทหาร ได้เสนอไปข้างต้นว่าอยากเห็น ผมได้ให้ไปศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีใต้ เขาทำให้ประชาชนอยากเป็นทหาร ให้ไปดูว่าเงื่อนไขเขาคืออะไร และทำให้เห็นว่าการสมัครมาเป็นทหารทำให้เขาได้ประโยชน์

อยากเห็นกองทัพเป็นกองทัพประชาธิปไตย เล็กตามความจำเป็น ทั้งหมดจะเป็นได้อย่างไรขึ้นอยู่กับพัฒนาการ หากระบอบประชาธิปไตยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง แล้วให้เกียรติกองทัพ ในการทำหน้าที่ของเขา สิ่งเหล่านี้อาจเห็นได้

แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยและเงื่อนไข