‘นครยะลา’ ถอดบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ วางระบบป้องกันเมือง

28.12.24 | 15:00 น.

หมายเหตุ – นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 11 จังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม 2567 เกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก และเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก สร้างผลกระทบและความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากน้ำทะลักจากทั้งแม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี ล้นท่วมพื้นที่เป็นวงกว้าง จังหวัดยะลาประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัย 8 อำเภอ 58 ตำบล 358 หมู่บ้าน 45 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 43,168 ครัวเรือน 181,797 คน

 

พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ
นายกเทศมนตรีนครยะลา

 

Advertisement

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่นครยะลาที่เกิดขึ้น ถือเป็นน้ำท่วมหนัก น่าจะในรอบ 60 ปี ทั้งๆ ที่เทศบาลนครยะลาเตรียมป้องกันทั้งการวางแผน และวางระบบมาตั้งแต่สมัยอดีตนายกเทศมนตรี ยรรยง อุทัย มาจนถึงสมัยที่ผมบริหาร โดยตั้งแต่บริหารงานมาสมัยแรกก็ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันก็ยังทำไม่จบ

น้ำท่วมครั้งนี้ เป็นน้ำที่มาจาก 2 ฝั่งคือ ฝั่งแรก แม่น้ำปัตตานี ซึ่งต้นทางน้ำมาจากเขื่อนบางลาง ไหลผ่าน อ.บันนังสตา อ.กรงปินัง เข้ามา จ.ยะลา, อีกฝั่งน้ำจากคลองละแอ อ.ยะหา ไหลมาทาง ต.ท่าสาบ ต.หน้าถ้ำ มารวมกันไหลผ่านเทศบาลนครยะลาแล้วไปเขื่อนแม่ลาน จ.ปัตตานี ซึ่งในช่วงหลัง จ.ปัตตานี สถานการณ์น้ำท่วมเบาขึ้น เพราะปากแม่น้ำถูกแบ่งเป็น 3 สายลงสู่อ่าวไทย สายที่ 1 คือเส้นทางน้ำเดิม อ.หนองจิก จะถูกแบ่งเป็น 3 ทางน้ำที่บริเวณแม่ลาน

ที่ผ่านมาเทศบาลวางระบบป้องกันน้ำท่วม โดยพื้นที่ริมแม่น้ำปัตตานี มีสันเขื่อนซึ่งอดีตนายกยรรยงสร้างต่อเติมจากแนวของชลประทาน สร้างมาแล้ว 42 ปี มาถึงสมัยผมก็สร้างต่อเติมสูงขึ้น และยาว 16 กิโลเมตร เพื่อไม่ให้น้ำจากแม่น้ำปัตตานีทะลักข้ามมาได้ ขณะเดียวกันตรงแม่น้ำปัตตานี อดีตนายกยรรยงสร้างสถานีสูบน้ำไว้ ผมมาสร้างเพิ่มรวมทั้งสร้างสถานีสูบน้ำ PC จุดสุดท้าย เป็นจุดแตกหักของเมือง รวมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มจากเดิมที่มี 4 เครื่อง สูบน้ำได้เครื่องละ 1 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

ผมติดตั้งเพิ่มอีก 6 เครื่องเป็นขนาดเครื่องสูบได้ 3 ลบ.ม./วินาที เพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ ตลาดเก่า ฝั่งธน เมืองทอง ในเขตเทศบาล ขณะเดียวกัน ได้สร้างประตูระบายน้ำเพิ่มจากเดิมมี 2 ประตู แต่ละประตู 1 บาน ระบายน้ำได้ 200 ลบ.ม./วินาที ผมมาสร้างเพิ่มอีกในช่วงปี 2549-2550 หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2548 ปัจจุบันมีประสิทธิภาพการของ 6 บาน ระบายน้ำได้ 1,200 ลบ.ม./วินาที จากการติดตั้งทำให้เวลาเกิดน้ำท่วมพื้นที่ จะท่วมไม่นาน

จากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2548 สอนว่าอย่าเอาชนะธรรมชาติ แต่ต้องคืนกลับให้ธรรมชาติ ดังนั้นที่ผ่านมา ได้สร้างแก้มลิงต่อจากบึงแบเมาะซึ่งเป็นแหล่งรับน้ำที่มีอยู่ โดยช่วงนั้นไปติดต่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ขอใช้พื้นที่ของกองทัพบก ครั้งแรก 200 ไร่ สมัยถัดมาอีก 100 ไร่ รวม 300 ไร่มาเป็นแก้มลิง นอกจากนี้ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณไม่ดีจากน้ำล้นตลิ่งบึงแบเมาะ จึงทำเรื่องของบประมาณจากกรมโยธาธิการเพื่อติดตั้งเครื่องสูบน้ำอีก 10 เครื่อง แต่ไม่ได้รับ จึงไปหางบประมาณทำประตูน้ำถาวร และสถานีสูบน้ำอีก ที่ย่านจาลูนอก พื้นที่รอยต่อเขาตูม รวมทั้งสถานีรายรอบเมืองยะลาเพื่อสูบน้ำลงบึงแบเมาะให้เร็วที่สุด เพราะบึงแบเมาะเป็นจุดรับน้ำที่ใหญ่ที่สุด

ขณะเดียวกันได้ทำท่อระบายน้ำใต้ดินลอดใต้ถนน ในพื้นที่ที่มีการสร้างบ้านขวางทางน้ำในพื้นที่บริเวณตลาดมะพร้าว เพื่อให้น้ำไหลไปลงจุดประตูน้ำและเครื่องสูบน้ำ เพื่อลงบึงแบเมาะ ตลอดจนการขุดลอกคลอง ลอกท่อ ทั้งในพื้นที่เทศบาล และพื้นที่ข้างเคียงเพื่อให้พร้อมระบายน้ำ ยังไม่รวมการจัดเตรียมเรือให้การช่วยเหลือในช่วงน้ำท่วม ซึ่งเทศบาลมีเรือติดตั้งเครื่อง 8 ลำ มีเรือให้ชุมชน 100 ลำ นี่คือสิ่งที่เทศบาลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางระบบป้องกันน้ำท่วม เพราะรู้ว่าเวลาน้ำท่วม มันคือชีวิตและทรัพย์สินของคน ดังนั้นไปเสี่ยงไม่ได้

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ปัจจัยแรก คือ ฝนตกผิดปกติ จากมือมนุษย์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งฝนตกในประมาณมากและต่อเนื่อง ตั้งแต่เป็นนายกเทศมนตรีมา ไม่เคยเจอฝนตกมากขนาดนี้ โดยเฉพาะช่วงวันที่ 26-27 พฤศจิกายน มีฝนสะสม 370 มิลลิเมตร เฉพาะ อ.เมืองยะลา มีปริมาณน้ำฝน 303 มม. ปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วัน 1,000 มม. ไม่เฉพาะแต่เขต
เทศบาลนครนยะลา ในพื้นที่อำเภออื่น ทั้งรามัน กรงปินัง ยะหา บันนังสตา มีปริมาณฝนตกมาก และน้ำทั้งหมดไหลจากที่สูงลงที่ต่ำตามธรรมชาติ มารวมกันที่เขตเทศบาลนครยะลา

ปัจจัยที่ 2 คือ การเติบโตของเมือง จากอดีตมีพื้นที่ว่างมากซึ่งเป็นพื้นที่รองรับน้ำในกรณีฝนตกหนัก โดยเฉพาะ ต.สะเตงนอก เป็นแก้มลิงของเทศบาลนครยะลา แต่ปัจจุบันสภาพเมืองเปลี่ยนไป มีความเจริญ มีถมดิน ก่อสร้างมีความหนาแน่น ทำให้พื้นที่เทศบาลเป็นแก้มลิงของ ต.สะเตงนอก โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำปัตตานี ที่มีน้ำจากอำเภอต่างไหลมารวมกันล้นข้ามกำแพงเข้ามาท่วม โดยบริเวณจัดรูปที่ดิน เดิมเป็นบึงนา 300 ไร่ แต่ปัจจุบันมีการถมดินทั้งหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ต้องตั้งคำถามต่อการออกโฉนดที่ดินขวางทางน้ำ ทำให้ทางน้ำแคบ น้ำไม่มีทางไป น้ำจึงไหลย้อนกลับและล้นท่วม ในเรื่องนี้จะโทษชาวบ้านไม่ได้ เพราะการซื้อที่ดิน ออกโฉนดเป็นไปโดยสุจริต แต่ถามว่าคนแรก คือ เจ้าหน้าที่ออกโฉนดได้อย่างไร สำหรับบางจุดที่มีบ้านขวางน้ำ ล่าสุด เจ้าของที่ดินยินยอมขายที่ดิน เทศบาลจึงไปขอขุดลอกทางน้ำบริเวณดังกล่าว เพราะกลัวน้ำจะมาอีก

ปัจจัยที่ 3 คือ เส้นทางน้ำตื้นเขิน โดยเฉพาะแม่น้ำปัตตานี ในพื้นที่ของเทศบาล เทศบาลดำเนินการทั้งหมดแล้ว แต่พบพื้นที่นอกเขตเทศบาล มีดินงอก ไม่มีการ
ขุดลอกเลย บางจุดกลายสภาพเป็นคลอง โดยเฉพาะแม่น้ำช่วงไหลผ่านพื้นที่ อ.แม่ลาน ปัตตานี ไม่มีการขุดลอกเลยในรอบ 40 ปี เพราะไม่มีใครกล้าทำ 4 ปีที่ผ่านมา เทศบาลเคยคิดจะขุดแต่ถูกคัดค้าน

หลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ สิ่งที่เทศบาลนครยะลาจะดำเนินการต่อ คือ จะขอให้ขุดลอกแม่น้ำปัตตานีทั้งสาย ระยะทาง 29 กิโลเมตร ถ้าเป็นไปได้อยากให้เวนคืนที่ดินริมแม่น้ำปัตตานีอีก 100 เมตร หลังจากพบบางจุดแม่น้ำแคบลงเหลือสภาพเป็นคลอง หากขยายความกว้างจะไม่มีปัญหาเลย รวมทั้งขุดลอกบึงแบเมาะใหม่ ให้ลึกกว่าเดิม โดยจะทำทันทีหลังน้ำลด นอกจากนี้จะซื้อดินที่ขวางทางน้ำบริเวณสะพานมัรกัส เพื่อขยายแนวคลองให้น้ำไหลอย่างมีประสิทธิภาพสูง และหาซื้อพื้นที่นอกเขตเทศบาลเป็นแก้มลิงพักน้ำก่อนเข้าเข้าเทศบาล

อีกส่วนที่จะดำเนินการต่อ คือ เสริมคันหรือกำแพงที่จุดโครงการป้องกันน้ำท่วมหลายจุด เช่น ที่จุดประตูน้ำ P5 บริเวณวิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา, ที่โครงการจุดบ้านร่ม, โครงการจุดตลาดเมืองใหม่ และที่สถานีสูบน้ำตลาดใหม่ จุด B จุดนี้พบน้ำผุด น้ำรั่ว ที่ผ่านมาได้ฉีดโฟมไปแล้ว จากการตรวจสอบพบว่าด้านล่างเป็นโพรง เนื่องจากช่วงที่ก่อสร้างในอดีตไม่มีการตอกเสาเข็ม ดังนั้นจะแก้ไขโดยตอกเสาเข็มทั้งหมด แล้วทิ้งหินก้อนใหญ่ลงไปเหมือนสร้างเขื่อน จุดนี้เป็นจุดเร่งด่วนที่สุดที่จะดำเนินการ เพราะเป็นย่านเศรษฐกิจกลางเมือง พร้อมกันนี้จะเพิ่มเครื่องสูบน้ำที่โครงการป้องกันน้ำท่วม จุดวิทยาลัยอาชีวศึกษา, บ้านร่ม, ที่สถานีสูบน้ำ PA ด้านอัครพันธ์ก่อสร้างจะเพิ่มเครื่องสูบน้ำเครื่องใหญ่ 2 เครื่อง และที่สถานีสูบน้ำตรงตลาดเก่า หรือจาลู ซึ่งถือเป็นจุดแตกหักจะเพิ่มเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่องเรียงราย

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพใหญ่ของระบบป้องกันน้ำท่วมในลุ่มแม่น้ำปัตตานี มี 3 เขื่อน คือ 1.เขื่อนบางลาง 2.กรงปินัง และ 3.แม่ลาน ปัจจุบันมีหญ้าขึ้น จะกักน้ำได้ 1 ล้าน ลบ.ม. ก่อนเข้าสู่ยะลา เรื่องนี้มีการพูดกันมา 40 ปี ถ้ามีอีกเขื่อนดักน้ำก่อนเข้าเมือง จะทำให้การกดดันของแม่น้ำปัตตานีต่อยะลา จะน้อยลง แรงกดดันต่างๆ จะน้อยลง จะใช้เงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เคยเสนอ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ได้รับแจ้งว่ามีเอ็นจีโอคัดค้าน ผมมองว่าเรื่องนี้สามารถอธิบายได้

ขณะเดียวกันที่ อ.รามัน แม่น้ำสายบุรี ไม่มีการจัดการเลย ทำให้น้ำท่วม อ.รามัน น้ำท่วมปีนี้ ชาวบ้านอพยพ 100% ผมเสนอให้ทำโครงการดูแลแม่น้ำสายบุรี ส่วนในพื้นที่เมืองยะลา เห็นว่าต้องตัดคลอง หรือทำบายพาสทางน้ำที่จุด ต.สะเตงนอก เพื่อดึงน้ำออกไปยังสถานีสูบน้ำลงแม่น้ำปัตตานี เหมือนคลอง ร.1 ที่ จ.สงขลา ในเรื่องยอมรับว่าเป็นเรื่องใหญ่ เกินกำลังของเทศบาล เพราะต้องหางบประมาณดำเนินการ และประชาชนต้องมีส่วนร่วม วันนี้สิ่งสำคัญ ต้องสามัคคี ให้กำลังใจและช่วยกัน

สุดท้ายสิ่งที่ต้องคิด คือ การรักษาธรรมชาติ ที่ผ่านมาผมชวนเทศบาลอื่นไปปลูกป่า เพราะต้องการคืนธรรมชาติในทุกมิติ ตั้งแต่พื้นที่เก็บน้ำ ปลูกต้นไม้เพื่อทำให้อากาศไม่แปรปรวน เพราะวันนี้โลกรวน ไม่สามารถคาดการณ์ได้

เมื่อเกิดปัญหา ผมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ และต้องทำให้ดี วันนี้สิ่งที่ต้องทำให้ดี คือ การฟื้นฟูเมืองกลับมาให้ปกติเร็วที่สุด