หมายเหตุ – มติชน สัมภาษณ์ ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เกี่ยวกับมุมมองการเมืองไทย ภายใต้การบริหารรัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในปี 2568 จะมีทิศทางอย่างไร
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค

การมองการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยรัฐบาลที่นำโดยพรรค พท. ถ้าเรามองความเชื่อมโยงระหว่างปี 2567-2568 จะพบว่ารัฐบาล พท.ยังเผชิญปัญหาเดิม คือพยายามที่จะใช้นโยบายทางเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาประเทศ ขณะที่ยังละเลยนโยบายทางการเมือง เพราะในนโยบายทางเศรษฐกิจ จะพบว่าตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ มาถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร มีแนวนโยบายหลายเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการลงทุน เรื่องการแจกเงิน เป็นแนวนโยบายที่ประชาชนได้ประโยชน์ส่วนหนึ่ง
สัญญาหลักที่เกิดขึ้นตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท.คือสัญญาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันนี้น่าจะรับทราบเบื้องต้นว่าคงไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในรัฐบาลนี้ แต่ปัญหาที่มากกว่าคือ เราอาจจะยังไม่ได้ตั้งไข่ หรือเริ่มต้นในการที่จะแก้เลยด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่รัฐบาล พท.ตั้งมาแล้วปีกว่า
ด้วยเหตุเช่นนี้ เราอาจโทษพรรค พท.อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะว่าพรรค พท.ตั้งรัฐบาลด้วยการเป็นเสียงอันดับ 2 ในสภา ฉะนั้น ต้องพึ่งเสียงจากพรรคร่วมอื่นๆ มากหน่อย อะไรที่พรรคร่วมไม่เห็นด้วย ก็ทำไม่ได้ เลยกลายเป็นว่าเวลาพรรค พท.จะตัดสินใจนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ การแก้ไขร่างกฎหมายประชามติ หรือการจัดการเรื่องเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมือง จะถูกขวางโดยพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงกลุ่มสภาสูง คือกลุ่ม ส.ว.
จะพบว่าในปี 2568 สถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม คือพรรค พท.อาจมีเป้าหมายที่ดีในหลายๆ เรื่อง ในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง แต่สุดท้ายทำไม่ได้ เพราะเจอกำแพงจากพรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ว. ทำให้ภาพปีหน้าพรรค พท.ทำได้อย่างมากคือนโยบายเศรษฐกิจเพียงบางเรื่องเท่านั้น อาจจะเป็นเรื่องการแจกเงิน หรือเรื่องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ราคาถูก อะไรพวกนี้มากกว่าจะเป็นประเด็นใหญ่ที่กระทบต่อโครงสร้างทางสังคมในภาพรวม
ถ้าพูดถึงเรื่องการตรวจสอบจะมี 2 ส่วน เราแยกง่ายๆ คือ การตรวจสอบในสภา กับการตรวจสอบนอกสภา การตรวจสอบในสภา คือการตรวจสอบโดยฝ่ายค้าน คือพรรคประชาชน (ปชน.) จะเป็นคนที่คอยตั้งคำถามตรวจสอบรัฐบาล ตรงนี้ผมเห็นว่าตัวรัฐบาลและพรรค พท.อาจไม่กังวลมาก เพราะว่าแม้ว่าพรรค ปชน.จะมีข้อมูล หรือมีเนื้อหาในการอภิปราย อย่างไรก็ตาม คุมเสียงข้างมากในสภาได้ การอภิปรายจะไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลมากนัก แถมช่วงนี้พรรค ปชน.มีกระแสค่อนข้างดร็อปลงไป ทำให้รัฐบาลอาจไม่ต้องกังวลในฝ่ายค้านมาก ฉะนั้น ในสภาอาจไม่ใช่เรื่องกังวล
แต่ปัญหาข้างนอกสภาต่างหาก ที่เป็นเกมอันตรายจริงๆ ของพรรค พท.นอกสภาจะเห็นได้จากองค์กรอิสระ ที่ยังมีหลายเรื่องที่ค้างอยู่ แม้ว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะบอกว่าไม่มีปัญหาแล้ว รอดหมด จะคอยเช็กบิลคนที่ไปร้อง แต่ต้องไม่ลืมว่านอกจากองค์กรอิสระแล้ว ยังมีการตรวจสอบรอบสุดท้ายจากกลุ่มหนึ่ง คือจากภาคประชาชน และการเคลื่อนไหวทางสังคม มีหลายกลุ่ม หลายก้อน พยายามจะรวมตัวกันเพื่อชุมนุมประท้วงออกมาบนท้องถนนแล้ว ณ ตอนนี้อาจดูกระแสว่ายังจุดไม่ติด แต่มีประเด็นที่จุดติดรออยู่
ถ้าพอจำกันได้ นายทักษิณเคยกล่าวว่าสงกรานต์ ปี 2568 อาจมีนายกฯหญิงอีกท่านหนึ่งกลับมาเล่นสงกรานต์ด้วย ตรงนี้แหละที่จะเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ สำหรับรัฐบาลและพรรค พท. เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ชอบพรรค พท.ค่อนข้างตั้งคำถามจากกรณีชั้น 14 ของนายทักษิณคนหนึ่งแล้ว และถ้าน้องสาวหรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับมา และเป็นไปในลักษณะเดียวกับชั้น 14 อีก คงจะปลุกพลังที่พร้อมจะลงถนนออกมาได้มากขึ้น นี่คือเรื่องที่รัฐบาลต้องระวังไม่ให้ปืนลั่นใส่เท้าตัวเอง คือถ้าจัดการประเด็นเรื่องอดีตนายกฯไม่ดี ให้รีบกลับมาเร็วเกินไป สุดท้ายจะส่งผลเสียต่อรัฐบาลเองในปีหน้า ฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลพอจะควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง คือให้มีม็อบเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละ ในระดับที่จัดการได้ อย่าปล่อยให้มีแบบมากจนถึงขนาดที่ขนคนมาปิดเมืองแบบที่เคยเกิดตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
ส่วนการเคลื่อนไหวของนายทักษิณจะส่งผลต่อรัฐบาลอย่างไรในปีหน้า ถ้าเอาปี 2567 มาตั้งก่อน จะคิดว่านายทักษิณโอเคแหละ ต้องมีบทบาททางการเมืองแน่ๆ แต่จะมีบทบาทในลักษณะของอาวุธลับ คือเอามาใช้ในวันที่จำเป็นเท่านั้น แต่ช่วงปลายปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 3 เดือนหลังของปี 2567 จะพบว่านายทักษิณมีบทบาทมาก ทั้งการเมืองท้องถิ่น ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์พรรคร่วมรัฐบาล
การที่บทบาทนายทักษิณมีมากขนาดนี้ ทำให้จากอาวุธลับกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ต้องใช้ทุกวัน ที่พรรค พท.ขาดไม่ได้ ก็จะมีปัญหาว่าถ้าเผื่อในปี 2568 ต้องใช้บริการอดีตนายกฯมากหน่อย ตั้งแต่ต้นปีเลย คืองานเลือกตั้งท้องถิ่น จนไปถึงการจัดการในรัฐบาล ก็ต้องใช้นายทักษิณคอยดีล คอยประสานกับพรรคร่วมในหลายกลุ่ม อาจจะทำให้ภาพของความเป็นผู้นำของรัฐบาล ถูกตั้งคำถามได้
ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทุกคนเข้าใจว่าเหมือนมีนายกฯ 2 คนคือ คุณพ่อกับคุณลูก แต่ถ้าอดีตนายกฯทักษิณมีบทบาทมากและนานกว่านี้ จะส่งผลว่ารัฐบาลอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนายทักษิณ กลายเป็นว่านายกฯที่อยู่ในตำแหน่งจริงๆ ถูกละเลยไป นี่คือเรื่องที่อันตราย ซึ่งเราไม่อยากเห็นภาพแบบนั้น อยากเห็นรัฐบาลที่นายกฯที่อยู่ในตำแหน่ง แล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทำงานแล้ว มีความชัดเจนกับประชาชนว่าแต่ละคนจะทำงานอะไร ไม่ใช่สุดท้ายแล้วกลับไปหาผู้มีอำนาจที่ไม่ได้มีตำแหน่ง ทั้งพรรค พท. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แล้วก็พรรคอื่นๆ ที่คนที่มีอำนาจจริงๆ ทางการเมือง กลับไม่มีตำแหน่ง เพราะไม่มีตำแหน่งในทางการเมือง ก็หมายความว่าไม่ต้องมี accountability หรือความรับผิดชอบ เราไม่อยากเห็นภาพอย่างนั้น อยากเห็นคนที่อยู่ในตำแหน่งได้ทำงานมากกว่า ส่วนใครที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งควรจะต้องลดบทบาท
ประเด็นที่เป็นที่จะต้องเดินหน้าเร่งด่วน ถ้ามองจากฝั่งรัฐบาล ต้องหาคะแนนนิยมจากนโยบายเศรษฐกิจ อาจแจกเงินอีกรอบหนึ่ง ในช่วงก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ในสายตาของคนที่ติดตามการเมือง สิ่งที่อยากเห็นจริงๆ คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง หนีไม่พ้นเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมว่าถึงเวลาแล้วที่พรรค พท.จะต้องยืนหลักให้มั่นว่าจะแก้อะไรที่เป็นอุปสรรค กลุ่มการเมืองไหนที่ขวาง พรรค พท.จำเป็นต้องยึดหลักการของตัวเองมากที่กว่าจะไปโอนอ่อนผ่อนตามกลุ่มอื่น ไม่เช่นนั้นแล้วผลพวงของรัฐประหารปี 2557 ก็คือรัฐธรรมนูญปี 2560 จะยังดำรงอยู่ จนถึงอนาคตที่จะมีการเลือกตั้งปี 2570 ยังต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ และถ้าไม่แก้ก็จะเจอปัญหาแบบที่อดีตนายกฯเศรษฐาเจอ คือตั้งรัฐมนตรีสักคนหนึ่งที่มีบาดแผลในอดีต สุดท้ายกลายเป็นว่าต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ ถูกวินิจฉัยให้ออก ซึ่งไม่สมควรจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ฉะนั้น แก้ได้แก้เลยรัฐธรรมนูญฉบับนี้
เรื่องของเสถียรภาพของรัฐบาล อย่างเรื่องการชุมนุม ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีกลุ่มประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาลนี้อยู่ และกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ต้องการตรวจสอบรัฐบาลจากในระบบรัฐสภา และถ้ามองไปให้ลึกอีกนิดนึง กลุ่มนี้เคยเชื่อมโยงกับการชุมนุมที่เปิดช่องให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมือง กลุ่มฝ่ายขวาที่พยายามจะปลุกขึ้นมาในช่วงนี้ จึงเป็นเรื่องอันตรายมากๆ ของพรรค พท.เลยทำให้พรรค พท.ยืนอยู่บน 2 ฝั่ง คืออยากจะเปลี่ยนแปลงตามกระแสเรียกร้อง แล้วสัญญาที่เคยสัญญาไว้กับประชาชน แต่ในอีกทางหนึ่งก็ต้องเจอกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ ปัญหาเลยเกิดขึ้น คือถ้าเกิดการเมืองนอกสภาสามารถคุมทิศทางของรัฐบาลได้เมื่อไหร่ รัฐบาล น.ส.แพทองธาร อาจกลายเป็นเหมือนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ สุดท้ายแล้วถ้ากลุ่มผู้ชุมนุมคุมทิศทางรัฐบาลได้ รัฐบาลจะขาดเสถียรภาพ สุดท้ายจะสั่งหน่วยงานราชการในสังกัดของตัวเองไม่ได้เลย ฉะนั้น รัฐบาลต้องจัดการการชุมนุมแบบนี้ด้วยการไม่ให้เกิดประเด็นที่จะปลุกคนออกมา
อย่างที่ผมกล่าวไป ประเด็นที่จะปลุกคนออกมาได้เหลือประเด็นเดียว คือประเด็นเรื่องอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ซึ่งคนก็กังวลเพราะว่าเห็นบุคคลที่เคยได้รับคำพิพากษา ความผิดเกี่ยวกับจำนำข้าว ได้รับการพักโทษหลายคน เหมือนกับการเปิดประตูว่าอย่างนี้ผู้กำกับดูแลนโยบาย ประธานกรรมการข้าว อย่างอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จะกลับมาโดยได้รับการพักโทษหรือไม่ นี่คือจุดตายของรัฐบาลจริงๆ
ต่อให้จะมีการแจกเงิน หรือมีนโยบายเศรษฐกิจที่สำเร็จขนาดไหนก็ตาม ถ้าหากคนมองว่าการกลับมาของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่เหมาะสม หรือกลับไปในลักษณะเดียวกับชั้น 14 อีก พลังฝ่ายขวาไม่นิ่งนอนใจแน่นอน พร้อมจัดคนออกมาเคลื่อนไหว แต่ปัจจุบันไม่ได้มีแค่กลุ่มฝ่ายขวากับพรรค พท.มีคนอีกกลุ่มที่อาจจะไม่อยากออกมานอกสภา แต่อยากให้เห็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอยู่ ผมเห็นว่ารัฐบาลพรรค พท.ควรจะต้องดูมิตรดูศัตรูให้ดีว่ายังอยากจะจับมือกับฝ่ายขวาต่อไปหรือไม่ หรือจะกลับมาจับมือกับฝ่ายประชาธิปไตยในการที่จะร่วมเปลี่ยนโครงสร้างสังคม
ส่วนการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกประเทศ และสภาพแวดล้อมระบบระหว่างประเทศ คือการมีรัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดี ณ ปัจจุบันยังไม่มีอำนาจ ยังไม่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง แต่ถ้าต้นปีเข้าสู่ตำแหน่งแล้ว รัฐบาล น.ส.แพทองธารจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะแนวนโยบายต่างประเทศของทรัมป์จะเปลี่ยน ความเข้มข้นในการจัดการเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศจะสูงขึ้น กำแพงทางการค้าจะมากขึ้น รวมถึงการพยายามตั้งป้อมเหมือนกับรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ในอดีต คือการตั้งคำถามกับคู่ค้าในกลุ่มประเทศ BRIC กลุ่มประเทศกําลังพัฒนาที่มีการพัฒนา และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย ประเทศบราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) และจีน (China) ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยด้วย นั่นคือส่วนหนึ่ง
อีกส่วนหนึ่งคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในยูเครน ซึ่งน่าจะจบลงในรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ในตะวันออกกลาง รวมถึงแถวบ้านเรา คือ เมียนมา รัฐบาลไทยจะปรับตัวยังไง จะจับมือกับมาเลเซียเพื่อแสดงบทบาทเป็นผู้นำอาเซียนในการเข้าไปดูแลสันติภาพในเมียนมาหรือไม่ จะกลับมาใช้บทบาทผู้นำในอาเซียนที่เราเคยมีในอดีตหรือไม่ หรือจะให้อินโดนีเซียนำเหมือนในปัจจุบัน ตรงนี้คือภาพของการเมืองระหว่างประเทศ
แต่อีกเรื่องหนึ่งจริงๆ เป็นประเด็นระหว่างประเทศ คือการเมืองไทย ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา เราใช้การเมืองในประเทศ จะเอาประเด็นมาจากการเมืองระหว่างประเทศ อย่างเรื่อง MOU44 อย่างเรื่องเกาะกูด ตรงนี้ต้องเล่นอย่างระวังว่ารัฐบาลจะวิ่งตามกระแสที่กลุ่มมวลชนฝ่ายอนุรักษนิยมปั้นขึ้นมา เรื่องเสียดินแดนหรือไม่
โดยสรุป รัฐบาลนี้ในปีหน้า 2568 จุดที่ต้องระวัง แน่นอนจุดไหนที่จะไปปลุกพลังอนุรักษนิยมกลับมาต้องระวังทุกเรื่อง และจุดที่ต้องทำโดยเร่งด่วน คือนโยบายทางการเมือง ตั้งแต่แก้รัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวังกับการได้รัฐบาลพลเรือนขึ้นมาปกครอง หลังจากการเลือกตั้งปี 2566 เราคงไม่อยากเห็นภาพที่ผู้ชุมนุมทางการเมืองในอดีต หรือภาพนักโทษทางการเมืองในอดีต ออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลพลเรือน มีสถานการณ์ไม่แตกต่างจากรัฐบาลในอดีต ซึ่งเป็นรัฐบาลทหาร เราไม่อยากเห็นภาพแบบนั้น
ฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ในนโยบายทางการเมือง ถ้ายืนหลักให้มั่น ก็ต้องทำ ถ้าเจอคนขวางเยอะ สุดท้ายยอมถอย สุดท้ายพรรค พท.จะไม่ได้ทำอะไรเลย

