หมายเหตุ – ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม อดีตคณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านท้องถิ่น วิเคราะห์สถานการณ์การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จำนวน 47 จังหวัด และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) 76 จังหวัด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้
การเลือกตั้ง อบจ.เป็นฐานที่ใหญ่ ซึ่งมี 2 ฐาน ฐานแรกคือ ฐานเลือกตั้งนายก อบจ. คือ ฐานจังหวัดทั้งจังหวัดที่ใช้เป็นเขตเลือกตั้ง ใช้เสียงประชาชนทั้งจังหวัด และฐานที่ 2 คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ. หรือ ส.อบจ. หรือ ส.จ.ในสมัยก่อน เป็นฐานอำเภอ ทั้งสองฐานนี้มีกลุ่มการเมืองที่สนใจสนามนี้ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มการเมืองในฐานอำนาจเดิมที่ต้องการยึดพื้นที่ เช่น นายก อบจ.คนเดิม ซึ่งนายก อบจ.คนเดิมมี 2 กลุ่มคือ นายก อบจ.ที่อิงกลุ่มการเมืองเดิม กับนายกที่อิงพรรคการเมือง, ผู้สมัครจากพรรคการเมือง เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือภูมิใจไทย ซึ่งอาจเป็นนักการเมืองหน้าเดิม, ผู้สมัครกลุ่มพรรคใหม่ที่คิดว่าประชาชนน่าจะเบื่อผู้บริหารหน้าเดิม เช่น พรรคก้าวไกล หรือพรรคประชาชน อีกกลุ่มหน้าใหม่คือ กลุ่มอิสระ คือกลุ่มไม่อิงการเมืองใด
สำหรับกลุ่มฐานเดิมและกลุ่มพรรคการเมือง จะเห็นว่าการเลือกตั้งปัจจุบันมีการแข่งขันสูง โยงใยไปสู่การเมืองระดับชาติเพราะเป็น อบจ. เป็นเรื่องของฐานจังหวัดและฐานอำเภอ โดยฐานจังหวัดอาจโยงบัญชีรายชื่อของการเลือกตั้งระดับชาติ บรรดาพรรคการเมืองต้องการยึดพื้นที่เพราะต้องการครองเสียงในจังหวัดทั้งจังหวัด ส่วนฐานระดับอำเภอ หรือ ส.อบจ. มีโอกาสยึดโยง ส.ส.เขต พรรคการเมืองจึงสนใจ สมัยก่อนพรรคการเมืองไม่ค่อยสนใจการเมืองท้องถิ่นอย่างจริงจัง กระทั่งการเลือกตั้ง อบจ.เมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร เมื่อผู้บริหาร ส.อบจ.ชุดนั้นครบวาระในปี 2567 และมีการเลือกตั้งในปี 2568 พบความตื่นตัวของพรรคการเมืองมาก เพราะพรรคต้องการพื้นที่จังหวัดเพื่อหวังผลไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2570 และ ส.ส.เขตเองก็ต้องการให้ ส.อบจ.มาดูแลคะแนนในการเลือกตั้งทั่วไป ในส่วนนี้จุดแข็ง คือ บ้านใหญ่ที่พรรคมีในหลายจังหวัด ยังมีคนเดิมๆ ครองพื้นที่อยู่ ส่วนกลุ่ม 3 พรรคประชาชน เคยสามารถชนะการเลือกตั้งในระดับประเทศได้คะแนนอันดับหนึ่ง ดังนั้น เขาจึงส่งผู้สมัครในจังหวัดที่มีคะแนนบัญชีรายชื่อครองอันดับ รวมทั้งจังหวัดที่ได้ ส.ส.ยึดจังหวัด เพื่อจะสามารถชนะคนเก่าได้หรือไม่ อีกทั้งส่งผู้สมัครในจังหวัดที่มีคะแนนบัญชีรายชื่อสูง แม้เขาไม่ชนะ แต่ก็ได้เช็กกระแสความนิยมที่มีต่อพรรคว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง
หากเปรียบเทียบ การเลือกตั้งทั่วไปเป็นการเลือกตั้งระดับประเทศ พรรคการเมืองต้องเสนอนายกรัฐมนตรี และประชาชนคาดหวังว่าใครเป็นนายกฯของแต่ละพรรค ดังนั้น บุคลิกของผู้นำพรรค กระแสพรรค นโยบายพรรคมีความสำคัญมาก แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นเรื่องของพื้นที่จังหวัดที่ต้องทำนโยบายพัฒนาท้องถิ่นจังหวัด บุคลิกของผู้สมัครจึงเป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนจะเลือกบุคคลที่ใกล้ชิดชุมชน ยึดโยงกับพื้นที่ ทำให้ที่ผ่านมาผู้สมัครพรรค ปชน.ยังไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ที่นั่งนายก อบจ.เลยสักจังหวัดเดียว เขาจึงหวังว่าการเลือกตั้งวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ พรรค ปชน.น่าจะยึดที่นั่งได้ แต่ก็ยังมีประเด็นเรื่องวันเลือกตั้งตรงกับวันเสาร์ ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าและเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร แต่เรื่องนี้ผมมองว่าไม่ได้เป็นผลดีและเป็นผลเสียกับใครทั้งนั้น
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยมาก คือ การปลุกกระแสความเป็นท้องถิ่น ทำไมไม่ใช้โอกาสที่คนทั้งประเทศเริ่มสนใจท้องถิ่นมาพูดเรื่องประชาชนได้อะไรจากการเลือกตั้งนายก อบจ. งบประมาณ อบจ.มีเท่าไร ควรกระจายอำนาจมากกว่าเดิมไหม เรื่องเหล่านี้ไม่ถูกนำมาใช้ แม้แต่นักการเมืองใหญ่บางพรรค ผู้นำพรรคที่ลงไปช่วยหาเสียงก็ไม่ใช้โอกาสนี้ กลับพูดแต่เรื่องภาพของพรรค นโยบายของพรรค ไม่พูดเรื่องท้องถิ่น หรือนโยบายท้องถิ่นที่พรรคจะทำให้คนในท้องถิ่น ส่วนใหญ่มองในเชิงการเมืองมากเกินไป
ตอนนี้ถ้าถามว่าผู้สมัครโดดเด่นตรงไหน คนก็มักไปมองในแบบการเมือง คือ สังกัดกลุ่มไหน พรรคไหน บ้านไหน แต่น่าจะมองว่าคนที่จะเลือกเข้ามา เข้าใจความเป็นท้องถิ่นแค่ไหน ยึดโยงกับพื้นที่ รู้ปัญหาแค่ไหน มีวิชั่น นโยบายที่จะนำเสนอต่อประชาชนเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตในชุมชนพื้นที่แค่ไหน อบจ.เป็นภาพใหญ่ในเชิงนโยบาย เช่น เสนอภาพการแก้ปัญหาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในจังหวัด เรื่องความสะอาด น้ำเสีย พื้นที่สีเขียว ภัยธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกเสนอจากผู้สมัคร แต่ผู้สมัครกลับกลายเป็นวอลเปเปอร์ให้คนของพรรคที่ไปช่วยหาเสียง ผมคิดว่าผู้สมัครต้องโดดเด่นเรื่องการมองการพัฒนาจังหวัด ท้องถิ่น และรณรงค์เรื่องกระจายอำนาจ
ในพื้นที่จังหวัด ถือว่านายก อบจ.ยิ่งใหญ่ เพราะเข้ามาจากคะแนน 1-2 แสนเสียงขึ้นไป ที่ประชาชนทั้งจังหวัดเลือกเข้ามา เป็นผู้นำจังหวัดที่ต้องเหนือผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้ง ต้องเป็นผู้นำจังหวัดที่สามารถชี้ประเด็น ทิศทางจังหวัดที่นำไปสู่อะไร เช่น ทรัพยากรธรรมชาติจะเป็นอย่างไร การจัดการน้ำ โดยภาพรวมเป็นอย่างไร ต้องมองความคิดความอ่านเรื่องท้องถิ่นพอสมควร ผมห่วงว่าจะกลายเป็นการเลือกคนที่สังกัดพรรค เมื่อได้รับเลือกมาทำงานแล้วไปไม่เป็น กลุ่มนี้เข้ามามีผลต่อการยึดพื้นที่การคุมคะแนนเสียง แต่มันต้องคิดกันว่างบประมาณที่มีจะบริหารจังหวัดอย่างไร เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ การป้องกันสาธารณภัย เรื่องการศึกษา สาธารณสุข ซึ่งมีหลายเรื่องที่ท้องถิ่นต้องทำในภาพใหญ่ สิ่งที่อยากเรียกร้องให้เกิดขึ้นจากกลุ่มผู้สมัคร และเมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วต้องทำให้ชัดเจนเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งตรงนี้ทำได้น้อยมาก ทั้งสื่อก็กลับไปพูดเรื่องการเมืองใหญ่ให้ทะเลาะกันมาก ทำให้ไม่เห็นภาพผู้สมัครจากนโยบาย เหล่านี้จะเป็นประเด็นทำให้ประชาชนไปเลือกตั้งหรือไม่ไปเลือกตั้ง เพราะการรเลือกตั้งไม่ตอบโจทย์ว่าไปเลือกทำไม

ประเมินบรรยากาศการหาเสียงเป็นอย่างไร
มองว่าการหาเสียงของผู้สมัคร อบจ.ครั้งนี้เป็นการจำลองการหาเสียงระดับชาติ ซึ่งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ประกาศชัดเจนส่งผู้สมัครกี่จังหวัด ส่วนกลุ่มสีน้ำเงินให้เป็นเรื่องผู้สนับสนุน ส.ส.ในพรรค นายทุนพรรคเป็นแรงหนุน โดยใช้วิธีการให้หัวหน้าพรรค หรือจิตวิญญาณของพรรค เช่น นายทักษิณ ชินวัตร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายวิโรจน์ ลักขณาดิศร ฯลฯ ลงไปช่วยหาเสียง เป็นการใช้พรรค ใช้การเมืองนำ ดังนั้นอยู่ที่ว่าคนเหล่านี้พูดอะไรบนเวที ซึ่งมักให้น้ำหนักไปกับการพูดเรื่องพรรคเสียมาก ไม่พูดเรื่องท้องถิ่นเลย ผมว่าการไปไม่ผิด แต่เรียกร้องให้พูดเรื่องการกระจายอำนาจด้วย โดยเฉพาะพรรครัฐบาล ต้องบอกด้วยว่าจะกระจายอำนาจให้ อบจ.อย่างไร จะถ่ายโอนภารกิจให้ อบจ.มากขึ้น อยากเห็นภาพแบบนี้ แต่พรรคยังไม่เล่นเต็มที่ อีกส่วนผมอยากเห็นภาพลีดเดอร์ชิป ความเป็นผู้นำของนายก อบจ.ต้องมายืนแถวหน้า เพราะนายก อบจ.คือ ผู้นำจังหวัด ต้องเสนอบริบทของจังหวัดด้านต่างๆ จะแก้ปัญหาอย่างไร จะประสานเครือข่าย เพื่อผนึกพลังทำงานให้จังหวัดอย่างไร แต่ภาพนี้ไม่ค่อยเห็น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการใช้แกนนำลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียงนั้นได้ผล ได้นายก อบจ. แต่ไม่ได้ผลในการทำให้ประชาชนเข้าใจ อบจ.อย่างแท้จริง กลับทำให้ประชาชนมองภาพเข้าใจผิดหมดเลย ประชาชนแยกไม่ออกว่าเป็นการเลือกตั้งระดับชาติ หรือท้องถิ่น เป็นเรื่องผิดฝาผิดฝั่ง ผมอยากให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นเรื่องของท้องถิ่นจริงๆ ชูความเป็นท้องถิ่น นโยบาย ท้องถิ่น ประชาชนรับประโยชน์จากท้องถิ่น
สำหรับความตื่นตัวของประชาชนในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ประเมินว่าไม่ต่างจังหวัดที่เลือกตั้งไปก่อนครบวาระในช่วงก่อนหน้านี้ 27 จังหวัดที่ทยอยลาออก อาจคาดหวังว่ามีความได้เปรียบจะได้กลับมาอีก แต่คนไปใช้สิทธิไม่สูงประมาณ 50% บางแห่งต่ำกว่า 40% ถ้าเปรียบเทียบกับผลการเลือกตั้ง อบจ.ปี 2563 หลังรัฐประหาร ในปี 2557 พบว่าครั้งที่แล้วจำนวนผู้มาใช้สิทธิบางจังหวัดสูงกว่า 70% หรือเฉลี่ยกว่า 62% เมื่อเทียบกับผลการเลือก 20 กว่าจังหวัดช่วงก่อนหน้านีพบว่า คนไปใช้สิทธิต่ำกว่าเดิมประมาณ 12% และคาดว่าการเลือกตั้งวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ถ้ากระแสไม่แรง ประชาชนไปใช้สิทธิคงจะใกล้เคียงกัน ไม่เกิน 60% แต่ก็ขึ้นอยู่กับจังหวัด บางจังหวัดตื่นตัวอาจ 70%
ดังนั้นอยากเรียกร้องไปยังพี่น้องว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นมีความสำคัญต่อตัวพี่น้องเอง ท้องถิ่นอยู่ใกล้ชิดประชาชน เกี่ยวพันกับวิถีของประชาชนในพื้นที่ ขอให้ไปเลือกตั้งเยอะๆ การเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นเรื่องของเรา ถ้าเราแสดงออกถึงการปกครองท้องถิ่นที่ต้องการกระจายอำนาจ ฉะนั้นเราต้องแสดงพลัง ต้องไปให้สุด ไปแสดงออกว่าต้องการกระจายอำนาจ
ในเรื่องงบ อบจ. มีคนพูดกันมากว่า อบจ.งบเยอะในเรื่องนี้ คิดว่าประชาชนน่าจะรู้เรื่องงบท้องถิ่น รัฐบาลควรบอกประชาชน ผู้สมัครก็ควรบอกประชาชน ซึ่งมีผลมาก เคยพบบางจังหวัดผู้สมัครบอกข้อมูลให้ประชาชนทราบ เช่น มีงบพันล้าน อดีตนายกคนเก่าใช้ไปเท่าไร ทำอะไร เชื่อไหมว่าคนที่บอกได้รับเลือกตั้ง บางจังหวัดมีงบมากจริง ซึ่งงบ อบจ.มาจาก 3 ส่วน คือ งบจากการจัดเก็บภาษี เก็บจากโรงแรมเอง ภาษียาสูบ ปิโตรเลียม รังนกอีแอ่น งบที่ได้รับจากการจัดสรรและเงินอุดหนุนจากรัฐ ซึ่ง อบจ.จัดเก็บเองยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้ อบจ.อยู่ได้จากงบที่รัฐจัดเก็บแล้วแบ่งให้และเงินอุดหนุนของรัฐ ในเรื่องนี้ต้องไปคิดเรื่องงบที่ อบจ.จัดเก็บเอง รัฐบาลจะปล่อยให้จัดเก็บมากกว่านี้ไหม และภาษีที่รับจัดเก็บแล้ว
แบ่งให้ อบจ.ควรเพิ่มเปอร์เซ็นต์มากกว่าหรือไม่ เพราะรัฐบาลถ่ายโอนภารกิจให้ อบจ.ดูแล เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องใส่ใจ ไม่อย่างนั้นจะเกิดคำถามว่ามีรัฐบาลแล้ว
มี อบจ.ไปทำไม
ในเรื่องนี้ ภารกิจ อบจ. คือ ภาพจังหวัดที่ต้องทำเรื่องใหญ่ๆ ที่ควรจะทำในภาพรวม เช่น การกีฬา ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา สาธารณสุข อบจ.น่าจะทำโรงพยาบาลแข่งกับรัฐ ทำโรงเรียน ที่ต้องการทักษะตามบริบทพื้นที่ ทำเรื่องที่เทศบาลและ อบต.ในพื้นที่ทำไม่ได้ ประชาชนจะได้เห็นว่า อบจ.มีความหมาย สุดท้าย อยากให้เลือกตั้ง อบจ.แทนผู้ว่าฯไปเลย ลดบทบาทผู้ว่าฯ ไม่ต้องเลือกผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย ให้ดูแลในฐานะตัวแทนของรัฐในจังหวัด รักษาผลประโยชน์ของรัฐ ดูแลนโยบายสำคัญๆ ของรัฐ แต่การพัฒนาจังหวัด แผนจังหวัดที่สำคัญเป็นของ อบจ. จะทำให้นายก อบจ.มีความสำคัญ ทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญว่าเมื่อเลือกตั้ง อบจ.แล้ว จังหวัดต้องเปลี่ยน ทั้งการท่องเที่ยว การศึกษา สาธารณสุข เหมือนกับการเลือกตั้งเทศบาลที่เป็นพื้นที่เล็ก แต่ประชาชนมีอิสระมาก เลือกนายกเทศมนตรีใหม่แล้วพื้นที่เทศบาลเปลี่ยนเลย ส่วนกรณีจะมีคนของพรรคเข้าไปก็ไม่เป็นไร เพราะรัฐธรรมนูญไม่ห้ามผู้สมัครนายก อบจ.จะสังกัดพรรคหรือไม่ แต่พรรคการเมืองอย่าทำเพียงแค่ยึดพื้นที่ ยึดจังหวัด หรือแค่กระบวนการทางการเมืองเพื่อให้พรรคชนะ นอกจากกระบวนการทางการเมืองแล้วต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่าประชาชนได้อะไรจากการเลือกนายก อบจ.
ไม่ใช่ ส.ส.เอาปัญหาในจังหวัดตัวเอง ปัญหาสะพาน ขยะ น้ำท่วมไปเสนอหารือแก้ปัญหาในที่ประชุมสภาเป็นหมื่นเรื่อง เรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นแก้ไข ดังนั้นวิงวอนนักการเมืองที่ลงไปหาเสียงตอนนี้ ให้พูดในเรื่องหน้าที่ บทบาทของ อบจ.จะช่วยประชาชนอย่างไร จะพลิกผันให้จังหวัดเปลี่ยนโฉมได้อย่างไร มากกว่าเสนอนโยบายของรัฐบาล เพราะประชาชนทราบนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว อย่าไปพูดเรื่องมุมการเมืองมากเกินไป จึงพูดในมุมที่ประชาชนจะได้อะไรจากการเลือกตั้งท้องถิ่นอันนี้จะเป็นมีผลต่อผู้มาใช้สิทธิ
มองภารกิจ บทบาท ของผู้ได้รับเลือกตั้งนายก อบจ.
รื่องแรก นายก อบจ.จะดึง ส.อบจ.เข้ามาในกลุ่มมากที่สุด จะเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัคร ส.อบจ.ที่อิงผู้สมัครนายก อบจ. 80% เป็นผู้สมัครอิสระน้อยมาก ทั้งนี้เพื่อคุมเสียงในสภา การจัดสรรงบประมาณ การไม่ถูกตั้งกระทู้ถาม นอกจากนี้จากที่ผ่านมา ยังไม่เห็นผู้สมัครนายก อบจ.เสนอนโยบายที่โดนใจประชาชน ไม่เหมือนการเลือกตั้งใหญ่ที่นโยบายโดนใจประชาชน อยากให้สื่อหรือนักวิจัยนำเสนอ หรือโพลเรื่องนี้ว่า นายก อบจ.ที่เสนอนโยบายถูกใจประชาชน เช่น ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ จะแก้ปัญหาอย่างไร จะแก้ปัญหาในกี่ปี ปัญหาที่มีการร้องเรียนในหลายจังหวัด แต่ยังไม่มีใครประกาศนโยบายที่ชัดเจน เช่น ปัญหาแรงงานต่างด้าว ประชากรแฝง เด็กติดยา เรื่องนี้มีแต่เรียกรองให้รัฐบาลแก้ แต่จริงๆ ต้องมาจากฐานพื้นที่ประกาศก่อน ต้องทำให้โดน ถ้าการเมืองระดับจังหวัดเด่น จะทำให้การเมืองใหญ่อ่อนไปเลย เขาถึงบอกว่าการกระจายอำนาจนำไปสู่การสร้างนักการเมืองระดับชาติ เพราะเลือกมาจากการเมืองระดับท้องถิ่นที่โดดเด่น แต่ปัจจุบันนักการเมืองระดับชาติที่ได้รับเลือกมาจากท้องถิ่นกลายเป็นผูกพันกับการเมืองเกินไป อยากเห็นนายก อบจ.ที่ไม่ได้ตามหลังนักการเมือง แต่ต้องนำการเมืองในจังหวัดตนเอง ทั้งยังเป็น Think Tank ให้กับนักการเมือง
ประเมินแนวโน้มผลการเลือกตั้งอย่างไร
ถ้าดูจากผลการเลือกตั้ง 29 จังหวัดที่เลือกตั้งไปก่อนหน้านี้ จะพบว่า 16 จังหวัดได้คนเดิม อีก 10 เปลี่ยนหน้าใหม่ แต่เป็นหน้าใหม่ที่พรรคการเมืองเปลี่ยนตัวเล่น โดยยังคงอยู่ภายใต้การคอนโทรลของพรรค โดยรวมคือ 80% เป็นคนเดิม ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ถ้าคนหน้าใหม่ หรือกลุ่มอิสระกระแสดี ชูนโยบายดี เชื่อว่าได้เข้ามาไม่เกิน 30% ส่วนอีก 70% ยังคงเป็นคนเดิม
ส่วนผลการเลือกตั้ง อบจ. จะมีผลต่อการเมืองการเลือกตั้งระดับชาติแค่ไหน จริงๆ เป็นเรื่องอุปถัมภ์มาโดยตลอด การเมืองก็เป็นการเมือง แต่การพัฒนาพื้นที่ควรปลอดการเมือง ควรมีอิสระ ผู้บริหารท้องถิ่นมาด้วยคะแนนเสียง ต้องใช้นโนบายเป็นหลัก แต่ที่ผ่านมากลายว่าเป็นการเมืองใหญ่ใช้ฐานบ้านใหญ่ในพื้นที่อยู่แล้ว ยิ่งถ้าใช้ฐานผู้บริหารท้องถิ่นด้วยยิ่งได้ผล เพราะมันมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง
แต่อย่าลืมว่า ประชาชนตื่นรู้ ประชาชนฉลาดขึ้น ประชาชนอาจเลือกนโยบาย ดังจะเห็นในการเลือกตั้งใหญ่คนบ้านใหญ่ กลุ่มการเมืองเก่าอกหักกันเป็นแถว

