หมายเหตุ – นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ให้สัมภาษณ์ก่อนพิธีอำลาตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กต. ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ที่ กต. เมื่อวันที่ 9 กันยายน
รัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยอยู่บนพื้นฐานสำคัญของการแก้ไขโดยสันติวิธี และความตั้งใจจริงของทั้ง 2 ประเทศ ตามกรอบกฎบัตรสหประชาชาติ อีกทั้งยึดถือสิ่งสำคัญที่สุดว่าจะต้องไม่สูญเสียอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ส่วนการแก้ปัญหาเกี่ยวกับเส้นเขตแดนเป็นเรื่องซับซ้อน และต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐสภาให้เป็นผู้อนุมัติด้วย
หลักการเหล่านี้ทำให้รัฐบาลไทย โดยผมและ กต.ได้พยายามเรียกร้องมาตลอดให้กัมพูชามาสู่โต๊ะเจรจา ตามกลไกการเจรจาทวิภาคี ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศภายใต้กรอบขององค์การสหประชาชาติ และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543 ที่กำหนดให้การแก้ปัญหาเรื่องเขตแดน ต้องเจรจาทวิภาคีภายใต้กรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม
(เจบีซี) ไทย-กัมพูชา โดยผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่คงยึดถือแนวทางการเจรจาทวิภาคีเป็นหลัก
ดังนั้น ไทยจึงใช้เอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ปี 2543 กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติมาตลอด ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา แม้ในช่วงต้นปฏิเสธการหารือทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหา จนกระทั่งมีการปะทะกันระหว่างกำลังทหารของทั้ง 2 ประเทศ แต่จากการประสานสอดรับกันอย่างดีระหว่างนโยบายด้านการต่างประเทศ และมาตรการทางทหารของฝ่ายไทย จึงประสบความสำเร็จ สามารถกดดันให้กัมพูชากลับมาสู่การเจรจาทวิภาคีกับไทย เพื่อแก้ปัญหาเขตแดน และการกระทบกระทั่งกัน รวมถึงทำให้ไทยไม่ถูกตำหนิจากประชาคมโลก สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาล
ในการเดินทางเยือนประเทศสวีเดนเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้เป็นไปสักขีพยานในการลงนามจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน มีโอกาสไปยืนยัน และประกาศท่าทีของประเทศไทย ที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน และชี้แจงนโยบายของไทยในการใช้มาตรการป้องกันตัวเอง และตอบโต้การรุกรานของกัมพูชาที่โจมตีพลเรือนไทย ขณะเดียวกัน เราจำกัดเป้าหมายทางทหาร และไม่โจมตีพลเรือน จึงเป็นจุดสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสวีเดน และประเทศอื่นๆ ยอมรับการดำเนินการของไทย
จากนั้น ผมได้เยือนนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อพูดคุยกับภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งผมได้แสดงให้ทุกประเทศเห็นว่าไทยยึดมั่นกฎบัตรสหประชาชาติ และอนุสัญญาข้อตกลงต่างๆ จนผู้แทนนานาชาติ อาทิ นอร์เวย์ ออสเตรเลีย เยอรมนี และเบลเยียม เปรู และญี่ปุ่น ชื่นชมไทย และสนับสนุนไทยแก้ปัญหาอย่างสันติ เพื่อสะท้อนการสนับสนุนอนุสัญญาออตตาวา
กต.ไม่เคยนิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และศึกษารายละเอียด ได้วางยุทธศาสตร์ไว้ในการยืนยันความชอบธรรมของไทย ที่ยึดมั่นเรื่องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ, หลักการของข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือไอซีอาร์ซี ที่ดูแลให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งไทยยึดมั่นต่อมาตลอด ทั้งการป้องกันตนเอง และการไม่โจมตีเป้าหมายทางพลเรือน ยึดมั่นไม่ใช้ทุ่นระเบิดสังหาร ไม่ใช้สงครามข่าวสารบิดเบือน และการไม่ใช้โล่มนุษย์ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯได้ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการใช้สงครามข่าวสารของกัมพูชา เป็นไปตามที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ตอบโต้ หรือใช้ข่าวสารในช่องทางที่ไม่เป็นทางการ แต่จะใช้กลไกทางการในการชี้แจง
ทำให้ประเทศต่างๆ ชื่นชมไทยว่าดำเนินการกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงกฎบัตรอาเซียน ดังนั้น จึงยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลของ น.ส.แพทองธารได้ดำเนินการมาตลอด โดยเฉพาะหลักการสันติวิธี บูรณภาพแห่งดินแดน และแก้ไขด้วยความตั้งใจจริง จนทำให้หลายประเทศสนับสนุน และเห็นพ้องกับไทย
้มากขึ้น เพื่อกำหนดเส้นเขตแดนให้ชัดเจน และพยายามหารือกันให้มากขึ้น เพื่อรักษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาที่ไทยและกัมพูชาจะพิจารณา เชื่อว่าอีกไม่นานจะถึงจุดที่กัมพูชาต้องตระหนักว่าไทยและกัมพูชา เป็นประเทศที่อยู่ติดกันมาตลอด ประชาชนจะต้องติดต่อกัน และเป้าหมายที่ดีที่สุด คือ การแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เหมือนประเทศอื่นๆ ที่มีความขัดแย้งระหว่างกัน
ยังอยากเห็นการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงคือประชาชน ไทย-กัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่มีแนวชายแดนอยู่ร่วมกัน ควรอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มุ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ เพื่อประชาชนทั้ง 2 ประเทศ การมีความสัมพันธ์ที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และเป็นหลักประกันในการใช้ชีวิตตามแนวชายแดนของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่มองประเด็นนี้เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะไทยและกัมพูชา ยังเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน ดังนั้น การรื้อฟื้นความสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งในโลกศตวรรษที่ 21 การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศที่ 3 หรือประเทศอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน หรือกระบวนการผลิตในปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนถึงผู้บริโภค จึงมีความสำคัญ
ส่วนเรื่องเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ปี 2543 ที่บางพรรคการเมืองเมื่อเป็นรัฐบาล สนับสนุนให้ยังมีอยู่ แต่เมื่อเป็นฝ่ายค้านกลับเรียกร้องให้ยกเลิกนั้น ผลประโยชน์ของประเทศสำคัญกว่ากระแสการเมือง ขอย้ำว่าเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ปี 2543 สามารถทำให้หลักเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา กว่า 70 หลัก ตกลงกันได้กว่า 40 หลัก และยังทำให้ทั้ง 2 ประเทศ มาหารือในการแก้ปัญหาเขตแดน เอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ปี 2543 เป็นกรอบการเจรจาที่ทำให้ไทยและกัมพูชาต้องมีพันธกรณีมาเจรจาแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีและจริงใจ ไม่ไปเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ที่จะทำให้การตกลงเขตแดนเป็นไปยากขึ้น แต่ถ้ายกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าว หลักเขตแดนที่ตกลงกันได้แล้วกว่า 40 หลัก อาจต้องถูกยกเลิกไป ซึ่งจะกระทบกับหลักเขตแดนที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้แล้ว ฉะนั้น การตัดสินใจต่างๆ จะต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ
เอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ปี 2543 ทำให้ใช้กลไกเจบีซี ไทย-กัมพูชา มาพูดคุยกันเรื่องเส้นเขตแดน ซึ่งการประชุมเจบีซีไทย-กัมพูชา ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กำหนดให้ไทย-กัมพูชา จะต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง ไลดาร์ (LiDAR) เพื่อหาข้อยุติเส้นเขตแดน ร่วมกับเอกสารต่างๆ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับร่วมกัน ดังนั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยเส้นเขตแดนให้ชัดเจน
แต่ถ้าไทยยกเลิกเอ็มโอยูปี 2543 อาจทำให้กัมพูชาหยิบไปใช้เป็นข้ออ้างเพื่อนำเรื่องขึ้นสู่ศาลโลกได้ ซึ่งจะสวนทางกับวิธีการของไทยในการแก้ปัญหาแบบทวิภาคี 2 ประเทศ รวมทั้งไทยยังใช้ประโยชน์
เอ็มโอยูนี้ในการแก้ปัญหาระหว่างกัน ที่พื้นที่ของไทยซึ่งกัมพูชาเคยรับทราบไปแล้ว แต่กลับละเมิดเขตแดนที่ยึดมั่น ทำให้ประเทศไทยมีเหตุผลเพียงพอในการกดดัน หรือใช้วิธีการ เพื่อให้กัมพูชาตระหนักข้อตกลงที่ได้ยอมรับไปแล้ว
ส่วนจะมีโอกาสที่เอ็มโอยูดังกล่าวถูกยกเลิกหรือไม่ เพราะสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ กรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศเคยมีข้อเสนอว่าไม่ควรยกเลิก จนทำให้รัฐบาลขณะนั้นประกาศเป็นมติคณะรัฐมนตรีไปแล้วนั้น ผมและเจ้าหน้าที่ กต.ต่างเห็นพ้องว่าเอ็มโอยูปี 2543 เป็นประโยชน์ แต่เนื่องจากในประเทศยังมีความเห็นที่ต่างกัน จึงต้องหาจุดยืนร่วมกันได้ให้ และเราพร้อมรับฟังความเห็นต่างที่เกิดขึ้น บนพื้นฐานผลประโยชน์ประเทศและประชาชน ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าการดำเนินการที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คำนึงถึงประเทศชาติ
กรณีที่ประธานาธิบดีจีนประกาศบริจาคเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ประมาณ 90 ล้านบาทแก่รัฐบาลกัมพูชา เพื่อช่วยฟื้นฟูความเสียหายของชาวกัมพูชาจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชานั้น การได้รับเงินช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเป็นเรื่องปกติ ซึ่งประเทศเมียนมา
ได้รับเช่นกัน สำหรับไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่เป็นประเทศผู้รับ แต่เป็นประเทศผู้บริจาค
เรื่องที่สมเด็จฯฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ส่งจดหมายแสดงความยินดีกับนายอนุทิน นายกฯคนใหม่ จะถือเป็นความพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือเป็นไปตามมารยาททางการทูตนั้น เป็นไปได้ทั้ง 2 แนวทาง คือแสดงมารยาททางการเมืองด้วยการแสดงความยินดี และเปิดช่องการแก้ปัญหา และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ เพราะที่ผ่านมา มาตรการทางการทูตและการทหารของไทย บรรลุความสำเร็จ สามารถกดดันให้กัมพูชายุติการรุกราน แล้วหันมาเจรจาทวิภาคี ซึ่งไม่เฉพาะเรื่องเขตแดน แต่รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง อยากให้รัฐบาลรักษาข้อตกลงกับพรรคประชาชน (ปชน.) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น มุ่งเน้นการนำไปสู่หลักการการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตามระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่จำเป็นจะต้องมีหลักประกันชัดเจนว่าจะต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ
เพราะจากการที่ผมมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ พบว่า หลักการตรวจสอบถ่วงดุล มีผลสำคัญที่จะทำให้การบริหารประเทศ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยมีศักยภาพมาก สามารถใช้ศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ ทำให้ประเทศก้าวหน้า มีอัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจเป็นรูปธรรม เชื่อมั่นว่า ถ้าสามารถแก้ไขหลักการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นอยู่ จะทำให้พัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ ในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างดี

