รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ผ่าน 1 เดือนมาแล้ว จากไทม์ไลน์ 4 เดือนยุบสภา ตามเงื่อนไข “พิเศษ” ซึ่งเป็นเดิมพันใหญ่ของพรรคประชาชน ที่ต้องการแลกมาด้วยกระบวนการประชามติแก้รัฐธรรมนูญ
ในจังหวะที่ยังมองไม่เห็นความคืบหน้าใดๆ จากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ขณะที่กระแสของคนในสังคมก็ไม่สูงพอที่จะกดดันให้รัฐบาล ไม่บิดพลิ้วคำมั่นสัญญานี้
ท่ามกลางสถานการณ์การเมือง 3 เส้า ที่ 3 พรรคใหญ่ กำลังชิงไหวชิงพริบเพื่อความได้เปรียบ สำหรับการเลือกตั้ง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ได้กลายมาเป็น “ตัวประกัน” ทั้งต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลตามเงื่อนเวลาของ MOA ทั้งต่อการตรวจสอบรัฐบาล จากฝ่ายนิติบัญญัติที่พรรคฝ่ายค้านบางพรรคยืนยันจะทำหน้าที่
นี่จึงเกิดเป็นคำถามย้อนกลับไปยังพรรคประชาชนว่า การโหวตภูมิใจไทย ให้อนุทิน เป็นนายกฯ โดยที่ไม่ร่วมรัฐบาล มันคุ้มค่าหรือไม่ ?
“มติชนออนไลน์” จึงชวน “สมชาย ปรีชาศิลปกุล” ศาสตราจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมสนทนากันแบบยาวๆ ถึงสถานการณ์การเมืองเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
⦁ มองสถานการณ์การเมืองเป็นอย่
เอาเข้าจริง ผมว่า รัฐบาลอนุทิน แม้จะถูกมองว่า เป็นรัฐบาลที่มีเส้นก็ตาม แต่ก็อยู่ในสถานะเดียวกันกับรั
ผมคิดว่า การที่พรรคประชาชนไปสนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยเป็
ผมอยากเรียกภาวะแบบนี้ หรือสิ่
ในสภาเราเห็นการปลดนายกฯ ไม่ว่าจะคุณเศรษฐา หรือคุณแพทองธาร ด้วยข้อหาที่มันพิกลมากๆ แม้เราจะชอบหรือไม่ชอบการกระทํ
ขณะที่ การเมืองนอกสภาก็มีเรื่องพิสดาร จากเหล่าอินฟลู
อย่างเรื่องนโยบายการต่างประเทศ เราเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ทั้งๆที่เรื่องนี้
ถามว่า ภาวะการเมืองวิปลาสนี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แน่นอนคนจำนวนมากอาจโยนว่า เป็นเรื่องของนักการเมืองชั่ว นักการเมืองไม่ฉลาด
แต่สำหรับผม ผมคิดว่าปัจจัยสําคัญหรือปัจจัยพื้นฐานที่
ในแง่หนึ่ง มันทำให้อํานาจของสถาบั
ขณะที่อีกแง่หนึ่ง มันไปทำให้สถาบันที่ไม่ได้
ภาวะแบบนี้เอง มันจึงกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้
⦁ แต่มันมีเงื่อนไขของการอยู่
ผมเดาว่า พรรคประชาชนเขาคงคิดว่าตอนนี้น่
อย่างที่บอกว่า พอตัวรัฐธรรมนูญเป็นปัญหา พรรคประชาชนคงมองว่า รัฐธรรมนูญเป็นปัญหาหัวใจสําคัญฉะนั้นตราบเท่าที่ไม่แก้รั
นี่จึงทำให้เขาเลือกใช้จังหวะนี้ไปสนับสนุนคุณอนุทิน แม้ว่า จะมีคนจํานวนมากไม่เห็นด้วยก็
⦁ สภาพการเมืองง่อนแง่นแบบนี้แล้ว การแก้รัฐธรรมนูญจะไม่ง่อนแง่
ในแง่หนึ่ง ผมก็เห็นด้วยนะ คือมองว่า จังหวะจนถึงเวลานี้ มันน่าจะเป็น “หน่าต่างแห่งโอกาส” หรือ เป็นช่วงจังหวะที่พอจะเป็นไปได้
ย้ำนะว่า มาจนถึงเวลานี้ เพราะข้างหน้า มันอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นอีกก็
แล้วตรงนี่แหละ ที่จะเป็นความเสี่ยงอย่างน้
ความเสี่ยงแรก ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ผมคิดว่า คนจํานวนมาก ก็จะหันมาวิพากษ์วิจารณ์
ความเสี่ยงที่สอง ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งหน้
ถามผมว่า นี่เป็นความสุ่มเสี่ยงหรือเปล่า ผมก็คิดว่าใช่มีโอกาสที่รัฐธรรมนูญจะไม่สํ
แน่นอน การเลือกตั้งครั้งหน้า ผมคิดว่า เรื่องลุงไม่มีแล้ว ต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา นโยบายที่เรียกว่า มีลุงไม่มีเรา ของพรรคก้าวไกลที่เก็
แต่ว่ารอบหน้า มันไม่มีลุงมาเกี่ยวข้องแล้ว พอไม่มีลุงมาเกี่ยวข้อง ผมก็เลยคิดว่า ยังคาดเดาได้ไม่ง่ายเหมือนกันว่
แล้วไอ้ความเสี่ยงเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องคะแนนเสียงเลื
หมายความว่า ถ้าผลการเลือกตั้งข้างหน้า สมมติว่า พรรคประชาชนมีคะแนนลดฮวบเลย แรงกดดันที่จะทำให้เกิดการประนี

⦁ ถ้า ชนชั้นนำ-ผู้มีอำนาจ ไม่เอาด้วย การประนีประนอมก็ไม่เกิดขึ้น การเมืองก็เหมือนเดิมอยู่ดี ?
จะบอกว่า เหมือนเดิม ผมก็ยังไม่คิดว่า จะเป็นแบบนั้น
คือแบบนี้ พอพูดว่า ประนีประนอม มันแปลว่าไม่มีใครได้หมด แล้วก็ไม่มีใครเสียหมด คือชนชั้นนําดั้งเดิม หรือชนชั้นนําที่ได้ประโยชน์อยู่
ตัวอย่างในหลายๆประเทศ มันต้องเกิดจากความเห็นพ้องร่
เพราะสภาพในแอฟริกาใต้ตอนนั้น นักลงทุนไม่เข้า ขณะที่คนผิวขาวจํานวนหนึ่งก็เริ่
พอถึงจังหวะหนึ่งทุกฝ่ายก็
คำถามคือ แล้วสังคมไทยล่ะ ผมคิดว่า เราอยู่ในสภาพแบบนี้มา 20 ปีแล้ว นับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 แล้วมาใช้รัฐธรรมนูญ 2550 สืบเนื่องมาถึงรัฐธรรมนูญ 2560 มันผ่านมา 2 ทศวรรษแล้ว เทียบกับในหลายๆประเทศ 20 ปีถือว่า มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่เราไม่ได้เขยิบไปไหนเลย
เพราะฉะนั้นในแง่นี้ ชนชั้นนำจำนวนไม่น้อยก็น่
⦁ ผลการเลือกตั้ง หรือเกิดวิ
รัฐธรรมนูญ 2540 มันมาก่อนที่จะเกิดวิกฤติ
แต่ตอนนี้ ปัญหาในทัศนะของผม บ้านเราตอนนี้ กำลังเจอวิกฤตเศรษฐกิจแบบซึมลึก
หมายความว่า มันไม่ใช่วิกฤตประเภทแบบ 2540 ที่เศรษฐกิจมันตกวูบเลย วันนี้เศรษฐกิจบ้านเรามันเป็
ในความเห็นผม นอกจากตัววิกฤตเศรษฐกิจ ผลการเลือกตั้งก็สำคัญ อย่าง 2 รอบที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า ผลการเลือกตั้งมันทำให้ชนชั้
สิ่งเหล่านี้มันจึงสะท้อนผ่
⦁ 2 ปีที่ผ่านมาเห็นชัดว่า ยังมีการใช้ตุลาการภิวัฒน์ ใช้นิติสงคราม ทำลายฉันทามติของประชาชน หักผลการเลือกตั้งด้วยรัฐบาลข้
ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะมันทำให้สถาบันทางการเมื
ในแง่หนึ่ง ผมอยากจะเตือนว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นแน่นอนว่า องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้
แต่ว่า อีกแง่หนึ่ง พอใช้บ่อยๆ นานวันขึ้น สิ่งที่เราเห็นคือตอนนี้คือ องค์กรเหล่านี้ เมื่อเทียบกับช่วงรัฐธรรมนูญ 2550 จนถึงวันนี้ เราเห็นชัดว่า แม้เขาจะมีอำนาจ แต่ความชอบธรรมมันลดลงไปอย่
หมายความว่า แม้ผู้มีอำนาจอยากจะใช้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์
ซึ่งในความเห็นผม บางองค์กรไม่จำเป็น ไม่มีประโยชน์ต้องโละทิ้ง พูดตรงๆเปลืองภาษี เพราะนอกจากไม่มีผลงานเป็นที่
⦁ แต่ที่ผ่านมา นักการเมือง-พรรคการเมือง แทนที่จะผนึกกำลังกันแก้สิ่งเหล่านี้ แต่กลับกลายเป็นว่า เอามาใช้เป็นอาวุ
ใช่ ในแง่หนึ่งพวกองค์กรอิสระ หรือพวกองค์กรที่อยู่
⦁ ถ้ายังมีการใช้เครื่องมือเหล่
คือก่อนหน้าปี 2563 ผมก็ไม่เคยเชื่อว่า จะมีการเมืองบนท้องถนนที่มันกว้
พอถึงจังหวะหนึ่ง พอคนเริ่มมองเห็นว่า ถ้าช่องทางของการเปลี่
แน่นอนว่า หลายครั้งเราไม่อยากให้มันเกิ
ฉะนั้น ผมว่า ทำการให้ในระบบให้ประชาชนไปเลื
แน่นอน การประนีประนอม มันคงไม่ได้หมายความว่า จะเปลี่ยนเป็นแบบหน้ามือเป็นหลั
โอเค การยอมให้เปลี่ยนในบางเรื่องที่
⦁ คือทําให้การเมืองมีเสถี
อย่างน้อยๆ ทําให้สถาบันทางการเมืองที่

⦁ เท่าที่ผมฟังอาจารย์ดูยังมีความหวังกับการออกจากทศวรรษที่สูญหาย ?
คือมันจําเป็นต้องมีความหวัง ผมจะชวนให้จับปืนไปยิงกับรัฐบาลหรือ มันก็ไม่ใช่
ต้องยอมรับว่า องค์กรที่มันมีความสามารถในการใช้กําลังและอาวุธ มีทักษะมีงบประมาณ มากกว่าประชาชน มันก็คือกองทัพ มันคือรัฐบาล มันคือระบบราชการนั่นแหละ
ฉะนั้น ผมคิดว่า สิ่งที่สาธารณะสังคมส่วนต่างควรทําคือ เราต้องสร้างแรงกดดันผ่านเหตุผล ผ่านสื่อมวลชน ผ่านพื้นที่ต่างๆเพื่อหวังว่า เอ้ย วันนี้มันเป็นโลกของความเปลี่ยนแปลงแล้ว เรากำลังตกขบวนของความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้นความเปลี่ยนแปลงคงน่าจะต้องเป็นสิ่งที่ยอมรับแล้วก็ยอมให้มันเกิดความเปลี่ยนแปลงได้บ้าง
โอเค แน่นอนถ้าเมื่อไหร่ที่มันมีการลงท้องถนน มันก็อาจจะเป็นทั้งเป็นไปแบบ โดยสงบหรือเป็นไปแบบโดยไม่สงบก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้มันคาดเดาได้ยาก เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดที่ชนชั้นนําควรทําคือยอมรับว่า มันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แล้วยอมให้มันเกิดความเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้น ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่ผมคิดว่า ดีที่สุดสําหรับทุกฝ่าย
⦁ ถ้าขึ้นปีที่ 20 แล้วยังออกจากทศวรรษที่สูญเปล่าไม่ได้ โดยที่ยังวนเวียนอยู่กับนิติสงคราม หักผลการเลือกตั้ง การเมืองไร้เสถียรภาพ อยู่อย่างนี้?
แรงกดดัน หรือความตึงเครียดทางสังคม มันคงเพิ่มมากขึ้น แล้วถ้าเมื่อไหร่ๆที่มันเกิดสภาวะความตึงเครียดทางสังคมมากขึ้น ความไม่พอใจที่มันสั่งสมมากขึ้น มันก็พร้อมจะระเบิดขึ้นได้ง่ายเช่นเดียวกัน
ที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว บางครั้งก็จบลงด้วยดี บางครั้งจบลงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นอย่าดูแคลนอารมณ์ความรู้สึก หรืออย่าดูแคลน ความโกรธ ของคนในสังคมไทยน้อยจนเกินไป
⦁ จนถึงวันนี้ หลังการโหวตภูมิใจไทย อาจารย์คิดว่า ชนชั้นนําบางพวกยอมรับกับพรรคประชาชนได้แล้วหรือยัง ?
ยังไม่ขนาดนั้นหรอก
ภาพกว้างตั้งแต่หลังรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นต้นมา เราน่าจะได้เห็นว่า มันมีการเคลื่อนไหวทางสังคมเกิดขึ้น โดยเยาวชนคนรุ่นใหม่ การเกิดขึ้นของพรรคการเมือง อย่างพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล รวมถึงพรรคประชาชน เราได้เห็นกระแสแบบนี้มาต่อเนื่อง อย่างน้อยๆก็กําลังจะครบทศวรรษแล้ว แล้วกระแสนี้ถามว่า มันดับไปหรือเปล่า ซึ่งเท่าที่ผมติดตาม ผมคิดว่า มันไม่ดับไป โอเคมันอาจจะแผ่วไป
แต่เรื่องนี้มันน่าเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เอ้ย ถ้ายังไม่มี การทําให้การเมืองมันเปิดกว้างมากขึ้น หรือทำการเมืองให้ที่ยอมรับ เมื่อเสียงของคนที่เห็นต่างมากขึ้น แรงกดดันจากคนที่มันเดือดร้อน คนที่มันเกี่ยวข้องก็จะกว้างขวางขึ้น ถ้ายังปล่อยแบบนี้ต่อไป มันคงไม่มีประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ของสังคมแน่ๆ
ดังนั้น อย่างที่พูดว่า ตัววิกฤตเศรษฐกิจ ชัยชนะของพรรคการเมือง จากผลการเลือกตั้งแล้ว “การขับเคลื่อนทางสังคม” ก็เป็นแรงกดดันสำคัญไม่แพ้กัน ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
แล้วพูดแบบนี้ในอีกแง่หนึ่ง เราจะได้ไม่โยนปัญหานี้ ไปวางบนไหล่ของพรรคประชาชน หรือพรรคอื่นๆที่เห็นด้วย ให้เป็นผู้แบกรับ แต่เพียงผู้เดียวด้วย
เพราะว่า ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นว่าพรรคประชาชน หรือพรรรคที่เห็นด้วยกับพรรคประชาชน จะกลายเป็นเป้าหมาย ที่ถูกโค่นล้มในทางการเมืองไป
ฉะนั้น ก็ปล่อยพรรคประชาชนก็ทํางาน ที่เรียกว่าการเมืองในระบบไป แต่ขณะเดียวกัน คนที่ทํางานทางสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ สถาบันการศึกษา หรือแม้แต่สื่อมวลชนเองก็ตาม ต้องเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องนี้ด้วย
⦁ ฉะนั้น 4 เดือนจากนี้ การแก้รัฐธรรมนูญ จะไปถึงเป้าหมายหรือไม่ ขาอีกข้างหนึ่ง ก็คือการขับเคลื่อนทางสังคม ก็ต้องไปเดินด้วย ?
ใช่ ต้องออกแรงด้วยเลย
เพราะไม่เช่นนั้น มันจะกลายเป็นว่า เราจะโยนภาระทั้งหมดให้พรรคประชาชนแบกรับ ซึ่งในแง่หนึ่งมันไม่ค่อยแฟร์กับพรรคประชาชนเท่าไหร่ และในอีกแง่หนึ่งที่สำคัญมาก ถ้าเราโยนไปที่พรรคประชาชน แต่เพียงอย่างเดียว โดยที่การเคลื่อนไหวในทางสาธารณะมันไม่ได้ไปด้วยกัน สิ่งที่ชนชั้นนํามองเห็นก็คือ ยุบพรรคประชาชนเลยก็ได้ โดยที่คิดง่ายๆว่า การยุบพรรคมันจะสกัด สิ่งที่เรียกว่า ความเปลี่ยนแปลงทางสาธารณะได้
ถ้าเราทําให้การเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่ได้จํากัดเฉพาะพรรคประชาชนเท่านั้น อันนี้มันน่าจะทําให้ชนชั้นนําที่จะพยายามจะสกัดความเปลี่ยนแปลง ต้องตระหนักมากขึ้นว่า เอ้ย นี่ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง แต่มันเป็นเรื่องของบรรยากาศทางสังคม หรือผู้คนของสังคมจํานวนมาก ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้
กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนที่พยายามจะผลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางรัฐธรรมนูญ หรือทางสังคม ในความเห็นผมสําคัญมาก แม้จนถึงนาทีนี้ การแก้รัฐธรรมนูญยังเดินไปได้ แต่จังหวะเวลาข้างหน้าไม่แน่ ยังเหลืออีกหลายขยักมาก ตอนนี้ผ่านรัฐสภาวาระแรก อยู่ระหว่างการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ ที่ต้องผ่านการถกเถียงเรื่องรูปแบบของสิ่งที่เรียกว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญหน้าตาจะเป็นยังไง แล้วต้องผ่านวาระ 2 และ 3 อีก ถึงจะไปสู่ประชามติได้
เพราะฉะนั้นกลุ่มต่างๆ ที่ทํางานเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลากหลายกลุ่ม อย่าง Conforall สมัชชาคนจน รวมถึงกลุ่มต่างๆ ต้องช่วยกันออกแรง ออกมารณรงค์ ออกมาช่วยกันผลักดันในช่วงจังหวะที่ผมพูดไปว่า เป็นหน้าต่างแห่งโอกาสอันนี้กันอย่างพอสมควร ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมันสามารถเดินหน้าต่อไปได้
⦁ สำหรับพรรคการเมืองหละ ยังดูจะไม่ค่อยเป็นเอกภาพเท่าไหร่ ในเรื่องเหล่านี้ ?
ก็ไม่แปลก พรรคการเมืองมันก็มีจุดยืนของตัวเอง มีเครือข่ายผลประโยชน์ของตัวเอง
คือผมได้มีโอกาสเห็นตอนทํา 2540 ผมจําได้ว่า ตอนแรก พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเลย แต่ว่าตอนนั้นกระแสทางสาธารณะ มันค่อนข้างเข้มแข็ง พอสุดท้ายตอนจะโหวตว่า จะผ่านไม่ผ่านรัฐธรรมนูญ 2540 สุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์ยอมยกมือให้ผ่าน มีส.ส.บางคนด้วยซ้ำที่พูดว่า ในตอนที่โหวตว่า ไม่เห็นด้วยเลย แต่ว่าในวันนี้เป็นมติของประชาชนก็จะยกมือให้ เพราะฉะนั้นเช่นเดียวกัน แปลว่ามันต้องทําให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเป็นส่วนที่สัมพันธ์กับสังคมให้มันมากขึ้น
ถ้าถามผม ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย กระแสที่เกิดขึ้นตอนนี้มันไม่ง่าย แต่ผมเข้าใจว่า มันคงเป็นทางที่ยังไงเราก็คงต้องเดินไปแบบนี้ คงต้องพยายามทําให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การผลักดันเรื่องนี้ โดยอย่าปล่อยให้มันเป็นเรื่องในสภาแต่เพียงอย่างเดียว
⦁ มีข้อเสนอแนะต่อการทําประชามติ หรือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไง ?
ในช่วง 4 เดือนนี้ น่าจะเป็นช่วงจังหวะที่ อย่างน้อยๆ ในเมื่อมันเป็นข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆที่ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นจุดหมายปลายทางแล้ว ฉะนั้นในแง่นี้จะต้องทําให้เกิดการถกเถียงการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเสรีกว้างขวาง สําหรับตัวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มันกําลังจะเดินหน้าต่อไป
คงต้องเปิดกว้างแล้วก็ยอมรับความเห็นที่มันแตกต่างกันให้ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐานเลย ในการสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อย่าง รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการถกเถียงกัน รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เพราะว่า ตอนนั้นใครไม่เห็นด้วยก็จะไม่ได้รับโอกาสที่จะแสดงความเห็น
เพราะฉะนั้นในแง่นี้ รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆคงต้องตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล ว่า ตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญของรัฐบาล แต่มันจะเป็นรัฐธรรมนูญ ที่คนในสังคมร่วมกันสร้างขึ้น ฉะนั้นหน้าตาจะออกมาเป็นไง ต้องเปิดโอกาสให้ในสังคมสามารถ พูดคุยกันได้สามารถถกเถียงกันได้
อย่าพยายามทําให้ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญกลายมาเป็นเครื่องมือ ปกป้องอํานาจของใครเป็นสําคัญ คงต้องพยายามทําให้มันเป็นพื้นที่ที่บางส่วนชนชั้นนําอาจจะยังได้อยู่ แต่บางส่วนอาจจะต้องทําให้คนกลุ่มอื่น สามารถเข้ามาแชร์ได้ด้วย
⦁ ถ้าสำเร็จ อย่างที่เป็นข้อตกลงร่วมกัน ได้เริ่มทำประชามติ คิดว่า เครดิตนี้ จะตกอยู่กับพรรคไหนในการเลือกตั้ง ?
ถ้าเกิดการทําประชามติมันมันเดินหน้าไปได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีโครงร่างที่ชัดเจน การทําประชามติเกิดขึ้น ถ้าเป็นแบบนั้น ผมอยากจะให้เครดิตกับทุกพรรคการเมืองเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 พรรค ทั้งประชาชน เพื่อไทย และภูมิใจไทย เพราะมันปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งโอกาสที่มันจะสําเร็จ มันคงยาก
เพราะนั่นหมายความว่า ถ้ารัฐธรรมนูญมันเดินหน้าไปได้ จนกระทั่งไปสู่การลงประชามติ โดยที่พรรคการเมือง 3 พรรคขนาดใหญ่ยังร่วมกันผลักดันต่อไป ถามผม ผมก็คิดว่า เราก็ควรต้องแฟร์ๆว่า ต้องให้เครดิตกับทุกพรรคที่ยังร่วมกันผลักดัน ยังร่วมกันสนับสนุนเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
แล้วสิ่งนี้ก็ควรเป็นเรื่องที่ทุกพรรคการเมืองสามารถเอาไปบอกกับประชาชนได้ว่า ตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการความเปลี่ยนแปลงในรอบนี้


