ถอดบทเรียน ทำหาดใหญ่วิบัติ การเมือง-ประมาท-ล้มเหลวจัดการน้ำ

28.11.25 | 16:50 น.

หาดใหญ่ – ตั้งแต่ ต้นปี กลางปี ถึงปลายปี ประเทศไทยต้องพบกับภัยภัยบัติ ตลอดทั้งปี ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และล่าสุดภาคใต้ เป็นมหาภัยพิบัติ น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ไข่แดง แหล่งเศรษฐกิจสำคัญอันดับหนึ่งของภาคใต้ อย่าง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ข้อมูลดาวเทียม ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า ระบุว่า ดาวเทียมถ่ายภาพ พบว่า มีพื้นที่น้ำท่วม ครอบคลุมพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาถึง 8.4 หมื่นไร่ ประมาณการความลึกของน้ำ ตั้งแต่ 5 เซนติเมตร ถึง 5 เมตรด้วยกัน ปริมาณน้ำสะสม ในคลองอู่ตะเภา มากที่สุดนับแต่ขุดคลองมา คือ มากถึง 150 ล้านลูกบาศก์เมตรทีเดียว

นี่เป็นตัวเลขที่ยังไม่รวม อีกกว่าร้อยชีวิตที่ต้องสูญเสียไป จากเหตุการณ์ครั้งนี้

“มติชนออนไลน์” สนทนากับ นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนี้ รวมชวนถอดบทเรียนเหตุการณ์จาก อดีต ปัจจุบัน ไปถึงอนาคต

⦁ มองการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศไทยเป็นอย่างไร ? 

Advertisement

ปีนี้ ผมถือว่า การบริหารจัดการน้ำประเทศไทย ผิดพลาด ล้มเหลว และสอบตกโดยสิ้นเชิง ปล่อยให้เกิดน้ำท่วมภาคเหนือ ตอนต้นปี พอ กลางปี ค่อนมาปลายปี ภาคกลาง น้ำที่เคยท่วมอยู่ทุกปี อย่างที่ บางบาล เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ก็ยังคงท่วมอยู่ และถึงวันนี้ก็ยังไม่ลด มีชาวบ้านจำนวนมากบ้านจมอยู่ใต้น้ำมา 4-5 เดือนแล้ว เดือดร้อนแสนสาหัส แก้ไขไม่ได้ พอมาปลายปี ก็เกิดที่ภาคใต้ รุนแรงสุดก็หาดใหญ่ และที่อื่นๆก็ท่วมหนักไม่แพ้กัน ทั้งที่สตูล นราธิวาส ตรัง นครศรีธรรมราช

ปัญหาเกิดจากอะไร ? 

ถ้าให้ถอดบทเรียนปัญหาที่ผมมองนั้นแบ่งออกมาได้ดังต่อไปนี้

1.ปัญหาที่พบจากการรับมือ ระบบรวมศูนย์อำนาจ การตัดสินใจและปฏิบัติการของส่วนกลางโดย ตรงจะทำให้การรับมือภัยพิบัติล่าช้า โดยหลักการแล้วจะต้องมีศูนย์บัญชา การภัยพิบัติที่ส่วนกลาง โดยมีประธานคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ(กนช.) เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งก็คือท่านนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกที่ได้รับมอบหมาย และทำการสื่อสารกับประชาชนเพียงหน่วยเดียว ขณะที่ในพื้นที่จะต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์และนายกองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นผู้ช่วยเพื่อเตรียมจัดทำแผน เตรียมการ แผนสื่อสาร แผนเผชิญเหตุ แผนอพยพ แผนฟื้นฟู โดยต้องลงรายละเอียดเป็นระดับ Action plan ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

2.ขาดความเอกภาพ การประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับต่างๆ ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน. สทนช หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องน้ำท่วมของประเทศโดยมีกนช.เป็นคณะกรรมการระดับชาติในการตัดสินใจ รวบรวม ประเมินสถานการณ์ต่างๆในพื้นที่ที่อาจจะประสบภัยโดยข้อมูลมาจากหน่วยงานต่างๆที่อยู่ในกรรมการ เช่น กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรร เทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ เป็น ต้น เมื่อได้ข้อมูลจะต้องประมวลผล ว่าจะมีความเสี่ยงที่ใด ระดับไหน จะต้องแจ้งเตือนและให้คำปรึกษาต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ โดยต้องตั้งทีมที่ปรึกษาลงไปช่วยเหลือ

“แต่ครั้งนี้ การประเมินผลในการวิเคราะห์ปริมาณน้ำและสถานที่ที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างไม่ชัดเจน เพียงแต่บอกว่าฝนจะตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ให้ระวังจะเกิดน้ำท่วมหนักในช่วงวันที่19 ถึง 25พฤศจิกายน ขณะที่จังหวัดก็ไม่ได้มีการเตรียมการรับมือด้วยความประมาทเลินเล่อ เพราะคิดว่าหาดใหญ่คงถูกน้ำท่วม และ จะ ระบายได้เร็วเหมือนปีก่อนๆ จึงไม่ได้ตั้งศูนย์บัญชาการระดับจังหวัด และไม่ได้เตรียมแผนรับมือที่ชัดเจนและเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินรุนแรงงท่านนายกรัฐมนตรีกลับตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อแก้ไขปัญหาช่วยดหลือ ประชาชนและฟื้นฟูในพื้นที่เดียวกันหลายทีมทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้ปฏิบัติ”

3.ระบบแจ้งเตือนภัยถึงประชาชน แต่ไม่ชัดเจน การสื่อสารข้อมูลจากหน่วยงานรัฐไม่ชัดเจนและไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง Cell Broadcast ทำงานถึงโทรศัพท์มือถือของประชาชนถึง 90% แต่การแจ้งเตือน บอกแต่เพียงว่าฝนตกหนัก เก็บของขึ้นสูง เตรียมการอพยพ แต่ไม่ชัดเจนว่าอพยพที่ใด เส้นทางไหน เมื่อไหร่

4.สำคัญคือ ตัวประชาชนเองไม่มีความตื่นตัวพอด้วย ซึ่งก็มาจากการแจ้งเตือนจากภาครัฐไม่ชัดเจน และไม่เน้นมากพอว่าน้ำท่วมระดับใดจึงจะให้ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้าน ไปพักพิงที่ใด เนื่องจากไม่เคยมีการฝึกซ้อมและบอกประชาชนให้ปฏิบัติตามแผนดังกล่าว ความรุนแรงของน้ำท่วมครั้งนี้มากกว่าที่เคยประสบมาทำให้หลายคนไม่เตรียมพร้อมและอพยพไม่ทัน

5.การพัฒนาเมืองส่งผลกระทบ การก่อสร้างที่รุกล้ำลำน้ำทำให้น้ำไหลได้ไม่สะดวกและระดับน้ำสูงขึ้น ผังเมือง หาดใหญ่มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างเต็มเมือง รวมทั้งมีถนนที่ขวางทางน้ำ ขณะที่ไม่มีพื้นที่ซับน้ำเหลืออยู่เลย ต้องพึ่งของอู่ตะเภาและคลอง ร.1อย่างเดียว จึงทำให้ถูกน้ำท่วมได้โดยง่าย

⦁ สำหรับพื้นที่ อ.หาดใหญ่ในปีนี้ มีเหตุปัจจัยอะไรทำให้น้ำมากผิดปกติจนเกิดท่วมแบบทะลักทลายเช่นนี้ ?

ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยและทั่วโลก นับวันจะมีสภาะกาศแปรปรวน ในทางที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับภาคใต้ของประเทศไทยปลายปีนี้มีเรื่องของหย่อมความกดอากาศต่ำ และปรากฏการณ์ลานีญ่า ที่ทำให้มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติ

อุตุนิยมวิทยาโลกเคยออกมาเตือนประเทศไทยแล้วด้วยว่า ประเทศไทยจะมีปริมาณฝนมากกว่าปกติ แต่ดูเหมือนเราจะไม่สนใจ ไม่เตรียมการรับมือ หรือ เรียกว่าประมาทเลินเล่อนั่นแหละ คณะกรรมการน้ำแห่งชาติ(กนช.) ไม่มีการประชุม เพื่อประเมินผลและรับมือ ซึ่ง กนช.ก็มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อไม่ประชุม ก็ไม่มีการสั่งการให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สนทช.) ไปบอกกับผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีการเตรียมการ

และล่าสุดที่ผ่านมาก็มีการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดกันมากมาย อย่าง จ.สงขลาเองทราบว่า เพิ่งย้ายมาได้แค่ 13 หรือ 14 วันเท่านั้น ยังไม่ได้ศึกษา หรือมาสนใจเรื่องนี้

⦁ ถ้ามีการวางแผนแต่ต้น ฝนระดับนี้ จะทำให้หาดใหญ่ เสียหายย่อยยับแบบนี้ได้ไหม ?

มันก็พูดยาก ผมประเมินว่ามันก็ยังจะท่วมอยู่นะ แต่คงไม่ถึงกับมิดหลังคาขนาดนี้ อย่าลืมว่า จากปัจจัยที่บอกมาข้างต้น คือ ร่องความกดอากาศ ลมมรสุม และปรากฏการลานีญาแล้ว หาดใหญ่ แทบจะไม่เตรียมการรับมืออะไรเอาไว้เลย เช่น การเตือนภัย การเตรียมรับมือ การเตรียมพื้นที่อพยพ รวมไปถึงผังน้ำ ผังเมือง ล้วนเป็นอุปสรรคไปหมด

ยกตัวอย่าง ที่โยงใยกันให้เห็นชัดๆ ก็คือ กนช.ไม่มีการประชุม เพื่ออัพเดตข้อมูล เพื่อประเมินผลและรับมือน้ำฝน ในพื้นที่เสี่ยง (กรณีอ.หาดใหญ่) เมื่อไม่ประชุมก็ไม่มีอะไรจะแจ้ง สทนช. สทนช.ก็ไม่แจ้งทางจังหวัด ซึ่งหาดใหญ่เองก็ไม่เตรียมการ เช่น เตรียมพร่องน้ำคลองอู่ตะเภา และคลอง ร.1 ทั้งนี้ ยังมีทะเลสาบสงขลาที่จะสามารถรองรับน้ำจากตัวเมืองได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เวลานี้ มีถนนลพบุรีราเมศ ถูกสร้างขวางทางน้ำ ที่จะไหลลงทะเลสาบสงขลาอีก

สรุปก็คือ ไม่ได้พร่องน้ำคลองอู่ตะเภา กับคลอง ร.1 และยังมีถนนขวางทางน้ำไหลลงทะเลสาบสงขลาอีก ทำให้พื้นที่ อ.หาดใหญ่ที่มีภูมิประเทศแบบแอ่งกะทะ น้ำไหลไปไหนไม่ได้เลย เมืองทั้งเมืองเลยจมอยู่ใต้น้ำ ประกอบกับคนเองก็ไม่ได้เตรียมตัว เพราะไม่มีการเตือนภัยล่วงหน้า จึงเกิดเป็นมหาอุทกภัยเช่นนี้

⦁ แสดงว่าหลังจากนี้ หาก ฝนตกหนักเช่นที่ผ่านมาอีก หาดใหญ่ก็จะท่วมแบบนี้อีก ?

ใช่ครับ เป็นแบบนี้อีก ถ้าไม่มีการถอดบทเรียนอย่างที่ผมบอกตอนต้น

มีทางแก้ไหม ?

ต้องบอกว่า เวลานี้ประเทศเรา ทั้ง ผังเมืองและผังน้ำ สร้างอย่างไม่สอดคล้องกันเลย รู้ไหมว่า ทั่วประเทศเรามีสิ่งก่อสร้างที่ขวางทางน้ำอยู่ 100 กว่าแห่ง รวมทั้งหาดใหญ่ และจุดใหญ่ๆที่เราจะเห็นบ่อยมากว่าเมื่อใดที่เกิดฝนตกหนักแล้วน้ำจะท่วมทันที นั่นคือ ที่พัทยา มีถนนสาย 1 สาย 2 ขวางทางน้ำไหลลงทะเล 2 เส้น ฝนตกที่ไรน้ำก็ท่วมตลอด ทั้งๆที่อยู่ติดทะเลแท้ๆ อีกที่ ที่เห็นบ่อยๆคือ สายลมจอย แม่สาย จ.เชียงราย มีสิ่งก่อสร้างขวางทางไหลของน้ำแน่นขนัด หรือ ที่ อ.บางบาล อยุธยา น้ำท่วมทุกปี และท่วมนาน ซึ่ง 3-4 เดือนนี้นานเกินไป ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครแก้อะไร กระทั่ง มีความคิดที่จะะขุดคลองบางไทรขึ้นมา เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ เป็นการลงทุนระยะยาว คาดว่า ปีหน้า น่าจะใช้การได้

อีกที่ ที่ไม่พูดไม่ได้ คือ บางระกำ จ.พิษณุโลก ที่ท่วมทุกปี เพราะไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่รองรับน้ำ จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นก็ไม่ได้ เพราะต้องตัดป่าสักจำนวนมหาศาลทิ้ง ทางแก้คือ ต้องสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กหลายๆแห่ง เพื่อรองรับน้ำเอาไว้ และจะได้รับผลพลอยได้คือ สามารถเก็บน้ำนั้นไว้ใช้ในหน้าแล้งได้ด้วย

พื้นที่ ที่ถนนขวางทางน้ำ เราต้องเจาะถนนเหล่านั้น เพื่อให้มีทางน้ำไหลลงใต้ดิน ส่วนสิ่งก่อสร้าง อย่างที่สายลมจอย ก็ต้องรื้อออกให้หมด

ทางแก้ ทางรับมือ รวมทั้ง จะผ่อนหนักให้เป็นเบามีครับ แต่ถามว่า เรา ในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีอำนาจใส่ใจที่จะทำกันอย่างจริงจังหรือไม่ ไม่ใช่เกิดเหตุครั้งใหญ่ทีหนึ่งก็พูดกันทีหนึ่ง ดีดกันทีหนึ่ง พอเรื่องซา ก็หายไป ถ้าไม่ทำเราก็ต้องเจอเหตุการแบบนี้อยู่ตลอดไป และจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่ว่ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆก็คือ เรามีการสำรวจ พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่อันดับ 30 ของโลก แต่เราเป็นประเทศที่อยู่ลำดับ 1 ใน 10 ของโลกที่จะต้องรับมือกับความรุนแรงทางภัยพิบัติ หากเราไม่ทำอะไรเลย ปี 2030-2050 นั้น พื้นที่กรุงเทพ ปริมณฑล และชายฝั่งทะเลบางแห่ง จะมีน้ำท่วม และหากยังไม่ทำอะไรอีก ปี 2050 พื้นที่ชายฝั่งทะเลทุกแห่งจะเกิดน้ำท่วมทั้งหมด ต่อไปน้ำทะเลจะสูงขึ้นปีละ 5 มิลลิเมตร(มม.) และพื้นที่อย่างกรุงเทพ ปริมณฑล และชายฝั่งทะเลบางแห่งจะทรุดตัวปีละ 10 เซนติเมตร

ดังนั้นเรื่องของภัยพิบัติ ที่ไม่ใช่แค่น้ำท่วมเท่านั้น ยังมีเรื่องของแผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม แผ่นดินทรุด ต้องมีหน่วยงานดูแลเป็นพิเศษ โดยกำหนดให้เรื่องภัยพิบัติเป็นวาระแห่งชาติ

⦁ สุดท้าย คิดว่า การเมือง มีส่วนทำให้เกิดเหตุ เช่นที่เกิดใน อ.หาดใหญ่ หรือเปล่า ?

ผมว่า มีส่วนตั้งแต่ต้นมาอยู่แล้ว ที่ทำให้ระบบบริหารจัดการขลุกขลัก แก้ปัญหาไม่ได้เต็มที่ ตั้งแต่ ที่ กนช. ที่มีนักการเมือง คือ นายก หรือรองนายกเป็นประธาน ไม่มีการประชุม ไม่อัพดตข้อมูลข่าวสาร เพื่อส่งต่อให้ สนทช.ซึ่งมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำ เช่น กรมชลประทาน กรมอุตุฯ รับรู้ ทำให้ ข้อมูลไปไม่ถึง ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งตามกฏหมายแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัด มีหน้าที่เป็นผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพ.ศ.2550 ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจเต็มที่ ทุกคนต้องเชื่อฟัง

แต่การเมืองที่ผ่านมา 1.ย้ายผู้ว่ากันบ่อยมาก 2.มีการแต่งตั้งนักการเมืองเข้ามาจัดการพื้นที่ กันมากมายหลายคน คนทำงานก็ไม่รู้จะฟังใครดี

จะว่าการเมืองไม่เกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติครั้งนี้ ก็ไม่ถูกนัก