“ผลิบาน คงเป็นคำเปรียบเทียบใช้กับต้นไม้ แน่นอน ต้นไม้ที่สามารถมีอายุได้ถึง 90 กว่าปี อย่างระบอบประชาธิปไตยของไทยก็คงเป็นต้นไม้ที่หยั่งรากลึก แล้วก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ในทางใดก็ทางหนึ่ง”
รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ตอบทันที เมื่อถูกถามถึงมุมมอง “การเมืองไทย ประชาธิปไตยไทย จะผลิบานได้อย่างไร” ท่ามกลางสารพัดปัญหารุมเร้า ไร้เสถียรภาพ นักการเมืองเจอวิกฤตศรัทธา คนไม่เชื่อมั่นกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม พันลามไปสู่ประสิทธิภาพต่อการแก้ปัญหาทุกเรื่องในสังคม
แม้ว่าตลอด 90 กว่าปีที่ผ่านมา การเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยจะได้เห็นทั้งความผลิบาน ได้เห็นถึงความร่วงโรย แต่ภาพรวม รศ.ดร.อิสระเห็นว่ายังมีพัฒนาการไปข้างหน้า เมื่อเทียบกับประชาธิปไตยในช่วงเริ่มต้น เมื่อปี 2475
“ต้นไม้อายุ 90 ปีมันผลิดอกออกผลอยู่แล้ว ดังนั้น องค์กรไหนก็ตามที่อยู่มาขนาดนี้ มันต้องให้ดอกผลกับสังคม การเมืองไทยก็เช่นกัน เพียงแต่ดอกผลของต้นไม้ต้นนี้ มันเป็นทรง ไปข้างหน้า พร้อมเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้หรือยังเท่านั้น”
เพราะในมุมมองของ รศ.ดร.อิสระ คำว่า “ผลิบานแบบไปข้างหน้า” กับ “สถานะของการเมือง” คนละเรื่องกัน
รศ.ดร.อิสระชี้ว่า ที่ผ่านมา การเมืองไทยมักเจอคำถามมาตลอดว่าเป็นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบแล้วหรือยัง โดยเฉพาะหัวใจสำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย
นั่นคือ “กระบวนการเข้าสู่อำนาจ”
“เราสามารถตอบตัวเองได้อย่างเต็มปากหรือยัง ทั้งตัวหน่วยงานรัฐ ทั้งผู้ที่อยู่ในการเมืองเอง รวมทั้งประชาชนทุกคนว่า วันนี้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมหรือยัง”
“คำว่า เสรีและเป็นธรรม หมายความว่า เรามีระบบเลือกตั้งที่ปราศจากการซื้อเสียงหรือยัง”
“วันนี้ถ้าคำถามนี้ คนไทยทั้ง 60 กว่าล้านคน ยังไม่กล้าที่จะตอบอย่างเต็มปากว่า ไม่มี ผมคิดว่าก็ไม่สามารถที่จะบอกว่า ประชาธิปไตยของเราอยู่ในระดับที่มีคุณภาพดีพอที่จะพาให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากลำดับของความเหลื่อมล้ำ ก้าวพ้นจากปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง”
แน่นอน จาก “โรคร้อยเอ็ด” เอาปลาทูเค็มที่เป็นของหายากในภาคอีสานมาซื้อเสียง มาวันนี้ รศ.ดร.อิสระยืนยันว่าปริมาณเงินที่ต้องใช้เพื่อแลกต่อหนึ่ง เสียงมันมากขึ้นเป็นอย่างมาก
“ถามว่า ทำไมถึงมากขึ้น ก็เพราะประชาชนมีการศึกษา มีความรู้ความเข้าใจ ถึงผลที่จะตามมามากขึ้น ฉะนั้นเงินที่ต้องใช้ต่อเขต กว่าจะได้เป็น ส.ส. มันก็มากขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าเราปล่อยไปแบบนี้เรื่อยๆ แน่นอนปลายทางของยอดเงินอาจจะสูงกว่าความคุ้มค่า จนทำให้การซื้อเสียงหมดไป”
แต่ทว่า แล้วประเทศไทยจำเป็นต้องจ่ายราคาประชาธิปไตยแพงขนาดนั้นเลยหรือ ที่จะต้องรอจนถึงวันที่ยอดเงินสูงเกินความคุ้มค่า เพื่อให้การซื้อเสียงหมดไปเองโดยธรรมชาติ?
แล้วทำไม เราไม่ช่วยกันทำให้เกิดขึ้นให้ได้ในการเลือกตั้งที่จะถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้?
นี่เป็น 2 คำถามดังๆ ที่ รศ.ดร.อิสระโยนผ่าน “มติชน” ถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ
เหตุที่ต้องสื่อสารแบบนี้ก็เพราะ การหยุด “วงจรอุบาทว์” นี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ต้องหยุดด้วย
รศ.ดร.อิสระเปรียบง่ายๆ ว่า การซื้อเสียง ไม่ต่างอะไรกับการทำธุรกิจ ทำการค้าขายทั่วไป
เพราะเมื่อมี “ผู้ซื้อ” ก็จำเป็นต้องมี “ผู้ขาย”
เพราะเมื่อขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กิจการนั้นๆ ก็ไม่สามารถดำเนินการต่อได้
“เรื่องนี้ทำได้ด้วยตัวเรา เมื่อกฎหมายวิ่งตามไม่ทัน เมื่อผู้มีอำนาจหน้าที่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ไม่ได้ทำตามหน้าที่ที่กฎหมายให้ไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางออกเสมอไป”
มากไปกว่านั้น รศ.ดร.อิสระยังมองว่า ถ้าการเข้าสู่อำนาจมันเสรีเป็นธรรม ปราศจากการซื้อเสียง ในอีกแง่หนึ่งยังเป็นการตัดวงจร โดยเฉพาะ “วงจรจากอำนาจนอกระบบ” ได้ด้วย
“เราพยายามพูดกันว่า อยากให้การรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาเป็นครั้งสุดท้าย ผมไม่ได้บอกว่ารัฐประหารเป็นสิ่งที่ดีนะ แต่ผมกำลังหมายความว่า ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารข้ออ้างสำคัญ คือ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น”
แน่นอนว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นนี้ก็เกิดจากกระบวนการเข้าสู่อำนาจที่ไม่สุจริตโปร่งใส ใช้เงินซื้อเสียง จึงต้องมีการถอนทุน
เมื่อต้องมี “การถอนทุน” จึงเป็นสภาพที่ รศ.ดร.อิสระเรียกว่า Polarization หรือการแบ่งเป็น 2 ขั้วโดยอัตโนมัติ
ขั้วแรก ขั้วที่อยู่ในอำนาจสามารถถอนทุนได้
ขั้วที่สอง ไม่อยู่ในอำนาจ จึงได้แต่มองตาปริบๆ
ฉะนั้นเมื่อขั้วตรงข้ามนี้ แตกต่างถ่างกันมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดภาวะที่รอ 4 ปีไม่ได้
“ต้องพูดอย่างนี้นะ ไม่ใช่ว่า ฝั่งที่ไม่มีอำนาจคือคนดีนะ ในทุกสังคม รวมถึงการเมืองก็ไม่ต่างอะไรกับทุกอาชีพ คือมีทั้งคนดี คนไม่ดี คนที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจ ไม่ใช่เป็นคนดีเสมอไป ในเวลาเดียวกัน คนที่อยู่ในอำนาจก็มีทั้ง 2 แบบ
เมื่อขั้วต่างกันมาก จึงทำให้ไม่สามารถรอได้ถึง 4 ปี จึงใช้วิธีการว่า เมื่อการเมืองในสภาไม่สามารถเปลี่ยนขั้วอำนาจได้ หลายครั้งก็ใช้การเมืองนอกสภา พอใช้การเมืองนอกสภาก็ไปสร้างความชอบธรรมให้อำนาจพิเศษต่อว่า การเมืองไม่สามารถบริหารจัดการกันได้ จึงต้องเข้ามา
ปัญหาต่อไป เมื่ออำนาจพิเศษเข้ามาก็ได้ทำหลายเรื่องมาก แต่สิ่งที่ไม่ทำเลยคือ ‘การปฏิรูปการเมือง’ พอจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทุกอย่างวนกลับมาที่เดิม”
เป็นวงจรวนซ้ำๆ กระทั่งเป็นเรื่องยากมาก ตามทรรศนะของ รศ.ดร.อิสระ ที่จะทำให้การเมืองไทย “ผลิบาน” ได้
แต่ทว่าด้วยบริบทโลก ด้วยความเป็นประชาคมโลก ที่ประเทศไทยถือเป็นส่วนหนึ่งนั้น สำหรับ รศ.ดร.อิสระมองว่าหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนี้ไม่พ้น
โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานการเมือง ยกระดับในเรื่องธรรมาภิบาล การทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย
รศ.ดร.อิสระเล่าว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยได้สมัครเป็นสมาชิกองค์กรที่ชื่อว่า “องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ” หรือ OECD (The Organization for Economic Cooperation and Development)
แน่นอน ในเอเชียมีแค่ “ญี่ปุ่น” กับ “เกาหลี” 2 ประเทศเท่านั้นที่เป็นสมาชิกอยู่
สำหรับ รศ.ดร.อิสระมองว่า การจะได้เป็นสมาชิก OECD ของไทยไม่ได้แปลว่าเราแค่อยากจะสมาคมอยู่ในท่ามกลางคนรวยเท่านั้นแต่มันกำลังจะเปลี่ยนแปลงบริบทของประเทศเราไปในหลายเรื่อง
เพราะในทุกเส้นทางของการเดินไปสู่การเป็นประชาคมโลก จะบังคับให้เรายกระดับการเมืองไปสู่ในระดับที่จะสามารถใช้คำว่า “ผลิบาน” ได้อย่างเต็มรูปแบบ
แน่นอนว่า แม้ส่วนตัวจะเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนกระบวนการนี้อย่างเต็มที่ แต่ทว่า ระหว่างทางกว่าจะไปถึงปลายทางนี้ “เลขาฯสถาบันพระปกเกล้า” ยอมรับว่าไม่ง่าย
โดยเฉพาะการฟันฝ่าอุปสรรคใน 2 เรื่องสำคัญ
เรื่องแรก กว่าจะถึงปลายทางของการได้เป็นสมาชิก OECD ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งรัฐบาล จึงไม่มีรัฐบาลไหนอยากจะจัดดอกไม้ใส่พานแล้วให้รัฐบาลถัดไปนำไปถวายพระ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วนของทุกรัฐบาลที่ผ่านๆ มา
เรื่องที่สอง การยกระดับมาตรฐาน หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมาพร้อมกับ 1.การไปบังคับคน 2.มาพร้อมกับค่าใช้จ่าย
ฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่เป็นที่นิยม นอกจากไปบังคับคนแล้วยังเป็นการสร้างภาระด้วย ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหนอยากทำหรอก เพราะไม่ใช่นโยบายประชานิยม
นี่จึงทำให้ “สถาบันพระปกเกล้า” อาสาเป็นจุดหลัก โดยผ่านความเห็นชอบจากประธานรัฐสภา รวมถึงไปผู้บริหารจากฝ่ายการเมือง ให้เป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นสมาชิก OECD ในฟากฝั่งนิติบัญญัติ
“หมายความว่า ระหว่างทางสถาบันจะช่วยรีวิวให้ว่ามีกฎหมายฉบับไหนบ้างที่เราควรจะปรับปรุงแก้ไข ทั้งในมิติของการเลือกตั้ง การต่อต้านการทุจริต เรื่องท้องถิ่น ไปจนถึงเรื่องการศึกษา โดยจะได้เป็นหรือไม่เป็นสมาชิก OECD แต่ในแต่ละปีกว่าจะถึงปลายทาง เราจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้” รศ.ดร.อิสระระบุ
อย่างไรก็ตาม นอกจาก “การเข้าสู่อำนาจ” และ “บริบทโลกแล้ว” สิ่งสำคัญที่สุดที่ รศ.ดร.อิสระเห็นว่าเป็น “ปลายทาง” ที่จะนำสังคม หรือการเมืองไทยไปสู่การความผลิบานได้
นั่นคือ “ภาคปฏิบัติ”
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การนำสิ่งที่พูดมาทำให้ได้
“อย่างที่พูดไป ต้นไม้ต้นนี้ออกดอกผลได้ให้เราเอาไปใช้งานได้จริงๆ หรือเปล่า ผมคิดว่าโจทย์วันนี้ท้าทายก็จริง แต่ไม่ได้ยากกว่าช่วงทรานซิชั่นหลังปี 2475 เลย โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจ ซึ่งตอนนั้นอาจจะยากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเราไม่รู้ แต่วันนี้ต้นแบบมีให้ดูทั้งหมดว่า ถ้าเราจะพาประเทศไปสู่ความผลิบานต้องทำหรือไม่ทำอะไร อะไรควรทำ แล้วไม่ควรทำ”
รศ.ดร.อิสระกล่าวว่า ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎร 26 ชุด ทุกครั้งหลังจากโหวตเลือกนายกฯ ตั้งรัฐบาลเสร็จ ก็จะมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่
“ถามว่า มีรัฐบาลไหนแถลงนโยบายไม่เป็นประโยชน์กับประเทศบ้าง ไม่มีหรอก ทุกรัฐบาลเสนอเป็นประโยชน์ทั้งนั้น แม้วิธีการทำ รูปแบบอาจต่างกันออกไป”
“แต่สำคัญคือถึงเวลาเอาไปทำจริงหรือเปล่า”
เขาบอกว่า เรื่องนี้ถือเป็น “โจทย์” ของตัวเองเลย ตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
เพราะเมื่อจะปรับบทบาทของสถาบัน จากศูนย์กลางทางการเมือง ผู้แก้ปัญหาทางสังคม มาเป็นผู้นำในการพัฒนา ในมิติทางการเมือง ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เสาหลักของการพัฒนาประเทศด้วยการสร้างความมั่นคงของมนุษย์
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ “สถาบันพระปกเกล้า” จะต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นตัวอย่าง
“เริ่มจากภายในองค์กรก่อน บอกเลยว่า เราจะไปพัฒนา หรือแนะนำคนอื่น อย่างแรกเลย เราต้องบริหารองค์กรตัวเองให้สามารถพูดได้เต็มปากก่อนว่า เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาลสูงสุด”
ฉะนั้น เมื่อประกาศเสียงดังๆ สู่สาธารณะไปแล้วว่า สถาบันพระปกเกล้าจะเป็นองค์กรสีเขียว จะเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาลสูงสุด จะยกเลิกระบบอุปถัมภ์
ผ่านมา 4 เดือนกว่า หลังรับตำแหน่งนี้มาอย่างเป็นทางการ รศ.ดร.อิสระก็ลงมือไล่ทำทีละเรื่อง
“ผมต่อสู้ด้วยมาทำหน้าที่นี้ด้วยความยากลำบาก ไม่ได้ติดหนี้ลงทุนให้ใครทุบโต๊ะให้มาเป็น จึงขอพิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถ ในการปรับเปลี่ยนองค์กร นำสิ่งที่พูดมาปฏิบัติจริง”
อย่างที่เป็นข่าวฮือฮาล่าสุด ลงมือรื้อใหญ่หลักสูตรพระปกเกล้า ออกกฎเข้มงวดไล่สกรีนผู้สมัคร ตั้งแต่ต้นทาง ให้ทุกคนต้องกรอก “Self-Declaration” แจงสัญญาภาครัฐ ป้องกันคนเข้ามาหา“คอนเน็กชั่น” ใช้ประโยชน์จากหลักสูตรของสถาบัน อย่างที่มีครหาเหมือนที่ผ่านๆ มา

