‘ประเสริฐ’กางแผน ปลุกอนาคต‘การศึกษาไทย’

1.05.26 | 12:00 น.

‘ประเสริฐ’กางแผนปลุกอนาคต‘การศึกษาไทย’

หมายเหตุ – มติชน สัมภาษณ์พิเศษ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงทิศทางและนโยบายการศึกษาไทย

●เข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เกือบ 1 เดือน เป็นอย่างไรบ้าง?

ผมเข้าทำงาน วันที่ 10 เมษายน การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ หลังจากมอบนโยบาย 5 ภารกิจหลัก คือ ลดภาระครู, ลดความเหลื่อมล้ำ, ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง (AI/Skill), โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. … ภายในรัฐบาลนี้ ก็ได้มีการจัดเวิร์กช็อป เพื่อสรุปใน 5 ภารกิจ ควรจะมีกิจกรรมใดบ้างที่ต้องขับเคลื่อน โดยระดมมันสมองจากทุกภาคส่วน เปลี่ยนการทำงานจากเดิม ที่ขับเคลื่อนนโยบายแบบท็อปดาว มาเป็นการขับเคลื่อนแบบแนวราบ รับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด ก่อนจัดทำเป็นแอ๊กชั่นแพลนออกมา เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะทำให้การทำงานมีความราบรื่น และประสบความสำเร็จ

●เคยเป็นรองนายกฯกำกับดูแล ศธ.มาก่อน เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มองภาพการศึกษาอย่างไร?

วันที่กำกับดูแล ศธ.ในฐานะรองนายกฯ มองภาพรวม ศธ.แบบคนทั่วไป ไม่ได้ลงรายละเอียด แต่เมื่อเป็น รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้ทำงานจริง เห็นว่าต้องปรับการทำงาน จากเดิมต่างคนต่างทำ แต่วันนี้ 4 องค์กรหลักของ ศธ.ต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน เรียกว่า “ทีมกระทรวงศึกษาธิการ” ทั้งนี้ ส่วนตัวเข้าใจว่าเป็นเรื่องยาก เพราะ ศธ.เป็นองค์กรขนาดใหญ่ แต่ละแท่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่าง ฉะนั้น จึงต้องมีเป้าหมายร่วมกัน จากเป้าหมาย จะนำไปสู่การกำหนดเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน เช่น การลดภาระครู ก็ต้องมาดูว่า เรื่องนี้ใครเกี่ยวข้องมากที่สุด ซึ่งก็คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในกำกับอื่นๆ ก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วม

Advertisement

อีกเรื่องคือ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งเรามีเป้าหมายสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ แม่งานหลักคือ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยความร่วมมือจาก สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และหน่วยงายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่ต้องเข้ามาช่วยกันทำงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่

●การพัฒนาการอาชีวศึกษา?

จะส่งเสริมให้เด็กมาเรียนอาชีวะเพิ่มขึ้น ส่วนตัวคิดว่าการเรียนอาชีวะจะช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ New S-Curve ที่ยังไม่สามารถป้อนคนให้ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและความรู้ได้เลย วันนี้ การผลิตบุคลากรยังไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ทำให้ต้องนำเข้าบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีระดับสูงจากต่างประเทศ ดังนั้น ต้องเร่งผลิตบุคลากรที่เชี่ยวชาญเรื่องดังกล่าว โดยมีแนวทางคือ การลดความเหลื่อมล้ำปรับสูตรค่าใช้จ่ายรายหัวตามความจำเป็น แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ และให้ทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ ตามโครงการ ODOS เปิดโอกาสให้เด็กที่มีความฝัน ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ

●แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต?

ทุกภาคส่วนต้องทำงานเชื่อมโยงกันแบบไร้รอยต่อ เช่น การจัดตั้งธนาคารหน่วยกิต หรือเครดิตแบงก์ กับการเรียนอาชีวศึกษา เด็กที่มีความจำเป็น ต้องทำงานในสถานประกอบการ ก็ไม่ควรให้เวลาทำงานเหล่านั้นเสียเปล่า หากทำงานแล้วประสบความสำเร็จ

“ก็น่าจะสามารถเก็บสะสมเป็นหน่วยกิตได้ รวมถึงเฝ้าระวังไม่ให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อ ระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐาน กับอาชีวะ จากข้อมูลที่ผ่านมา มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษากว่า 1 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ต้องได้รับการดูแล บางคนย้ายถิ่นฐานตามพ่อแม่ ที่ย้ายไปทำงานในที่ต่างๆ ดังนั้น ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้ได้อยู่ในระบบการศึกษาต่อไปได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวต้อง ต้องสร้างโอกาสให้เด็กสามารถเรียนไปด้วย และทำงานไปด้วยได้”

●จะเดินหน้าโครงการเช่าซื้ออุปกรณ์เสริมการสอน อาทิ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก และโครมบุ๊ก ต่อเนื่องหรือไม่?

ขณะนี้มีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างไปแล้วก่อนที่ผมจะเข้ามารับตำแหน่ง จำนวน 118 เขตพื้นที่ฯ ซึ่งคงต้องมีการติดตามประเมินผลว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป การแจกอุปกรณ์เหล่านี้ ควรจะเกิดประโยชน์กับหน่วยงานที่ได้รับอย่างแท้จริง รวมถึงต้องมีการอบรมทั้งครูผู้สอนและนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ที่เราให้ความสำคัญเพราะเป็นโจทย์ที่ท้าทายทั่วโลก ที่สำคัญในการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA 2029 จะมุ่งเน้นวัด “ความฉลาดรู้ด้านสื่อและปัญญาประดิษฐ์” (Media and Artificial Intelligence Literacy :
MAIL) ดังนั้น เรามีเวลา 3 ปี ในการขับเคลื่อนในส่วนนี้ ซึ่งอุปกรณ์เสริมที่เราแจกไป จะเป็นประโยชน์เข้ามาช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน

●นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล ศธ. มอบนโยบายอะไรเป็นพิเศษหรือไม่?

รองนายกฯพูดถึงเรื่องการทำงานเป็นทีมของ ศธ. และฝากเรื่องการระดมสมอง ออกแบบ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ใหม่ ที่จะต้องตอบสนองความต้องการของโลกในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้เทคโนโลยี ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เอไอเข้ามาแทนที่แรงงานคน ขณะเดียวกันก็ยังมีงานอีกจำนวนมากที่ยังใช้คน แต่คนเหล่านั้นต้องมีความรู้เรื่องเอไอ ตรงนี้ถือเป็นโจทย์ท้าทายที่ต้องเร่งทำ

●มองภาพการเชื่อมโยงการทำงานกับกระทรวงอื่น ทั้ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงแรงงาน ไว้อย่างไรบ้าง?

วันนี้การผลิตบุคลากรให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศต้องมีความเกี่ยวพันกันหมด และยังคงต้องเน้นให้ความสำคัญ กับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งยังเป็นสาขาขาดแคลนและเป็นความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง

●มาตรการลดภาระผู้ปกครอง ครู และบุคลากรทางการศึกษา ในช่วงวิกฤตพลังงาน?

สิ่งที่กังวลคือ ผลกระทบค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่จะสูงขึ้น เพราะฉะนั้น จึงได้ประกาศนโยบายลดภาระผู้ปกครองอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ทันที คือ ปลดล็อกระเบียบสถานศึกษาที่ไม่จำเป็น หั่นค่าใช้จ่ายทันที ขอความร่วมมือสถานศึกษาทั่วประเทศพิจารณาลดค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมอนุโลมให้ผ่อนผันการชำระเงินได้ นอกจากนี้ ยังปรับลดข้อบังคับด้านเครื่องแต่งกายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อลดการซื้อใหม่ให้มากที่สุด ได้แก่ ชุดนักเรียน อนุโลมให้ใส่ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันใส่ชุดพละหรือชุดไปรเวตสุภาพ, ชุดลูกเสือ-เนตรนารี ไม่บังคับซื้อชุดเต็มยศ อนุโลมให้ใส่เพียง “ผ้าผูกคอและหมวก” ร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ กระเป๋าและรองเท้า, ไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราโรงเรียน แต่สุภาพ สามารถใช้ของเดิมหรือแบบใดก็ได้ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน, การปักเสื้อนักเรียน ขอความร่วมมือเปลี่ยนจากการปักชื่อ-นามสกุลเต็ม เป็นการปักเพียง “อักษรย่อโรงเรียน” เพื่อลดค่าปัก ยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้า, จัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น

มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เข้ามาดูแลการจัดหาหนังสือ แบบเรียนเครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียน นำมาจัดจำหน่ายในราคาควบคุม โดยเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นต่อการเรียนรู้จริงๆ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองให้ตรงจุด โดยที่ยังยึดกับเรื่องคุณภาพการศึกษาเป็นสำคัญ

●แนวทางการเดินหน้าพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ?

การเดินหน้า พ.ร.บ.การศึกษาฯ มี 3 แนวทาง คือ 1.พิจารณาว่าจะยืนยันเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับเดิมที่เคยผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แต่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่การพิจารณาของสภา ต่อเนื่องหรือไม่ 2.มีผู้เสนอให้นำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งใช้มาแล้วกว่า 27 ปี และมีการแก้ไขรายละเอียดตลอดเวลาที่ผ่านมา มาอัพเกรดใหม่ และ 3.ยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯใหม่ วิธีนี้ใช้เวลา และยังต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอีกครั้ง ดังนั้นจึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาระดมความคิดเห็น เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าจะใช้แนวทางใด

ผมเข้าใจว่า แต่ละคนมีเจตนาดี อยากให้การศึกษาเดินไปข้างหน้า แต่ก็มีเสียงตะโกนว่า ทำไมการศึกษายังไม่ดีขึ้น คะแนนปิซ่ายังตก ทั้งการอ่าน การคิดวิเคราะห์ ที่ยังต่ำกว่ามาตรฐาน ผมเชื่อว่า พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ ต้องตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับปี 2542 ใช้มานานกว่า 27 ปี ถ้าไม่แก้เลย อาจไม่ทันโลก และโดยหลักการ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถปรับแก้รายละเอียดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในอนาคตได้ตลอดเวลา

●กดดันหรือไม่ ต้องมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.?

ส่วนตัวไม่กดดัน แต่ยอมรับว่าเป็นความท้าทาย โจทย์ยากเรื่องหนึ่ง คือ การยกระดับผลประเมินปิซ่า ซึ่งการสอบในปี 2022 ไทยได้อันดับที่ 58 จากทั้งหมด 81 ประเทศ/พื้นที่ ที่เข้าร่วมการประเมิน ขณะที่ภาพรวมคะแนนลดลงในทุกทักษะ และถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ดังนั้น จึงย้อนกลับมาถามตัวเองว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมาเดินมาถูกทางหรือไม่ ทำไมเอาต์พุต หรือผลลัพธ์ที่ออกมา ตัวเลขยังไม่ค่อยดี เป็นที่มา ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ปกครอง นักวิชาการภายนอกและบุคลากรภายใน ศธ.ร่วมกันระดมสมอง นำไปสู่แอ๊กชั่นแพลน เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน

●หลายคนมองว่า ศธ.กลายเป็นกระทรวงโควต้าพรรคการเมือง ถูกลดความสำคัญ?

ผมย้ำตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งว่า การศึกษาต้องไม่มีเรื่องการเมือง ขอให้ทุกคนมองเป้าหมายเดียวกัน ภายใต้นโยบาย ALL FOR Education คือ ทุกคนเพื่อการศึกษา ไม่ต้องมีเรื่องการเมือง พร้อมเปิดรับทุกความคิดเห็น ไม่มีเล่นพรรคเล่นพวก ฉะนั้น ขอให้สบายใจได้ วันนี้เรามองเป้าหมายเป็นหลัก อะไรที่เป็นประโยชน์ขอให้บอก ศธ. พร้อมเปิดรับทุกความคิดเห็น

●ฝากอะไรถึงนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และบุคลากรทางการศึกษา?

ในยุค “ครูประเสริฐ” หรือ “ครูไก่” จะมุ่งการเรียนการสอน โดยให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่ขอเวลาหน่อย เพราะการศึกษาไม่ใช่เรื่องที่เปลี่ยนได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร ขอให้มั่นใจในการทำงานของเรา ที่จะเร่งขับเคลื่อนภารกิจทั้ง 5 ด้าน 1.ลดภาระ คืนเวลาให้ครู 2.ยกเลิกการจัดสรรงบรายหัวแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม 3.ยกระดับการเรียนรู้ เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบท่องจำเป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะ 4.โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง และ 5.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ให้สำเร็จ

นั่นหมายถึงว่า เราจะเห็นการศึกษาเปลี่ยนจะเห็นนวัตกรรมและโอกาสใหม่ๆ และจะเห็นการศึกษาที่สร้างคนให้เป็นพลเมืองของประเทศที่มีคุณภาพ เป็นพลเมืองโลกที่สามารถอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข แก้ไขปัญหาชีวิตได้ คิดวิเคราะห์เป็น สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้

●ประชาชนคาดหวัง ในช่วง 4 ปี การศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของเพื่อไทย จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง?

เราต้องทำให้เห็น ที่สำคัญผมรับปากไว้ในสภาว่า พ.ร.บ.การศึกษาฯ ต้องเสร็จภายในรัฐบาลนี้นโยบาย 5 ด้าน ที่มอบไว้ต้องมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม