รมต.ลูกเทพ – หมายเหตุ – นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในฐานะ ส.ส.สตูล พรรคภูมิใจไทย 3 สมัย ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานในตำแหน่ง มท.4 ตลอดจนชี้แจงข้อครหารัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพ ในรัฐบาลสีน้ำเงิน
•ความสนใจทางการเมืองเริ่มต้นมาได้อย่างไร
ผมไม่ได้เป็นคนที่มีความสนใจทางการเมืองเลย เป็นคนที่ไม่ชอบการเมืองด้วย ถึงวันนี้ถามว่าผมชอบการเมืองหรือยัง ผมก็กล้าพูดได้เต็มปากแล้วผมก็ยังไม่ชอบ เพราะผมเป็นคนประเภทที่แบบว่าง่ายๆ สบายๆ ก็เป็นคนตรงๆ ชอบก็ชอบไม่ชอบก็ไม่ชอบอะไรแบบนี้ แล้วเราก็มองว่าถ้าเกิดเราต้องมาเล่นการเมืองในวันที่มีคนมาพูดคุยกันหลายเรื่่อง หลายวาระ ความเป็นตัวเองมันจะเป็นยากมาก
เพราะเราต้องพยายามทำให้ทุกคนพอใจ มันเหมือนกับการที่เราต้องทรีตทุกคน อะไรกับทุกคนแบบนั้น แต่มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในนั้น เพราะว่าในต้นทุนที่เราจะต้องเสียตัวเองไปในบางส่วน แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันทำอะไรได้เยอะมากพอสมควรเหมือนกัน เมื่อเทียบกับคนปกติ ซึ่งต้องปรับตัวเยอะพอสมควร แต่ว่าผมโชคดีอยู่อย่างนึง คือว่าชอบ ไม่ชอบนี่อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเกิดว่าต้องทำสิ่งที่ผมคิดและตั้งใจไว้ ไม่ว่าทำอะไรก็แล้วแต่ต้องทำให้ได้ดีที่สุด
เพราะฉะนั้นมันเลยไม่ค่อยมีอุปสรรคในการที่จะต้องปรับตัวเองเท่าไหร่ อีกอย่างนึงอาจเป็นเพราะว่าชีวิตผมต้องปรับมาทั้งชีวิต เพราะผมไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่อายุ 2 ขวบครึ่งนะ มันก็เลยทำให้ผมค่อนข้างแบบปรับตัวและยืดหยุ่น (flexible) ในการใช้ชีวิตมาก อยู่ที่ไหนก็ได้ กินที่ไหนก็ได้ นอนที่ไหนก็ได้ ดูแลตัวเองได้จัดการตัวเองได้ ผ้าขาดเย็บเป็น หิวข้าวทำกับข้าวได้ ของพังซ่อมเป็น
มันสอนเราตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยทำให้เราแบบว่าค่อนข้าง flexible ในการทำงานที่พร้อมปรับหน้าที่ได้ทุกสถานะ
ส่วนบุคคลที่มีผลต่อการตัดสินใจต่อการเข้ามาทำงานการเมืองมากที่สุด ก็คือคุณพ่อ (นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์) หรือโกเกียรติ ต้องบอกว่าครั้งแรกที่เราคุยกันเรื่องนี้ ผมกับคุณพ่อ มีแนวคิดเหมือนกัน คือ เมื่อก่อนเราทำธุรกิจที่บ้าน ทำธุรกิจแล้วก็มีเครือญาติที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง แต่ครอบครัวเองไม่ได้อยากที่จะเข้าไปเล่นการเมือง แต่พอได้คุยกันแล้ว สิ่งที่ตกผลึกก็คือว่า เราอยากทำอะไรเยอะแยะมากมายให้กับบ้านเรา (จ.สตูล) คำถามคือว่า แล้วจะทำอย่างไรเพราะฉะนั้นการเมืองคือช่องทางหนึ่งที่ทำให้เสียงของเรา ดังขึ้นทำให้คำพูดเราศักดิ์สิทธิ์ขึ้น ทำให้คนให้เกียรติเรามากขึ้น จริงๆ ผมไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้นะ
เพียงแต่ว่ามันเป็นทางผ่านที่ไปทำให้สิ่งที่เราหวัง ที่เราอยากจะทำ มันเกิดขึ้นได้เท่านั้นเอง เพราะโดยปกติผมเป็นคนชิลมากอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องการไม่ชอบพีธีรีตอง ไม่ต้องการคนเยอะๆ ต้องมาคอยดูแลอะไร
อย่างทีมงานหน้าห้องผม ผมก็บอกว่าถ้าผมมีภารกิจอื่นๆ ก็กลับได้เลย ไม่ต้องรอผม เพราะเขาบอกว่าเมื่อก่อนเวลาทำงาน ถ้าเกิดว่ารัฐมนตรียังไม่กลับทุกคนก็จะต้องนั่งอยู่กันหมด ผมจึงคุยกับเขาว่า ไม่มีความจำเป็นเลย ยกเว้นว่าถ้าเกิดมีงานต่อเนื่องที่เกี่ยวกับคุณ ที่คุณต้องทำกับผม อาจจะมีโอเวอร์ไทม์บ้าง แต่ถ้าว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องก็กลับบ้านไปได้เลย
เพราะว่าทุกคนมีภาระ มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ มีครอบครัว มีภารกิจส่วนตัวที่จะต้องไปจัดการเหมือนกัน ไม่ต้องซีเรียสเรื่องนี้ ผมไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องพวกนี้เลย หลักการทำงานของผมจะยึดหลักเพื่อนร่วมงานกันมากกว่า แต่ทุกงานและทุกภารกิจที่ผมสั่งการไปต้องออกมาให้ดีที่สุด
•การทำงานกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคนอื่นๆ เป็นอย่างไร
บรรยากาศการทำงานในกระทรวงมหาดไทย กับพี่ๆ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี) เราทั้ง 3 คน เราสนิทกันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว มายด์เซตพวกเราคล้ายๆ กัน จนข้าราชการหลายคนก็บอกว่าตั้งแต่เราเข้ามาอยู่ในกระทรวงมหาดไทย กลายเป็นการปรับอารมณ์ของกระทรวงมหาดไทยให้สบายมากขึ้น มีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ต้องพิธีรีตองอะไร
ผมอยู่กระทรวงส่วนใหญ่เป็นวันจันทร์กับวันศุกร์อยู่กันทั้งวัน ผมก็เดินไปห้องพี่ๆ มท.2 มท.3 ไปพูดคุยกันเดินไปทักทายกันทั้งวัน วันหนึ่งผมว่าต้องมีเกือบ 10 รอบ เราไปปรึกษาคุยธุระที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงานที่ต้องทำงานร่วมกัน บรรยากาศก็ประมาณนี้
ผมเป็นน้องเล็กสุดในบรรดารัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เราซัพพอร์ตซึ่งกันและกันอยู่แล้ว บางเรื่องผมอาจจะมีข้อมูลมากกว่าผมก็จะซัพพอร์ตข้อมูลให้พวกพี่ๆ บางเรื่องพี่ๆ เขามีข้อมูลอะไรเขาก็จะซัพพอร์ตเรา อยู่กันแบบนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ยังไม่เป็นรัฐมนตรี ก็เลยทำให้การทำงานไม่มีรอยต่อ ในระดับนโยบายก็ทำงานกันง่ายมาก ค่อนข้างเวิร์กค่อนข้างปึ้กเลย
ผมกล้ารับประกันว่าถ้ามีคำถามว่าเรื่องนี้เอายังไงดี ถ้าเอาคำถามเดียวกันไปถาม มท.2 มท.3 ก็จะได้คำตอบเหมือนกัน เรามีทิศทางในการทำงานค่อนข้างไม่ต่างกัน
•การทำงานกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นอย่างไร
นายอนุทิน เขาเป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งพี่ เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งเจ้านาย นายกฯ น่ารักมากนะ ผมไม่เคยเห็นภาพนายกฯคนไหนเลยที่แบบมีเด็กวิ่งเข้ามาดึงมือแล้วบอกว่าลุงหนู ขอถ่ายรูปหน่อย ผมชอบที่สุดเวลาไปลงพื้นที่กับท่านโดยเฉพาะในพื้นที่ตลาด ท่านจะมีความสุขได้พบเจอคน ได้คุยกับคน ได้ถามไถ่ประชาชน
ทำให้เรารู้สึกว่าตัวตนท่านไม่ได้อยู่แค่ในกล้องอย่างเดียว แล้วเรื่องการทำงานท่านเป๊ะมากนะเรื่องไหนที่นายกฯมอบหมายมาให้รัฐมนตรีแต่ละคนไปดำเนินการ พวกเรารับรู้กันว่า ไม่ต้องให้พูดซ้ำนะ
ถ้าเกิดไม่เป๊ะจะโดนดุ การออกงาน การวางตัวในการเข้าร่วมพิธีสำคัญต่างๆ ก็จะได้คำแนะนำที่ดีจากนายกฯเสมอ
เป็นที่รับรู้กันเลยถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน นายกฯก็ชอบไปกินข้าวไปร้านมณ ไปกินส้มตำ กินเนื้อย่าง กินลาบ สี่ห้าทุ่มทำงานเสร็จ อยากกินอะไรแบบรู้ร้านอร่อยเยอะแบบโลคัล ง่ายๆ มีความสุขกับการกินมาก
คือ นอกงาน จะเป็นคนอีกแบบหนึ่งไปเลย เหมือนเพื่อนเที่ยวเราไปด้วยในตัว
•ข้อครหาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กับฉายารัฐมนตรีใหม่ ‘แก๊งลูกเทพ’
มองว่าเป็นเรื่องปกตินะ เวลาคนที่เขามอง โดยที่เขาไม่ได้รู้จักเรา ก็มองเห็นตามหน้าสื่อที่เห็น เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องผิดแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกด้วยที่เขาจะมองแบบนั้น แต่หน้าที่เรา คือ ต้องถามว่าเราอยากเป็นแบบไหน
เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้แบบนั้นมากกว่า ในการที่เราอายุไม่มากแค่ 37 ปี จริงๆ มีทั้งข้อดีแล้วก็ข้อเสีย
วันนี้พอเราบอกว่าเราเอาคนที่มีอายุหน่อยมาเป็นรัฐมนตรีคนก็จะมีมุมหนึ่ง บอกว่าเอาคนอายุเยอะ แบบไม่อัพเดตอะไรแล้วมาทำหน้าที่ ในขณะเดียวกันนะเขาผ่านชีวิตมาเยอะเห็นอะไรมามากนะ มันมีทั้งมุมที่ดีแล้วก็มุมที่เสีย ในส่วนของตัวผมก็เช่นเดียวกัน บอกผมอายุ 37 มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะไม่ใช่สนามเด็กเล่นเหรอ หรือจะแบบมาฝึกงานหรือจะรู้เรื่องหรือเปล่า ขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งเรามีกำลัง เรามีความคิด เรามีมุมมองใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ มีข้อดี ข้อเสีย
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการเอา 2 อย่างมาผสมผสาน ข้อดีของทั้ง 2 อย่างออกมาใช้ให้มากที่สุด วันนี้ใน ครม.เองรวมไปถึงในพรรค ภท.เอง มีคนทุกกลุ่ม คนทุกกลุ่มมีความสามารถมีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป
วันนี้ผมมีผู้ใหญ่หลายท่านที่เก่งมีประสบการณ์เยอะ เห็นอะไรมาเยอะผ่านอะไรมามาก ที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์แล้วก็ให้คำแนะนำเป็นกุนซือ ช่วยในการวางนโยบายและการขับเคลื่อนงาน
เราก็ผสมผสานเพื่อที่จะให้มันได้ผลที่ดีที่สุด วันนี้ไม่มีใครดีที่สุดแต่จับมือด้วยกันนั้นดีที่สุด
•กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ถึง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย มองอย่างไร
คําถามคือ สีน้ำเงินไม่ดีตรงไหน ถ้าบอกว่าบังคับ ผูกขาด อะไรประมาณนี้ ถ้าเกิดใครได้เสียงข้างมาก ก็ผูกขาดทั้งหมดหรือ ย้อนไปสมัยที่พรรคเพื่อไทย ได้รับการเลือกตั้งเยอะแปลว่าก็ผูกขาดเหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้วระบบรัฐสภาวัดกันด้วยเสียงในสภา ถูกไหม แต่สิ่งที่จะเป็นการพิสูจน์คือไม่ใช่เรื่องว่าใครได้เสียงเยอะหรือใครได้เสียงน้อย แล้วก็จะมาป้ายสีกันแล้วบอกว่าอันนั้นสีนี้ ไอ้นี่สีนั้น ทุกวันนี้ไม่ใช่เฉพาะสีน้ำเงิน มันมีทุกสีเชิงสัญลักษณ์นี่น้ำเงิน อันนี้แดง ส้ม ฟ้า เขียว
ผมว่าเป็นเทรนด์ในการสื่อสารมากกว่า แต่สุดท้ายแล้วผลการเลือกตั้งเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น
ถ้าเกิดวันนี้พรรคภูมิใจไทย ได้รับการเลือกตั้งมา 190 กว่าคน ถือว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดของพรรคตั้งแต่เคยมีพรรคมา แต่ถ้าวันนี้พรรคทำผลงานได้ไม่ดี ผมก็เชื่อว่าสุดท้ายจะสะท้อนให้เห็นผ่านผลการเลือกตั้งในอนาคตว่าจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้น เรื่องสี ผมมองว่าเป็นแค่คำจำกัดความที่เอามาป้ายกันมากกว่า ไม่มีประเด็นเลย
จะสีไหนก็ขอให้ทำงานให้เต็มที่ เพราะคนที่ตัดสินก็คือพี่น้องประชาชน



