‘พลพีร์’กางเคพีไอ มท.2 ปชช.เป็นสุข-ภท.อยู่รอด
หมายเหตุ – นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งแนวทางการทำงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม (ฉกอ.) ภายหลังรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล บริหารประเทศผ่านห้วง 3 เดือน
●มองภาพทางการเมืองตั้งแต่อดีต มาถึงจุดที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีอย่างไร
ภาพจำทางการเมืองของผมตอนโตขึ้นมา คือการโยกย้าย เพราะต้องย้ายตามคุณพ่อ (ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์) ที่รับราชการเป็นนายอำเภอ มีการโยกย้ายไปในหลายจังหวัด ภาพจำจึงโตมากับพี่น้องข้าราชการที่อยู่หน้าห้องคุณพ่อ แต่ช่วงที่คุณพ่อมาทำงานการเมือง ผมก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษเกือบ 8 ปี จึงไม่ได้เห็นว่าช่วงนั้นคุณพ่อหาเสียงยังไง
แต่ช่วงที่ผมลงมาทำงานการเมือง ครบอายุ 25 ปี ก่อนการเลือกตั้งแค่หนึ่งเดือน วิธีการหาเสียงกับพี่น้องประชาชนก็จะเป็นแบบวิธีของผม ถ้าจะมองว่าดีเอ็นเอความเป็นลูกนักการเมืองส่งต่อกันได้หรือไม่นั้น
ผมว่าผมเป็นคน extrovert เป็นคนที่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า ความหมายของผม คือ ผมชอบลงพื้นที่มานั่งคุยกับชาวบ้านไปรับฟังปัญหา สอบถามสารทุกข์สุกดิบ เหมือนกับที่ได้เห็นคุณพ่อทำหน้าที่ช่วงเป็นนายอำเภอ ลงไปแก้ปัญหาให้กับประชาชน ส่วนคุณแม่เป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี การเป็นพยาบาล คือการบริการ การได้รับฟังทุกข์สุขของผู้ป่วยและญาติพี่น้องของเขา ผมจึงคิดว่าผมก็ได้ดีเอ็นเอในส่วนนี้มาจากทั้งคุณพ่อและคุณแม่
ยอมรับความจริงเลยว่าวันแรกที่เข้าสู่การเมืองไม่รู้เรื่องอะไรเลย หาเสียงไม่เป็น ช่วงนั้นคุณพ่อถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากกรณียุบพรรคไทยรักไทย ผมก็ลงสมัครรับเลือกตั้งแทน วันนั้นไม่รู้จริงๆ ว่าการเมืองต้องทำยังไง อะไรคือการเมือง งานนิติบัญญัติคืออะไร พอมาได้โอกาสมาเป็นตัวแทนของคุณพ่อ มาทำงานให้กับประชาชนจริงๆ ถึงเข้าใจลึกซึ้งว่าปัญหามันคืออะไรและวิธีการแก้ เราจะเรียนรู้ทุกปีว่าจริงๆ แล้วเมื่อก่อนนี้สภาผู้แทนราษฎร ดูครอบคลุมหลายอย่าง ต้องเสนอความทุกข์ร้อนของประชาชน แล้วต้องติดตามงบประมาณว่าไปอยู่ตรงไหน ทุกๆ ประสบการณ์ก็ผลักดันให้ได้มีโอกาส พอมาบริหารงานที่กระทรวงมหาดไทย ก็เข้าใจบริบทของพี่น้องข้าราชการด้วย
เพราะฉะนั้นก็พยายามจะทำทุกๆ อย่างให้มันเคลียร์ ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจจะได้ไม่ต้องไปตอบคำถามในอนาคตว่าเป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะฉะนั้นวิธีการสื่อสารที่ดีควรจะเป็นวิธีการสื่อสารที่ครอบคลุมทำให้ทุกๆ คนได้เข้าใจในสิ่งที่อยากจะทำ และสิ่งที่เราพยายามที่จะแก้ไข
แต่ในการเลือกตั้ง ส.ส.ผมก็เคยสอบตก เมื่อปี 2562 ตอนผมสอบตก ไม่ว่าจะแพ้ 800 หรือ 1,000 คะแนน ผมคิดว่าคะแนนแพ้ก็คือแพ้ ก็กลับมานั่งคิดว่าการที่ประชาชนเขาเปลี่ยนไปใช้บริการคนอื่นแทน เปลี่ยนความไว้ใจมันเป็นเพราะอะไร แต่สิ่งหนึ่งคือที่เป็นจุดเปลี่ยนคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้โอกาสผมมาเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ผมก็นั่งคิดกับตัวเองว่า คนระดับรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในตอนนั้น เขายังไว้ใจให้เราทำงาน ทำไมประชาชนถึงไม่ไว้ใจเรามาเป็นตัวแทนของเขา เป็นเพราะอะไรจึงกลับไปลงพื้นที่ พยายามจะแก้ไขปัญหา หลังจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ได้รับเลือกตั้ง ได้กลับมาเป็น ส.ส.
●จากบทบาท ส.ส. วันนี้มาเป็นรัฐมนตรี สไตล์การทำงานเป็นอย่างไร
คือ ผมเป็นสายลุย ผมทำงานแล้วไม่ค่อยเกรงใจใครเท่าไร ยึดความถูกต้องเป็นหลัก ก็โชคดีที่นโยบายของนายกรัฐมนตรีชัดเจน คือ ปิดชื่อ ดูพฤติกรรม ยกตัวอย่างนายกฯได้มอบให้ผมดูแลการจัดระเบียบสังคมของกระทรวงมหาดไทย ทุกๆ กิจกรรมที่ไป ผมไม่ถามว่าของใคร ถ้าผิดก็ดำเนินการตามความผิด เพราะฉะนั้นผมไม่สนใจ ถ้าข้าราชการ เอกชน นักลงทุน ถ้าอยู่ในระเบียบ อยู่ในกรอบของกฎหมายมันก็จบ
ที่ผมขออย่างเดียวคืออย่าเอาเปรียบประชาชน ถ้าเกิดว่าสมการพวกนี้มันเดินด้วยกันไปได้หมดสังคมจะดี เศรษฐกิจจะดี ความสุขก็จะเกิด ความสุขจะเป็นสิ่งที่คนสัมผัสได้ไม่ใช่แค่จินตนาการ
อย่างการไฟฟ้า 2 แห่ง ที่ผมกำกับ ทั้งการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เรื่องการแก้ปัญหาการบริหารจัดการค่าไฟฟ้าสาธารณะ เป็นภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะสะสมมานานกว่า 30 ปี ซึ่งกลายเป็นต้นทุนแฝงในบิลค่าไฟของประชาชน แนวทางแก้ไข ต้องการแยกภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกจากประชาชน โดยไม่ใช้ภาษีไปอุดหนุนแบบกระเป๋าซ้ายจ่ายกระเป๋าขวา แต่ต้องให้รัฐวิสาหกิจบริหารจัดการรายได้และกำไรจากการประกอบธุรกิจมาดูแลค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง
โดยจัดการสูตรคำนวณให้รายได้เติบโตทันค่าใช้จ่าย (Fix Cost) ที่ขยายตัวปีละประมาณ 5% ควบคู่ไปกับการประหยัดพลังงาน (เช่น การใช้หลอด LED และ Dimmer) เราสามารถไปบริหารจัดการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น และกำไรในส่วนนั้นก็จะเอาเป็นกำไรที่เอามาดูแลค่าใช้จ่ายไฟสาธารณะให้พี่น้องประชาชน โดยที่ภาระไม่ต้องไปอยู่กับประชาชน ผมคิดว่าไม่เกิน 2 อาทิตย์นี้ก็จบแล้วว่าสมการที่เราจะใช้นั้นจะเป็นยังไง
●กดดันหรือไม่ที่เข้ามาบริหารกระทรวงมหาดไทยที่ช่วงนี้มีเรื่องร้อนอย่างการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
ไม่รู้สึกกดดันอะไรเลย เราต้องทำให้เป็นกระทรวงที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เพราะว่ามีบุคลากรทั่วประเทศ เป็นกระทรวงที่ให้บริการอำนวยความสะดวกประชาชนให้ได้มากที่สุด แต่วันนี้พอประชาชนนั้นมีคำถามกับกระทรวงมหาดไทยเยอะ ผมมีความรู้สึกว่าพวกเราในฐานะที่เราได้มีโอกาสมากำกับดูแลในการช่วยนายกฯบริหารกระทรวง เราต้องดึงงานบริการความศรัทธาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระทรวงมหาดไทยนี้กลับมาให้ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้เกิดในสมัยอนุทิน 2 หรือในระยะเวลาที่พวกผมเข้ามาช่วยในการกำกับดูแลกระทรวง แต่ก็ไม่เป็นไรเรามีหน้าที่ที่ต้องไปแก้ว่าอะไรที่ทำมาแล้วพี่น้องประชาชนไม่เข้าใจ รู้สึกไม่ดี รู้สึกผิดก็ต้องมาทำให้มันสมบูรณ์ที่สุดในความสามารถที่เราสามารถจะทำได้
สำหรับการแก้ปัญหาการสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่น การปฏิรูประบบสอบท้องถิ่น เสนอให้ใช้ระบบการสอบของ ก.พ. เป็นมาตรฐานเดียวเพื่อป้องกันการทุจริตและยกระดับคุณภาพบุคลากร เพราะสารตั้งต้นของข้าราชการต้องคัดเลือกเข้ามาผ่านระบบที่ถูกต้องเสียก่อน
●นายกฯจะมีเคพีไอของนายกฯ ส่วนรัฐมนตรีมีเคพีไอการทำงานของตัวเองอย่างไร
เคพีไอของผมมีอย่างเดียว คือ วันที่ผมไม่ได้บริหารราชการที่นี่แล้ว 1.ผมอยากให้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยได้เห็นในสิ่งที่เราอยากจะทำไว้ กับ 2.เราอยากให้ประชาชนได้มีศรัทธาในกระทรวงมหาดไทย ไม่สำคัญว่ารัฐมนตรีชื่ออะไร แต่ผมคิดว่าในการบริการความพึงพอใจของประชาชน ถ้าเกิดว่าสิ่งเหล่านี้มันกลับมาพร้อมกับศรัทธา ผมคิดว่านั่นคือเคพีไอของผม ถ้าเกิดว่าผมไม่สามารถทำให้ประชาชนศรัทธาและเป็นที่พึ่งในกระทรวงมหาดไทยได้ ผมผิดหวัง ผมเฟล แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันต้องใช้เวลาในการเปลี่ยน การที่เราจะเอาวิสัยทัศน์ของเรา มามอบให้กับพี่น้องข้าราชการกระทรวงมหาดไทยได้ทำ มันต้องมาจูนกันว่าการที่จะเดินไปพร้อมๆ กันเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้นมันต้องทำยังไง แต่ผมก็มีกำหนดเวลาในแต่ละหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างเรื่องการไฟฟ้า ตั้งเป้าหมายว่าจะยกระดับเป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จสำหรับการติดตั้ง Solar Rooftop ตั้งแต่ออกแบบ รับรองโครงสร้าง ติดตั้ง จนถึงการประสานแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ประมาณ 1%) เพื่อลดภาระค่าไฟในครัวเรือน
ส่วนกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) จะเปลี่ยนบทบาทจากการสนับสนุนเบื้องต้น เป็นการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ ยกตัวอย่าง โครงการกาแฟเมืองเลย จะแบ่งกลุ่มทุนสตรีเป็น 5 กลุ่มย่อย แบ่งเป็นผลิตปุ๋ย การปลูก การคั่ว การสร้างแบรนด์ และการขาย เพื่อให้เกิดการเติบโตทั้งระบบ ส่วนผลิตภัณฑ์โอท็อป จะเพิ่มการขยายตลาด ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (เช่น Shopee) ลดค่า GP จาก 30% เหลือ 7.5% เพื่อคืนกำไรให้ผู้ประกอบการ
ส่วนการติดตามงาน ผมจะตามความคืบหน้าทุก 7-30 วัน ถ้ามอบหมายงานแล้วต้องมีรายงานความคืบหน้า ทุก 7 วัน และต้องสรุปผลให้ได้ภายใน 30 วัน ถ้าหน่วยงานมีอุปสรรคทางกฎหมายหน้าที่ของรัฐมนตรีคือการทลายอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นข้อระเบียบที่ล้าสมัยหรือขั้นตอนการลงนามที่ล่าช้า จะไม่ยอมรับข้ออ้างเรื่องงบประมาณ หรือการโยกย้ายข้าราชการเป็นเหตุผลของความไม่คืบหน้า
●ความเป็นรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพ กดดันหรือไม่
ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่าลูกเทพคิดว่าน่าประมาณปี 2562 สมัยนั้นผมสอบ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ประจำนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ดำรงตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขณะนั้น คำว่ากลุ่มลูกเทพก็น่าจะมาจากน้องๆ หลายคน ที่มีพ่อแม่เป็นรัฐมนตรีสมัยนั้น แล้วช่วยงานในพื้นที่ หรือช่วยติดตามงบในแต่ละพื้นที่ก็เลยมีการพูดแซวกันมาว่าเป็นกลุ่มลูกเทพ
ส่วนที่เอาผมไปรวมในกลุ่มลูกเทพ ไม่ได้ยึดติดกับตรงนั้น แต่คิดว่าเป็นกลุ่มเพื่อนๆ พี่น้องที่ทำงานด้วยกันมามีทัศนคติ มีวิสัยทัศน์ตรงกันมาร่วมกันทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง แต่ใครจะเรียกอะไรก็ช่าง แต่สุดท้ายประชาชน คือ ผู้ชี้วัดความสำเร็จ หรือไม่ประสบผลความสำเร็จ ถ้าถามว่าคำว่าลูกเทพมากดดันพวกผมหรือไม่ ยืนยันว่าไม่กดดันเลย
วันนี้สิ่งนึงที่ผมรู้สึกกดดัน คือว่าสิ่งที่เราอยากจะทำตามเป้าหมาย ตามวิชั่น มันจะเสร็จเมื่อใด เพราะฉะนั้นความที่มันยาก คือว่าจะไปร่นระยะเวลาของความสำเร็จให้เร็วขึ้นได้ไหม พวกผมเชื่อว่าสังคมทุกวันนี้ประชาชนไม่อยากจะรอ เขาลืมตาขึ้นมาอยากเห็นผลสัมฤทธิ์ลงปลูกนาวันนี้เขาอยากรู้เลยว่าขายได้เกวียนละเท่าไหร่
เพราะฉะนั้นถ้าเกิดพวกผมมาแล้ว ไม่สามารถทลายอุปสรรคพวกนี้ได้ ก็เหมาะแล้วที่นายกฯจะต้องเปลี่ยนคนที่มีความสามารถทำได้มานั่งอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าพวกผมอยากจะทำงาน หรือยึดติดมันต้องยิ่งทำงานให้เร็วขึ้น ดีขึ้น ต้องทำให้ประชาชนได้รู้สึกว่าการบริการของภาครัฐ การช่วยเหลือของภาครัฐ ถึงมือประชาชนจริงๆ อย่างการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้ง 3 คน พวกเราก็จะประสานงานกัน ตามหน่วยงานที่เราได้กำกับดูแลว่าแต่ละหน่วยงานสามารถสนับสนุนการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่ดีไปถึงประชาชนได้อย่างไร
ถ้าประชาชนมีความสุข มีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อกระทรวงมหาดไทยมันก็เกิด พวกเราก็อยู่ได้ด้วยเช่นกัน
●ในทางการเมืองเวลานี้ มองว่าหลายเรื่องที่เกิดขึ้น พรรคภูมิใจไทยกำลังถูกเป็นเป้า
มีการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายว่าระบอบน้ำเงินจะโดน ผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นมรสุม แต่เป็นโอกาสในแต่ละเรื่องให้พวกเราแก้ไข
อย่างเรื่องที่ดินเขากระโดงก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรม หากศาลตัดสินผิดก็คือผิด ถ้าเกิดต้องเพิกถอนในฐานะที่ผมกำกับกรมที่ดิน ผมจะเดินไปเพิกถอนด้วยตัวเอง ผมไม่ได้สนใจว่าบ้านนายกฯอยู่ทะเบียนบ้านไหน
ไม่ได้สนใจว่าเลขาธิการพรรคของผมมีที่หรือไม่มีที่ หรือประกอบธุรกิจ หรือเครือญาติใคร ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย วันนี้สังคมไปไวและไปไกล เพราะฉะนั้นทุกคนในประเทศไทยสามารถตรวจสอบใครก็ได้ ซึ่งเป็นข้อที่ดีเพราะฉะนั้นถ้าเราทำดี ทำถูกต้องตามกฎหมาย แล้วเราจะไปกลัวอะไร เหมือนกับการตรวจสอบเรื่องฮั้ว ส.ว.ก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ผิดหรือถูกก็ว่ากันตามกฎหมาย
●ภารกิจจัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้มีอิทธิพล อย่างในพื้นที่ จ.ภูเก็ต กดดันหรือไม่
ผมไม่ได้มีเป้าในใจว่าจะต้องกี่อาคาร พื้นที่กี่ไร่ ที่ดิน โรงแรม ต้องจับใครให้ได้ แต่ข้าราชการที่อยู่ใต้กำกับผมและรับนโยบายนี้ ในคณะทำงานชุดนี้ ต้องทำงานทุกวัน
สมมุติ จ.ภูเก็ต มีสถานประกอบการผิดกฎหมายพันราย เป้าหมายคือพันราย แต่วันนี้เรายังเจาะจงไม่ได้ว่ามีผู้ประกอบการที่ผิดกฎหมายรวมทั้งหมดกี่ราย เพราะฉะนั้นเราต้องทำทุกวัน
ผมไม่สนใจเขาคือใคร ผมสนใจอย่างเดียวคือความถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมไม่กลัว แล้วผมไม่ได้ยึดติดกับเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่ ผมไม่ได้ยึดติดกับกระทรวงที่ผมได้รับโอกาสมาช่วยบริหาร ผมไม่ยึดติดเลย ผมมา 3 เดือน เดือนหน้าผมอาจจะไปก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งในการทำงานคือ มันต้องยึดกับความถูกต้อง
ผมไม่ได้สนใจชื่ออะไร นามสกุลอะไร พรรคอะไร เป็นนักการเมืองหรือไม่ เป็นนักธุรกิจใหญ่ขนาดไหน เป็นเศรษฐีหรือไม่เป็น แต่ตราบใดถ้าเกิดคุณเอาเปรียบสังคม
เอาเปรียบคนไทย ทำผิดกฎหมาย ก็เจอกันครับ
●ปัจจัยใดที่จะทำให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีปัญหาจนกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
ถ้ารัฐบาลอนุทิน 2 ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ก็ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอะไรที่ทำให้รัฐบาลมีปัญหา การอยู่ได้หรือการอยู่ไม่ได้ ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเกิดว่าเรายืนอยู่ข้างพี่น้องประชาชนจริงๆ ไม่ต้องกังวลอะไรเลย
ผมคิดว่าบ้านผม พรรคภูมิใจไทย ยังคงยึดประชาชนเป็นที่ตั้งอยู่ หากวันหนึ่งพรรคเปลี่ยนไป ไม่ได้เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ผมคิดว่าวันนั้นพรรคก็คงจะไป เพราะฉะนั้นวันนี้อย่าไปหลงระเริงกับจำนวน ส.ส. อย่าไปหลงระเริงกับจำนวนของคณะรัฐมนตรี ที่พรรคได้มีโอกาสในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะกี่กระทรวง ยึดประชาชน ยึดกฎหมาย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แค่นี้
คณะรัฐมนตรีต้องทำงานหนัก เพราะว่าโจทย์แต่ละโจทย์มันไม่สามารถตอบโจทย์แบบเดียวกันได้ในทุกพื้นที่ เพราะฉะนั้นเป็นความท้าทายส่วนหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยต้องแก้เรื่องพวกนี้ให้ได้ อย่างที่ผมได้เรียนไปว่า ประชาชนเป็นหลัก และความถูกต้อง เราจะอยู่รอดแบบถาวร

