เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 28 มีนาคม ที่เวทีเอเทรียม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำนักพิมพ์มติชนจัดงานเสวนา ในหัวข้อ “เปลี่ยนปัจจุบันทันอนาคต” โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย เจ้าของหนังสือ Futuration เปลี่ยนปัจจุบันทันอนาคต ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร
ดร.สันติธารกล่าวว่า เมื่อเรามองอนาคตต้องย้อนมองอดีต และจะเริ่มเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงมหาศาล ประโยคแรกในหนังสือบอกว่า “โลกไม่เคยผันแปรเร็วขนาดนี้และจะไม่เปลี่ยนแปลงช้าอย่างนี้อีกแล้ว” แปลว่าเราอยู่ในโลกที่เร่งและแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนรถยนต์จึงต้องพยายามตีโจทย์ว่า แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไรเพราะอนาคตเปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน ในยุคของผมอเมริกาเป็นเจ้าของโลก เป็นคนบอกว่าการค้าเสรีดีอย่างไร การเงินดีอย่างไร เทคโนโลยีเป็นอย่างไร เขาพูดอะไรทุกคนต้องฟัง แต่มายุคนี้ไม่ใช่ ปรากฏว่าเราต้องฟังจีน ไปที่ไหนก็มีแต่จีน จีนกลายเป็นผู้นำในทุกด้าน
ประการต่อมาเรื่องธุรกิจการเงิน เมื่อเรียนจบแล้วอยากทำเกี่ยวกับการเงิน เพราะจบ MBA แต่ตอนนี้คนไม่อยากไปสายนั้น ส่วนใหญ่อยากทำเทคโนโลยี สตาร์อัพ อยากเปลี่ยนโลก อยากใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์เหมือนสตีฟจ๊อบส์
อีกเรื่องที่เปลี่ยนเร็วคือคนกับหุ่นยนต์ เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว หุ่นยนต์ชนะคน แต่ตอนนี้หุ่นยนต์ชนะโดยที่คนไม่ต้องใส่ข้อมูลอะไรลงไป แค่บอกกติกาว่าคืออะไร นี่คือโจทย์ว่าเราจะทำอย่างไร เตรียมตัวอย่างไรใน 5 ปีข้างหน้า และเป็นโจทย์ของหนังสือเล่มนี้ที่พยายามจะชวนกันคิด
ดร.สติธารกล่าวว่า เรื่องการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจของโลก ที่ตอนนี้จีนนำอเมริกา นี่คือศึกชิงบัลลังก์ที่ดูเหมือนจะไกลตัวแต่วนเวียนอยู่รอบตัว ทั้งสงครามการค้า ตลาดการเงิน เศรษฐกิจ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสงครามการค้าเป็นเพียงแค่ 1 ศึก ในสงครามมหากาพย์โลก เมื่อมองภาพใหญ่จะรู้ว่าการแข่งขันนี้ไม่มีการจบ อีกด้านยังแข่งกันว่าใครเป็นเจ้าด้านปัญญาประดิษฐ์และการเงิน มีการแข่งอีกหลายเวทีเรื่องความมั่นคง แต่นำเอาการค้ามาเป็นเพียงข้อต่อรองในเรื่องอื่นๆ เราจึงอยู่ในความไม่มั่นคงและการตีกันของยักษ์ 2 เจ้าไปอีกนาน นี่เป็นสิ่งที่กระทบเศรษฐกิจและการเงินของไทยอยู่ตลอด ส่วนด้านธุรกิจก็มีผลกระทบ โดยเฉพาะเทคโนโลยี จากปกติเราดูอเมริกาแต่ตอนนี้ทั้งโลกหันไปดูจีนว่าจีนมีอะไรบ้าง แล้วเราจะเอาอะไรจากจีนมาปรับใช้ในอาเซียนได้บ้าง

เรื่องของเอไอ ล่าสุดมีการทดทดลองให้ไปเขียนบทความของนักเศรษฐศาสตร์ คนสัมภาษณ์และคนตอบคำถามเป็นหุ่นยนต์ นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในหนังสือไม่ได้พูดเรื่องความกลัว แต่พยายามเปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า ถ้าเราศึกษาดีๆจะรู้ว่าประเทศเราจะไปต่ออย่างไร เพราะหลายคนบอกว่าความจริงแล้วหุ่นยนต์ไม่ได้ขึ้นมาแทนที่คน แต่มีเพื่อมาเตือนคนว่าอะไรที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ อะไรที่ทำให้เราแตกต่างจากเครื่องจักร ที่ผ่านมาเราจะเน้นเรื่องประสิทธิภาพการงานทีต้องแม่นยำ นักเศรษฐศาสตร์ทำงานตัวเลขต้องตรงเป๊ะ เรื่องนี้หุ่นยนต์กินขาดคนสู้ไม่ได้ แต่อะไรที่เราทำได้มากกว่า คำตอบคือ มี 2 ส่วน 1. เรื่องความคิดสร้างสรรค์ 2.เรื่องของอารมณ์ความเมตตาเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเมื่อก่อนเราบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องเมินเพื่อการทำงานที่ดี แต่ยุคใหม่ตรงกันข้าม อาชีพที่มีค่ามากกว่าหุ่นยนต์ เช่น พยาบาล นักข่าว โค้ชเทรนเนอร์ ฯลฯ เหล่านี้ หุ่นยนต์ไม่สามารถตะโกนให้เรายกเวทได้ เพราะไม่มีแรงจูงใจ หรืองานบริการ ซึ่งเมืองไทยเป็นประเทศที่เก่งเรื่องเหล่านี้ ทั้งเซอร์วิสมายด์ นี่คือส่วนที่ไม่อยากให้คนไทยทิ้งเพราะอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราผ่านยุคเอไอไปได้

“การสื่อสารจะไปอีกเร็วมาก อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (internet of things) คือการที่ของก็คุยกันได้ พืชก็คุยกันได้ เพราะมีเซ็นเซอร์น้ำจะรู้ว่ามาจากไหนอย่างไร สามารถเกิดขึ้นได้รถยนต์ไม่มีคนขับแต่สามารถขับได้ ในโลกของ 5G ซึ่งทุกอย่างมีข้อมูลหมด 5G เปรียบเสมือนถนน เมื่อถนนดีรถก็จะวิ่งได้เร็วและง่าย ทำให้ข้อมูลทั้งหมดแลกเปลี่ยนกันเร็วขึ้น” ดร.สติธารกล่าว และว่า
ยุคปัจจุบันการหาคำตอบไม่ใช่เรื่องยาก ที่ยากคือการหาคำถาม เราอยู่ในอาชีพของเราทุกวันไม่มีความขวนขวายอยากรู้สิ่งใหม่เพราะคิดว่าไม่จำเป็น เราอยู่กับอะไรเดิมๆจนชิน อยู่ในองค์กรที่ไม่ว่าจะอยากทำอะไรผู้ใหญ่ก็บอกว่าไม่ได้ ส่วนผู้ใหญ่ทำงานเดิมมาตลอดชีวิตจนชิน ไม่เปิดรับ ไม่กล้าออกจาก comfort zone แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนอยากเรียนรู้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สุด นี่คือเหตุผลที่ออกจากงานเก่าที่ทำมากว่า 8 ปี ส่วนหนึ่งเพราะเชื่อว่าเทคโนโลยีมีความสำคัญในการพัฒนาประเทศ อีกแง่คือคิดว่าตัวเองสบายและอยู่ตัวเกินไป ความกระหายอยากรู้น้อยลงมาก จึงต้องพาตัวเองออกมาจากวงการที่ไม่รู้จัก พบคนที่ตัวเองไม่คุ้น นี่คือสูตรไม่ลับอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ผมไม่ได้บอกให้ทุกคนต้องออกจากงาน เพียงแต่ออกจาก comfort zone เพื่อเจอสิ่งที่แตกต่าง เปิดโลกทัศน์ตัวเองเพื่อกระตุ้นความอยากเรียนรู้
“คนรุ่นเก่าไม่ควรบอกคนรุ่นใหม่ว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน ในขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็ไม่ควรบอกว่าคุณเป็นไดโนเสาร์หมดยุคแล้ว ทั้งหมดเป็นดาต้า ทั้งหมดมีส่วนที่เลือกมาใช้ได้ในกรณีที่ต่างกัน แม้แต่โลกของสตาร์ตอัพก็มีการจ้างคนที่อายุมากเข้ามาทำงาน เพราะมองว่าประสบการณ์ในการบริหารงานและการเข้าใจคนเป็นสิ่งที่ขาด ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่หมายถึงเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรในสังคมที่แตกต่าง เราจะอยู่กันอย่างไรในช่องว่างระหว่างรุ่น ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้จะทำให้สังคมเคลื่อนไปข้างหน้าได้”
“หนังสือผมไม่พยายามพูดเรื่องความลำบาก แต่พยายามหาคำตอบและเสนอไอเดียบางอย่าง เช่น มหาลัยอาจเดินตามโลกดนตรี เพราะเป็นการเปลี่ยนประสบการณ์ เช่น สมัยเด็ก หากอยากฟังเทปก็ต้องไปสยาม สามย่าน สุดท้ายอยากฟังอะไรก็เลือกไม่ได้ต้องฟังทั้งเทป เรื่องนี้เกี่ยวกับการศึกษาเพราะปริญญาคือเทปอย่างหนึ่ง ค่อนข้างมีกรอบจำกัด เลือกฟังที่ชอบชอบก็ต้องซื้อมาฟังทั้งหมดในเทป แต่ในอนาคตถ้าเราเข้าเรียน จะเป็นเหมือนสมาชิก สปอติฟาย spotify ที่ผสมผสาน และเปิดกว้าง การเป็นอัลบัมตายตัวจะจางหาย” ดร.สติธารกล่าว พร้อมอธิบายด้วยว่า
“ถ้าใครเคยเรียนดนตรีอาจารย์จะไม่บอกว่าเล่นอย่างไร ต้องเล่นเองจากบ้าน ถึงเวลาเข้ามาจะต้องเล่น แล้วอาจารย์จะบอก จะแก้ให้ โดยที่รู้ว่าใครอ่อนอะไร การศึกษาต่อไปจะเป็นอย่างนั้น คนเรียนจากที่บ้าน มาทำแบบฝึกหัดด้วยกัน คุณอ่อนด้านไหนและอาจารย์จะได้เกาถูกจุด รั้วมหาลัยจะกลายเป็นที่รวมกันของคน เหมือนงานดนตรี เราไปเพื่อพบปะคนที่แตกต่าง โลกดนตรีเหมือนไม่เกี่ยวแต่กลับเป็นคำใบ้เกี่ยวกับมุมมองการศึกษาได้อย่างดี
ผู้นำในยุคการเปลี่ยนแปลงต้องสามารถเปลี่ยนได้ 3 อย่างคือ 1.เปลี่ยนความแตกต่างเป็นสร้างสรรค์ 2.เปลี่ยนความกลัวเป็นกล้า และ 3.เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ผู้นำที่ดีในยุคใหม่ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังความเห็นที่แตกต่าง และต้องฟังเสียงทุกคนในทีมคือประชาชน
่โดยในเวลา 17.00 น. ดร.สันติธารยังได้ร่วมแจกลายเซ็นต์ที่บูธมติชน มีประชาชนต่อแถวรอพบปะกับนักเขียนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47 และ สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 17 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 7 เมษายน 2562 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.

