ขอคุณพระคุ้มครองให้ทุกคนแคล้วคลาด จากภัยโรคระบาดคราวนี้ด้วย เทอญ
ต้องนับเป็นแสนปีแล้ว ที่มนุษย์เจ็บตายและทุกข์ทรมานกับโรคติดเชื้อต่างๆโดยไม่รู้สาเหตุ จนสัก 250 ปีก่อน ที่มนุษย์คิดค้นเครื่องมือซึ่งเรียกว่ากล้องจุลทรรศน์ขึ้นมา จึงได้รู้ว่า โลกนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตซึ่งขนาดเล็กมากกระทั่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ที่ปัจจุบันเรียกกันว่า “จุลินทรีย์”
สิ่งมีชีวิตที่ตามองไม่เห็นนี่นะ ทำให้มนุษย์เจ็บป่วยล้มตายได้ ไม่น่าเชื่อ
ต้องใช้เวลาร่วมร้อยปี วงการแพทย์ถึงยอมรับว่า จุลินทรีย์เหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยนานาประการ อีก 50 ปีต่อมาจึงค้นพบยาปฏิชีวนะ เป็นการค้นพบสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีอาวุธหรือเครื่องมือสู้รบกับจุลินทรีย์เหล่านั้นได้
แต่เมื่อได้สังเกตุก็เห็นว่า ขณะที่โรคติดเชื้อค่อยๆลดลง ก็เกิดโรคใหม่ๆเป็นปัญหาขึ้นมาแทนที่ ไม่ว่าโรคภูมิแพ้ (แพ้อากาศ แพ้ผิวหนัง แพ้อาหาร) แพ้ภูมิตัวเอง หอบหืด หรือโรคลำไส้อักเสบ
ที่เรียกรวมกันว่า โรคไม่ติดต่อ (เฮ้อ พูดแล้วยังหวาดโรคติดต่อชนิดที่กำลังระบาดไม่หาย)
ยิ่งประเทศที่เจริญมั่งคั่ง โรคเหล่านี้ดูเหมือนจะเพิ่มปริมาณตาม จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ระหว่างความร่ำรวยกับความสะอาดของประเทศ เป็นเหตุให้โรคต่างๆเหล่านี้เพิ่มขึ้นได้หรือเปล่า
เหมือนกับยังอธิบายไม่ได้ว่า เมื่อหมาป่าตัวสุดท้ายในอุทยานเยลโลว์สโตน สหรัฐ ถูกยิงตายในปี 2467 ก็เกิดความผิดปกติหลายอย่างขึ้น เสียงนกที่เคยระงมหายไป จำนวนต้นไม้ลดลง กบ เขียด งู ปลา ลดลง แม่น้ำใหญ่ที่เคยไหลเป็นเส้นตรงเริ่มคดเคี้ยว ไม่มีใครเชื่อมโยงหมาป่ากับระบบนิเวศได้
และทำไม 40 ปีให้หลัง ที่ชายคนหนึ่งงัดซากปลาดาวจากโขดหินโยนลงทะเล ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการทำงานของระบบนิเวศยิ่งขึ้น และเข้าใจการทำงานของร่างกายมนุษย์
เป็นไปได้ไหมว่า บางสิ่งบางอย่างในสิ่งแวดล้อม กระตุ้นให้เกิดโรคเพิ่มขึ้น
บางสิ่งบางอย่างที่เป็น “ปัจจัย” กระตุ้นให้เกิดโรคนั้นคืออะไร
หรือแท้จริงแล้ว ปัจจัยนั้นมิได้กระตุ้นโรค แต่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เคยเป็น “ปัจจัย” ป้องกันโรค นั้นได้หายไปหรือเปล่า ไม่ใช่ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรค – ปัจจัยดังกล่าวคืออะไร
หนังสือ เพื่อนเก่าที่หายสาบสูญ ของหมอ ชัชพล เกียรติขจรธาดา เล่มนี้ ดูเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะเป็นหนังสือที่ยืนยันและทบทวนให้รู้ว่า สุขภาพดีได้ด้วยการดูแลระบบนิเวศในร่างกาย
น่าหามาอ่านจริงๆ

๐ จากผู้เขียนหนังสือยอดเยี่ยมซึ่งขายดีที่สุด ตั้งแต่เป็นภาษาฮิบรูเมื่อ 9 ปีก่อน จนสามปีต่อมาเป็นภาษาอังกฤษ ขายได้กว่า 5 ล้านเล่ม ถูกแปลไปถึง 50 ภาษาทั่วโลก เซเปียนส์ ประวัติย่อของมนุษยชาติ ที่โลดโผน พิศดาร ของชาติพันธุ์ซึ่งมาครองโลก ตั้งแต่การเริ่มต้นที่ไร้พิษสง
วันนี้ ยูวัล โนอา แฮรารี มากับประวัติย่อของวันพรุ่งนี้ โฮโมดีอุส แปลโดยอาจารย์ นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้แปลเล่มแรกกับ ธิดา จงนิรามัยสถิต เป็นหนังสือต้องรีบหาอ่านอีกเล่มยามนี้
ยามที่คนจะเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่าความขัดแย้ง โดยเฉพาะสงครามที่ล้าสมัยไปแล้ว
คนเสี่ยงจะเป็นโรคอ้วนมากกว่าจะอดตาย เอ, คงไม่ใช่ตอนที่โรคกำลังระบาดนี่นะ
ความตายจะเป็นแค่ปัญหาทางเทคนิค ความเป็นอมตะกำลังจะมา โอ้โฮ, ท่าจะต้องอ่านให้รู้จริงๆ
มนุษยชาติกำลังจะมุ่งหน้าไปทางใด อนาคตของเราจะเป็นแบบไหน บอกไว้ชัดเจน แจ่มแจ้ง
อ่านเล่มนี้จบ อย่าลืมอย่าพลาด ที่จะค้นจากเว๊บ อ่าน เดอะ เวิร์ลด์ อัฟเตอร์ โคโรนาไวรัส (the world after coronavirus) ของผู้เขียนคนนี้ได้ฟรีๆด้วย เพื่อเห็นภาพที่ครบมุมมอง

๐ ก่อนนี้ สักราวครึ่งศตวรรษ ยามทารกพลัดตกหกล้ม หรือเด็กวัยซุกซนพลาดพลั้งร้องไห้ ผู้ใหญ่ก็จะเข้าไปปลอบ ร้องบอกว่า “ขวัญเอ๋ย ขวัญมานะ… ไม่เป็นไรแล้วลูก” ขวัญคืออะไรกันแน่
สุจิตต์ วงษ์เทศ บอกว่า ขวัญไม่ใช่วิญญาณ แตกต่างมากจากวิญญาณ และแทนความหมายกันไม่ได้ แต่ถูกทำให้เข้าใจปะปนกันจนแยกไม่ออก แต่อย่างน้อยๆที่อธิบายว่า ทำไมไทยจึงถือหัวเป็นของสูง ไม่ให้เล่นหัว โดยเฉพาะเด็กที่ห้ามจับหัวผู้ใหญ่ เพราะหัวมีขวัญ
ถ้ากระทบกระเทือนจนขวัญหาย จะอันตรายถึงชีวิต
ขวัญเป็นความเชื่อในศาสนาผี ที่ยกย่องแถนหลายพันปีมาแล้ว สืบมากระทั่งทุกวันนี้
ส่วนวิญญาณเป็นความเชื่อนำเข้าจากอินเดีย ยกย่องเทวดาในศาสนาพุทธพราหมณ์
เมื่อแถนพื้นเมืองพบกันเข้ากับเทวดาอินเดีย ก็ผสมกลมกลืนกันจนกลายเป็นลัทธิเทวราชในกัมพูชา และส่งอิทธิพลผ่านมาไทย
ขวัญเอ๋ย ขวัญมาจากไหน ปรับปรุงจากหนังสือและบทความที่เผยแพร่ก่อนหน้าสองเรื่องคือ
หนังสือ งานศพ ยุคแรกอุษาคเนย์ กับบทความเรื่อง “ความตายเพราะขวัญหาย ต้องทำพิธีเรียกขวัญนานหลายวัน : งานศพปัจจุบันสืบทอดพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้ว” ของผู้เขียน
ยากที่ใครจะค้นคว้ามาเขียนให้อ่าน จึงต้องอ่าน

๐ หากชอบแบบบู๊ล้างผลาญ ข้ามาคนเดียว ปืนกระบอกเดียว ยิงผู้ร้ายกระสุนไม่มีวันหมด คลี่คลายอารมณ์ยามจับเจ่าอยู่บ้านให้หัวโล่ง ต้องนิยายแปลจีน ผลาญ ของ เชียนซานฉาเค่อ
เรื่องของสะใภ้สาวในวังเจ้าที่เป็นเหยื่อของการช่วงชิงอำนาจ จนถูกทรมาทารกรรมแสนสาหัส ชนิดผู้อ่านเห็นภาพการถูกตัดแขนตัดขาควักลูกนัยน์ตา ปล่อยให้ตาย ด้วยความแค้นทำให้เธอร้องขอพญายมราชให้โอกาสเธออีกครั้ง ที่จะกลับมาคิดบัญชีทั้งต้นทั้งดอก
พญายมให้โอกาสเธอหรือไม่ไม่รู้ แต่เธอกลับมาเกิดในร่างเดิมวัย 14 พร้อมความทรงจำเก่า แต่ย้อนเหตุเดิมที่ยังไม่เกิด เปิดช่องให้เธอได้ทบทวนป้องกัน และสวนรอยกลับได้อย่างดุดัน
การยอกย้อนเหตุการณ์ที่ผู้เขียนผูกไว้เร้าใจ ทำให้ผู้อ่านต้องเอาใจช่วยไปทีละขั้น ในการคืบคลานเข้าหาผู้กระทำแต่ละราย โดยมีขุนนางหนุ่มที่ร่วมหอกับเธอคอยช่วยเหลือเต็มกำลัง ทั้งที่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ซึ่งแม้แต่เธอเองก็ต้องฟื้นรำลึกอดีตชาติไปเป็นช่วงๆ
คณะ ห้องสมุด แปลหนังสือ เล่มนี้ให้อ่านได้ราบรื่นแทบไม่อยากวาง

๐ แต่หากอยากอ่านเรื่องแปลของนักเขียนระดับโลก ซัลมาน รัชดี ที่กลับสู่เรื่องเล่าแบบสัจนิยม หลังจากไปเพลินกับสัจนิยมมหัศจรรย์มาพักใหญ่ นำประเด็นของสังคมร่วมสมัยมาผูกเป็นนิยายน่าอ่าน ให้เห็นความเลื่อนไหลทางเพศ คนชายขอบและผู้อพยพ กฎหมายอาวุธปืน มาเฟีย สวัสดิการรัฐ การขึ้นมาของขั้วการเมืองฝ่ายขวา กระทั่งโลกภาพยนตร์ ฯลฯ ผู้เขียนถ่ายทอดความเป็นอเมริกันที่ลุ่มลึก แต่อ่านง่าย สะเทือนใจ
บ้านโกลเดน (เดอะ โกลเดน เฮาส์ – The Golden House) เริ่มวันที่ประธานาธิบดีโอบามาสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เนโร โกลเดน ปรากฏตัวพร้อมลูกชายทั้งสาม ที่ทำให้เพื่อนบ้านประหลาดใจและสัมผัสได้ถึงรังสีลึกลับจากสี่พ่อลูก
จากนั้นเรื่องสนุกสนานน่าทึ่งจากบุคลิกตัวละครแต่ละตน จะดึงดูดให้ติดตามอย่างระทึกใจใคร่รู้
สุนันทา วรรณสินธ์ แปลให้อ่านได้สำราญ พินิจฝีมือผู้เขียนเปรียบกับงานชิ้นก่อนๆได้

๐ โรคระบาดยังไม่ผ่อนคลายปัญหา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับเอไอหรือไอเอง หวั่นปิดยาวคนตกงานทะลุ 10 ล้าน เอกชนจี้ผ่อนผันธุรกิจเดินต่อ, สถานการณ์โควิด นักการเมืองทำอะไร, ธนินท์โชว์วิชั่นส่งตรงรัฐบาลสู้วิกฤติ, ทำไมไม่ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาสถานการณ์
อ่านเปิดเมือง เปิดร้าน ต้านโควิด, ขัดสนน่ากลัวกว่าป่วยไข้, โรคของเมือง ฯลฯ
ระดมปัญญา ระดมปัญญา ประชาชนคือพืชพันธุ์ของแผ่นดิน ปล่อยให้เหี่ยวเฉาไม่ได้ จะเร่งทำนุบำรุงอย่างไรในภาวะศัตรูพืชรุมโจมตี
นาทีนี้ คือเวลาวัดฝีมือผู้บริหาร วัดฝีมือคนไทย มีเดิมพันคือชีวิตผู้คน.

บรรณาลักษณ์

