พบยัญพิธีเชือดแพะ กับวิหารหนังสือในลอนดอน

31.05.20 | 11:24 น.

พบยัญพิธีเชือดแพะ กับวิหารหนังสือในลอนดอน

แม้การสาธารณสุขในประเทศจะป้องกันตัวเองในระดับน่าพอใจ และข่าวการทดลองยารักษากับวัคซีน มีความคืบหน้าไปเรื่อยๆ แต่การระบาดของโรคร้ายก็ยังไม่สร่างซา ต้องระวังการระบาดซ้ำอย่างจริงจัง เพราะสำหรับมนุษย์แล้ว คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าเผชิญหน้ากับโรคที่สาหัสถึงตาย

​อ่านเอาเรื่องมาหลายเล่มแล้ว ตลอดภาวะตึงเครียดหลายเดือนที่ผ่านไป สลับบรรยากาศหน่อย อ่านนิยายใช้ความคิดกับสารคดีเพิ่มพูนสติปัญญาซึ่งให้ความบันเทิงจิตใจ น่าจะเหมาะแก่สถานการณ์

ทุกวันนี้ แม้การเปลี่ยนแปลงทางวิทยาการทำให้หนังสือกระดาษถึงกับต้องดิ้นรนอยู่รอด เมื่อความเคยชินของคนร่วมสมัยปรับแปรไป แต่สังคมซึ่งคุ้นเคยกับการอ่านก็มิได้กลับหน้ามือชั่วข้ามคืน ลอนดอนเป็นสถานที่ที่มีร้านหนังสือประดับเมืองทุกหัวระแหง งดงาม ดึงดูด เชิญชวนให้ก้าวเข้าไปค้นหา

​เป็นสวรรค์สำหรับคนรักหนังสือ ที่เมื่อเจอเดี๋ยวๆร้านเดี๋ยวๆร้าน ก็แทบไม่อยากไปที่อื่นต่อ

​๐ สำหรับคนอ่านหนังสือเช่น ปีติชา คงฤทธิ์ หรือ ฟาน.ปีติ เมื่อมีโอกาสได้เดินทางไปอังกฤษ พบร้านหนังสือสารพัดราวกับมายาตรงหน้า London Book Sanctuary จึงเกิดขึ้น

Advertisement

​กลายเป็นเรื่องตะลอนเที่ยวร้านหนังสือทั่วกรุงลอนดอน ของนักเขียนภาพประกอบ ช่างภาพ และนักเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร พร้อมการสนทนากับเจ้าของร้าน ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ซึ่งหาเรียนไม่ได้ ในมหานครอันอบอุ่นและปลอดภัย และสำหรับคนซึ่งกำลังท้อแท้ ร้านหนังสือทุกร้านจะจุดประกายใหม่ขึ้น

ร้านหนังสือ cookbook ที่เปิดร้านอาหารอยู่ด้านใน โดยเปิดโอกาสให้ทดลองแต่ละเมนูจากตำราที่ขาย ให้ลิ้มรสและทดสอบฝีมือกันเห็นๆ แจ่มจริงๆ, ร้านหนังสือสีรุ้ง ซึ่งยืนหยัดเพื่อความหลากหลายทางเพศ กลายเป็นที่พึ่งของกลุ่มซึ่งกำลังสับสน น่าชื่นใจแท้, โกดังหนังสือเก่าสูงท่วมหัวชายวัยเกษียณจอมเพี้ยน แต่แข็งแรงและสดใส, ร้านหนังสือสงครามที่เสนอเรื่องราวของสงคราม เพื่อยุติสงครามตลอดไป

​กับร้านหนังสือตำราเวทมนตร์ ที่แน่นอนว่าเจ้าของร้านคือแม่มด, ทั้งยังมีเรือที่จอดอยู่ริมน้ำ ตลอดลำบรรทุกหนังสือเต็ม และในวันอากาศดี บนดาดฟ้ายังมีวงบรรเลงเพลงแจซสดๆให้ฟัง น่าหลงใหล

​เจ้าของร้านหนังสือแห่งหนึ่งพูดให้ฟังว่า “เสียงตอบรับกับปฏิกิริยาของผู้คนนี่แหละ ที่เป็นกำลังใจให้อยากเปิดร้านต่อไป หลายครั้งมีคนเข้ามาคุยแล้วร้องไห้ ร้านของเราทำให้พวกเขาตระหนักว่า สังคมเรามีบางอย่างที่ผิดพลาด ชีวิตพวกเขามีบางอย่างที่ขาดหาย และพวกเขาต้องการสิ่งเหล่านั้นกลับมา” นี่เป็นเรื่องที่คนรักหนังสือด้วยกันคงเข้าใจ

​๐ งานของนักเขียนรางวัลโนเบลชาวเปรู มาริโอ บาร์กัส โยซา ผู้รังสรรค์ความคิดความเข้าใจผู้คน หนึ่งในสดมภ์หลักของนักเขียนกลุ่มลาตินอเมริกาบูมอันเลื่องลือ ยัญพิธีเชือดแพะ

​เมื่อ “อูราเนีย กาบราล” หวนกลับบ้านเกิด หลังพลัดจากสาธารณรัฐโดมินิกันไปค่อนชีวิต พร้อมฝันร้ายจากอดีตที่ตามหลอกหลอนเธอ ในยุคแห่งความเหี้ยมโหดของ “ราฟาเอล ตรูฆิโย” จอมเผด็จการผู้ได้รับสมญา “ไอ้แพะหื่น” ภัยสยองก็แผ่คลุมสาธารณรัฐ ประเทศเต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อ กับลัทธิบูชาตัวบุคคล การทรมาน ขืนใจ ฆ่าปิดปากผู้ต่อต้านระบอบตรูฆิโย ดำรงอยู่นานหลายทศวรรษ

​ภายใต้บรรยากาศการเมืองที่คุกรุ่นด้วยความกลัวและความหวาดระแวง กลุ่มผู้ก่อการก็กำเนิดขึ้น ขณะจอมเผด็จการพยายามยื้ออำนาจอย่างสุดฤทธิ์ อดีตของอูราเนีย ชะตากรรมของผู้ก่อการ ความอำมหิตของเผด็จการ ผูกร้อยเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ชั้นครู เรื่องในอีกซีกโลกที่น่าเรียนรู้

​พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ แปลให้เห็นความไม่แตกต่างของจิตใจคน ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลกก็ตาม

​๐ เป็นหนังยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งของโลกและของผู้กำกับ สแตนลีย์ คูบริค มาตั้งแต่ปี 2514 ที่คนไทยไม่ได้ดู ไม่ว่าเพราะยุคขึ้นภาษีหนังหรือเพราะความรุนแรง จากหนังสือเล่มดังของ แอนโธนี เบอร์เจส ในปี 2505 เมื่อเกือบ 6 ทศวรรษมาแล้ว แต่ความโด่งดังของงานชิ้นนี้ยังจำหลักอยู่

​บัดนี้ ปราบดา หยุ่น ได้แปล A Clockwork Orange (อะ คลอคเวิร์ค ออแรนจ์) เล่มนี้ ให้อ่านกันแล้วในชื่อ คนไขลาน นิยายเรื่องเอกซึ่งท่วมท้นด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรุนแรง และเรื่องเพศ กับเนื้อหาที่เผยถึงความรุนแรงของสังคมอนาคตที่เห็นมาแต่กว่าครึ่งศตวรรษก่อน

​เมื่อแก๊งวัยรุ่นคึกคะนอง 4 คนก่อเรื่องเพื่อความบันเทิงใจ แต่ก็ต้องรับผลของการกระทำ ด้วยการจ่ายราคาสูงลิบในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่ง “อิสรภาพ” ในการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในช่วงชีวิต และการถูกลิดรอนอิสระในการเลือกกับความปรารถนา

​กระทั่งกลายเป็นคนที่ไม่สามารถทำตามความต้องการของตัวเองได้ ไม่ต่างกับเครื่องจักรไขลาน ที่กระทำสิ่งต่างๆไปตามกลไกควบคุมเท่านั้น นักอ่านหรือนักชมภาพยนตร์ไม่น่าพลาดหนังสือเล่มนี้

​๐ ผลงานชั้นเยี่ยมของนักเขียนชั้นนำของโลก ซึ่งหลายคนอาจยังไม่เคยได้อ่าน รออยู่แล้ว
ฝันของคนบ้า (The Dream of a Ridiculous Man) ของนักเขียนชื่อก้องโลกชาวรัสเซีย ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ งานชิ้นเอกที่แสดงวิถีขัดขืนระหว่างอารมณ์ด้านมืดกับมโนธรรมได้กว้างจนไร้ข้อกังขา ด้วยการเปลือยกระบวนคิดของคนสิ้นหวังในภาวะใกล้จะฆ่าตัวตาย ให้หลั่งไหลออกมากับตัวอักษร สะท้อนโศกนาฏกรรมในจิตใจมนุษย์ออกมาหลายแง่มุม ซึ่งปะทะความจริงของสังคมวิปลาสทันยุคสมัย โดยไร้พรมแดนเวลา

รติกร กีรติ แปลให้เห็นสภาพหนึ่งของมนุษย์ซึ่งไม่ยากจะเข้าใจ แต่อาจไม่เคยเห็น

๐ “ผมหวังว่าคุณจะไม่รำคาญ คิดไปว่าผมเอาสิ่งละอันพันละน้อยมาใส่จนรกตู้ ก้นบุหรี่แต่ละอันมีลักษณะพิเศษที่บ่งบอกอารมณ์ล้ำลึกของเธอเวลาที่เธอดับมัน อย่างเช่นลองดูก้นบุหรี่สามอันที่ผมเก็บมาในวันที่ 17พฤษภาคม ค.ศ.1981 ทุกอันคดงอพับและถูกอัดแน่น ทำให้นึกถึงความเงียบอันน่าอึดอัดของเธอในวันนั้น การที่เธอไม่ยอมบอกว่า มีอะไรรบกวนใจ และพยายามแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ก็ปิดไม่มิด”

“ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต แม้ตอนนั้นผมจะยังไม่รู้ตัวก็ตาม หากผมรู้ หากผมเปรมปรีดิ์กับเวลาแสนประเสริฐนั้น ทุกสิ่งจะต่างไปไหมหนอ ต่างสิ ถ้าผมรู้นั่นเป็นเวลาแห่งความสุขสมบูรณ์แบบ ผมจะยึดมันไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไป น่าจะแค่ไม่กี่วินาทีที่ความเรืองรองโอบล้อมตัวผม ความสุขสงบลึกล้ำแผ่ซ่านทั่วร่าง แต่ดูเหมือนยาวนานหลายชั่วโมง หลายปีเสียด้วยซ้ำเวลานั้น”

“ยามบ่ายวันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ.1975 ราวสองโมงสี่สิบห้า เรารู้สึกล่องลอยพ้นจากบาปและสำนึกผิดทั้งปวง โลกทั้งโลกดูจะหลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงและกาลเวลา ผมจูบไหล่เธอซึ่งชื้นเหงื่อจากการร่วมรักอย่างร้อนแรง ค่อยๆแทรกเข้าไปในร่างเธออย่างนุ่มนวลจากด้านหลัง และเมื่อผมขบใบหูเธอเบาๆ ต่างหูเธอคงจะหลุดออก ลอยคว้างกลางอากาศก่อนจะร่วงหล่นลง เราสุขสมลึกล้ำจนจูบกันต่อไป ไม่ใส่ใจต่างหูที่ร่วงหล่น ผมไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่ามันมีรูปทรงอย่างไร”

นั่นคือ The Museum of Innocence ​(เดอะ มิวเซียม ออฟ อินโนเซนส์) ของนักเขียนรางวัลโนเบลชาวตุรกีเล่มโตที่นักอ่านจอมละเมียดไม่น่าพลาด นพมาส แววหงส์ แปล


๐ หลายคนยังถกถามถึง หลายคนยังไม่เข้าใจ หลายคนยังเคลือบแคลงเพราะเห็นเพียงด้านหนึ่ง หากตั้งใจรู้จักและเรียนรู้ ความจริงย่อมเปิดเผยให้เห็นได้ไม่ยากด้วย เผด็จการวิทยา ของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ที่จะรู้ทันวัฒนธรรมอำนาจนิยม ซึ่งอยู่คู่กับสังคมมาทุกยุคทุกสมัย

เพราะ “ถึงเวลาแล้ว ที่นักประชาธิปไตยต้องสนใจเรื่องอำนาจนิยม ทำนองเดียวกัน สำหรับบางคนที่นิยมชมชอบระบอบอำนาจนิยมและเป็นนักเผด็จการ หรือจะเป็นกองเชียร์เผด็จการ ก็ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อความเข้าใจในสิ่งที่เป็นตัวตนของพวกเราทั้งหลาย ไม่ฉะนั้น ฝ่ายขวาไทยจะเป็นเพียงพวกหลับหูหลับตา เชียร์เผด็จการอย่างหาสาระไม่ได้”

น่ากลัวนะ หากสนับสนุนสิ่งที่เราไม่รู้จัก หรือเชื่อในเรื่องที่เราไม่เข้าใจ ต้องหาอ่านพิสูจน์ความเชื่อ


๐ นิตยสารการเมืองในดวงใจ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับมงคล หน้ากากผ้าฝีพระหัตถ์ราชินี ขวัญกำลังใจพสกนิกรสู้ภัยโควิด 19 , อ่านฟื้นฟูการบินไทย ตั้งบอร์ดใหม่ ดึงมืออาชีพเสียบ เขี่ยคนภูมิใจไทยตกรันเวย์, สภาเปิด การเมืองเปิด สารพัดศึกใน พ.ร.ก.กู้เงิน,

เหลียวหลังแลหน้า ป้อม ป๊อก ประยุทธ์ เมื่อระบอบทักษิณล่ม ขั้วบ้านสี่เสาโรยรา 3 ป เฟื่องฟู 3 จอมพลผงาด เล็งกุมอำนาจ 3 ทศวรรษ – ไชโย้… มาละเหวย มาละวา มาแต่ของเขา ของเราไม่มา…

ตะละล้าาาา…..

อ่านรายงานพิเศษ ​6 ปีระบอบประยุทธ์ อะไรคือสิ่งที่ควรจดจำและตั้งคำถาม คุยกับอาจารย์ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ กับขบวนการแช่แข็งประเทศ

อย่าพลาด “ไทยชนะ” ความหวังดีแต่ประสงค์ร้ายต่อเสรีภาพและความเป็นส่วนตัว ?

———————————————–
บรรณาลักษณ์