เดินไปในเงาฝัน : ไดอารี่ล็อกดาวน์อู่ฮั่น : โดย สาโรจน์ มณีรัตน์
ลึกๆ ผมมีความคาดหวังว่าสักวันคงมีใครสักคนเขียนหนังสือในลักษณะของเรื่องเล่าจากเหตุการณ์จริงในกรณีไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนเป็นสถานที่แรก
ก่อนที่จะระบาดในอีกหลายประเทศทั่วโลก
ที่ขณะนี้มหัตภัยไวรัสกลับมีชื่ออย่างเป็นทางการแล้วคือโรคโควิด-19 และทำท่าว่าโรคนี้กำลังไล่เข่นฆ่าผู้คนชาวโลกมนุษย์อย่างไม่รู้จะจบสิ้นเมื่อใด
ขณะเดียวกัน ผมยังมีความคาดหวังเช่นกันที่อยากจะเห็นใครสักคนรวบรวมภาพถ่ายของเมืองที่ไร้ผู้คนยามมหันตภัยไวรัสเล่นงาน จนทำให้เมืองต่างๆ บนโลกใบนี้กลายเป็นเมืองร้าง
เป็นเมืองที่ไม่มีชีวิต
และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความหดหู่
สิ้นหวัง
จนทำให้ “เรา” สัมผัสได้ถึง “ความน่ากลัว” ของมหันตภัยไวรัสร้ายชนิดนี้
จนที่สุดความคาดหวังของผมก็เป็นจริง แม้จะเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวก็ตาม เพราะมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานทางด้านสิทธิสตรีของจีนเขียนหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา
หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “Diary of the Wuhan Lockdown” หรือชื่อภาษาไทยคือ “ไดอารี่ล็อกดาวน์อู่ฮั่น” ซึ่งมีผู้เขียนชื่อ “กัวจิง” ส่วนผู้ที่แปลออกมาเป็นภาษาไทยคือ เรืองชัย รักศรีอักษร
“กัวจิง” อายุเพียง 29 ปี แม้เธอจะไม่ใช่ชาวอู่ฮั่นโดยกำเนิด เพียงแค่มาใช้ชีวิต และทำงานในเมืองอู่ฮั่น ดังนั้น เมื่อเกิดมหันตภัยไวรัสเริ่มแพร่ระบาดในเมืองเมืองนี้ จนกระทั่งรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ เธอจึงตกเป็นผู้ต้องขังจำเป็นของเมืองอู่ฮั่นไปโดยปริยาย
เธอไม่รู้จะทำอะไร
ทั้งยังรู้สึกสับสน
ว้าวุ่น
กระทั่งเมื่อเพื่อนของเธอจุดประกายให้ “กัวจิง” เขียนไดอารี่ออนไลน์ถ่ายทอดความจริงในมิติต่างๆ ของหลายชีวิตที่อยู่ในช่วงปิดเมืองอู่ฮั่น เพื่อทลายการปิดกั้นทั้งต่อข้อมูลข่าวสาร และเสียงของผู้คนที่มองการปิดเมืองไปในมุมต่างๆ ที่ไม่ตรงกัน
จนที่สุดไดอารี่ออนไลน์ของเธอจึงถูกสำนักข่าวบีบีซี และเดอะ การ์เดียน นำความบางส่วนไปนำเสนอข่าวภาคภาษาอังกฤษ จนทำให้ผู้คนจากทั่วโลกเริ่มมองเห็นภาพของมหันตภัยไวรัสชนิดนี้ชัดเจนขึ้น
เพราะเธอเริ่มเขียนไดอารี่ออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2563 จนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2563 จนกระทั่งสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในไต้หวันได้นำไดอารี่ออนไลน์ของเธอไปพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กส์ ฉบับภาษาจีนชื่อ “Diary of the Wuhan Lockdown”
ก่อนจะถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ รวมทั้งภาษาไทยด้วย
ดังนั้น ในหนังสือ “ไดอารี่ล็อกดาวน์อู่ฮั่น” จึงมีทั้งหมด 10 บทด้วยกัน และแต่ละบทจะมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่มากมาย ฉะนั้น หากไม่มีใครบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ ความทรงจำเหล่านี้คงถูกลืมเลือน
หรือถูกเล่าขานเพียงรุ่นสู่รุ่นเท่านั้นเอง
“กัวจิง” เขียนเล่าให้ฟังในบทที่ 1 ของวันแรกที่เริ่มบันทึกไดอารี่เรื่อง “เมืองเมืองหนึ่งหยุดนิ่งลงในสภาพเช่นนี้” ดังความบางส่วนว่า…ถือว่าฉันเป็นคนใจเย็น และสงบนิ่งเมื่อเผชิญปัญหา กระทั่งวันที่ 20 มกราคม ผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นเกินร้อย
“มณฑลอื่นเริ่มมีผู้ป่วย ฉันเริ่มทำอะไรไม่ถูก เห็นได้ชัดจากข่าวสารข้อมูลที่เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่ามีการปิดข่าว และเริ่มจากวันนั้นที่ตามถนนหนทางในอู่ฮั่นมีผู้คนสวมหน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้น ร้านขายยาหลายแห่งขายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์หมดเกลี้ยง คนอีกจำนวนมากพากันซื้อยาป้องกัน และรักษาหวัด”
“โลกเงียบจนน่ากลัว ฉันพักอยู่ตามลำพัง ได้ยินเสียงจากโถงทางเดินในตึกเป็นครั้งคราว จึงแน่ใจว่ายังมีคนอื่นอยู่ จากนั้น ฉันจึงไปร้านขายยาพบว่าไม่มีหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ขาย ฉันซื้อวิตามินซีแบบยาเม็ดฟองฟู่ ระหว่างรอคิวจ่ายเงิน เห็นหลายคนใส่หน้ากากอนามัยสองชั้น ฉันจึงตัดสินใจเลียนแบบบ้าง”
ขณะที่ในบทที่ 5 เรื่อง “นี่อาจเป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะออกนอกบ้าน” ที่ “กัวจิง” เขียนไดอารี่ดังความบางส่วนว่า…อู่ฮั่นเวลานี้ตกอยู่ในสภาพวุ่นวายสับสน ไม่มีใครมีคำตอบที่ชัดเจนสมบูรณ์ นอกจากเข้าใจสภาพแวดล้อมรอบตัว และคนส่วนหนึ่งแล้ว วิธีที่ฉันได้รับข่าวสารก็เหมือนทุกคน
“วันนี้ท้องฟ้าอึมครึม ตอนเช้าเดิมทีฉันไม่คิดจะออกไปนอกบ้าน แต่แล้วก็เห็นประกาศกลางดึกของกองบัญชาการป้องกันปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตัดสินใจให้ทุกเขตอาศัยทั่วเมืองดำเนินการดูแลการกักตัว พอเป็นเช่นนี้ ฉันต้องออกไปแล้ว”
“ฉันต้องการรู้ว่าเรื่องนี้เริ่มปฏิบัติไปแล้วหรือยัง รวมทั้งการดูแลการกักตัวที่ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ที่ประตูเขตอาศัย นอกจาก รปภ.แล้วยังมีอีก 3 คน ตอนที่ฉันออกไปไม่มีใครขัดขวาง และนี่อาจเป็นการออกนอกบ้านครั้งสุดท้ายของฉัน ฉันอยากอยู่ข้างนอกนานสักหน่อย จึงขี่จักรยานตระเวนออกไป”
ต้องยอมรับว่าในบทที่ 1 และบทที่ 5 ทำให้เราเห็นรายละเอียดในการถ่ายทอดของ “กัวจิง” เป็นอย่างดี แม้ในความเป็นจริงจะมีรายละเอียดมากกว่านี้ก็ตาม
แต่กระนั้นภาพต่างๆ เหล่านี้ก็แทบไม่มีใครรู้เลยว่า…อะไรเกิดขึ้นที่อู่ฮั่นบ้าง ?
ยิ่งเมื่อมาอ่านในบทที่ 8 เรื่อง “ชีวิตยามถูกกักตัวไปไหนไม่ได้” ที่ “กัวจิง” สะท้อนเรื่องผ่านไดอารี่ออนไลน์กลับชัดเจนยิ่งขึ้น เธอเขียนความบางส่วนบอกว่า…การปิดเมืองสร้างความเจ็บปวด และบาดแผลให้กับประชาชน
“ช่วงที่โรคระบาดมีคนตายเพราะไม่ได้รับความยุติธรรม ผู้ป่วยบางคนไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมในช่วงปิดเมือง บริษัทบางแห่งล้มละลายเพราะไม่สามารถดำเนินกิจการได้ หลังจากพ้นจาการระบาดแล้ว รัฐบาลควรเข้ามาเยียวยาทางเศรษฐกิจให้กับคนเหล่านี้”
“ช่วงโรคระบาด ความกลัวปอดอักเสบ ความวิตกจากการถูกกักตัวในบ้าน ความสิ้นหวังจากความไม่แน่นอนของอนาคต อารมณ์เหล่านี้ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข การเกิดเหตุรุนแรงย่อมเป็นเรื่องเลี่ยงยาก”
“มีสามีภรรยาคู่หนึ่งทิ้งทารกแรกเกิดไว้ที่โรงพยาบาลเหรินหมินหัวเฉียว เขตเฉิงไห่ เมืองซ่านโถว โดยเขียนข้อความทิ้งไว้บอกว่าพวกเขาใช้เงินออมเป็นค่าคลอดลูกจนหมด เวลานี้ปอดอักเสบระบาดหนัก ไม่มีรายได้ ขอให้โรงพยาบาล หรือทางตำรวจพาเด็กไปส่งที่สถานรับเลี้ยงเด็กด้วย”
“พวกเขาจะออกไปหางานทำ ถ้าเอาตัวรอดได้ ภายในหนึ่งเดือนจะไปรับเด็กจากสถานรับเลี้ยงเด็ก และจ่ายค่าเลี้ยงดูให้สถานรับเลี้ยงเด็กด้วย”
ล้วนเป็นภาพที่หดหู่มาก
เพราะจากมหันตภัยไวรัสโควิด-19 นี่เองที่ได้สร้างตราบาปให้กับหลายครอบครัวในเมืองอู่ฮั่น และเมืองอื่นๆ ของประเทศจีน ขณะเดียวกัน ก็สร้างความหดหู่ให้อีกหลายครอบครัวบนโลกใบนี้
ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่านอกจากหนังสือเรื่อง “ไดอารี่ล็อกดาวน์อู่ฮั่น” เล่มนี้แล้ว อีกไม่นานคงจะมีหนังสือที่เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ออกตามมาอีกจำนวนมาก
ไม่เว้นแม้แต่หนังสือภาพที่ผมอยากเห็น
และอยากซื้อเก็บไว้เพื่อเป็นบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ในปี 2020 ที่ควรจดจำอย่างยิ่ง
ลองไปหาซื้อหนังสือ “ไดอารี่ล็อกดาวน์อู่ฮั่น” ดูนะครับ ?

