เปิดตัว ‘ปิดแท็บชีวิตแค่ปิดโซเชียล’ ตำราจัดสมดุลชาวเน็ต สะกิด ‘ติดดราม่า-หาหมอกูเกิล’ ต้องอ่าน!

30.03.22 | 17:11 น.

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่สถานีกลางบางซื่อ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 โดยเวลา 15.00 น. บริเวณเวทีกลาง ชั้น M มีการจัดเสวนาเปิดตัวหนังสือ “My Brain Has Too Many Tabs Open” ปิดแท็บชีวิตแค่ปิดโซเชียล ผลงานของ ของ Tanya Goodin มีวิทยากรได้แก่ น.ส.พรรษรัตน์ พลสุวรรณา ผู้แปลหนังสือ และ พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี กุมารแพทย์โรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤติ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมอง ดำเนินรายการโดย วิกรานต์ ปอแก้ว

สำหรับหนังสือ “My Brain Has Too Many Tabs Open” ปิดแท็บชีวิตแค่ปิดโซเชียล คือหนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์ Broccoli เครือสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับยุคสมัยนี้ที่เต็มไปด้วยข่าวสารและดราม่าในโลกออนไลน์

น.ส.พรรษรัตน์ ผู้แปลหนังสือ “ปิดแท็บชีวิตแค่ปิดโซเชียล” กล่าวถึงเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ว่า เป็นการบอกเล่าถึงพฤติกรรมในโซเชียลมีเดีย ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตและใช้โซเชียลไปด้วยกัน เราใช้เทคโนโลยีเยอะเกินไป นี่คือคู่มือในการใช้เทคโนโลยีและโซเชียล เปรียบเหมือนเวลาซื้อโทรทัศน์จะมีคู่มือการใช้งาน แต่โซเชียลเกิดขึ้นมา เราใช้มันโดยไม่รู้ว่า ดีไหม จะส่งผลอะไรหรือเปล่าหนังสือเล่มนี้จะเตือนสติ ให้ฉุกคิดว่าเราทำแบบนี้หรือเปล่า แล้วมันจะส่งผลต่อเราอย่างไร

จากนั้น น.ส.พรรษรัตน์เล่าถึงแง่มุมต่างๆ ในการใช้โซเชียลว่า ในฐานะผู้แปล อ่านแต่ละบทก็รู้สึกว่า เราเคยทำสิ่งนี้ เป็นเรื่องใกล้ตัว ปรากฏขึ้นอยู่จริง ทุกบทมีตัวอย่างให้เห็นชัด ก่อนยกกรณีที่ใกล้ตัว เช่น เรื่องของพ่อแม่ที่ดูแต่มือถือ จนละเลยลูก, พ่อแม่ที่แชร์คลิปลูกโดยไม่ทันคิดว่าละเมิดสิทธิส่วนตัวของลูกหรือไม่ ไปจนถึงการกินข้าวร่วมกัน แต่นั่งไถโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือไลน์นอกเวลางาน ส่งผลให้เกิดความเครียด ซึ่งทุกคนต่างเคยประสบกับเรื่องแบบนี้

“พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสากล เราสามารถเทียบกับตัวเอง เพื่อนที่เห็นในโซเชียลได้หมด แต่อาจมีตัวอย่างที่ไทยไม่มี เช่น วัยรุ่นออสเตรเลีย พ่อแม่ลงรูปตอนเด็ก เขาไม่ชอบ โตขึ้นมาขอให้พ่อแม่ลบ พ่อแม่ไม่ลบ สุดท้ายลูกไปฟ้องศาล คือเรื่องที่ไทยยังไม่เกิดขึ้น แต่อาจจะเป็นไปได้

Advertisement

ส่วนเรื่องการทำงานผ่านแพลตฟอร์ม อยู่ที่เราจะหาสมดุลอย่างไร ต้องพูดคุยทำความเข้าใจ ว่าส่งงานช่องทางเมล์, ไลน์ ไม่ส่งนอกเวลาเพราะจะรบกวน มีกรอบเวลาเท่านี้ ถ้าด่วนจริงส่งมาได้ เพราะคนที่ส่งบางที่ไม่คิดอะไร แต่คนที่รับ แค่มีเมล์เข้ามา ก็เครียดแล้ว แม้แต่ยังไม่ได้เข้าไปกดอ่านก็ตาม”

“หลังอ่าน เจอจุดหนึ่งที่ทำเหมือนหนังสือที่ ที่พูดว่า พยายามอย่าเดินไป เล่นมือถือไป เคยทำและตกบันได แต่ก็ยังทำอยู่ พอมาอ่านเล่มนี้เขาบอกว่า ต่อให้เดินทางเรียบก็เกิดอุบัติเหตุได้ แม้แต่ในบ้านของเรา ก็เกิดอุบัติเหตุเยอะ ถ้าจะดูก็หยุดอยู่กับที่ ไม่เป็นอันตราย ไม่ขวางคนอื่น ดูเสร็จแล้วก็เก็บ

กลายเป็นผลกระทบกับเรา ที่ต้องเรียนรู้เพื่อสร้างสมดุล ให้ใช้มันได้อย่างฉลาด การเล่นมือถือตอนนั่งกับเพื่อน เราอาจไม่ได้ติดไร แต่เพื่อนเขาคิดว่า เรามาด้วยกัน หนังสือเล่มนี้จะทำให้ฉุกคิดอะไรได้หลายอย่าง ฝรั่งก็มีเหมือนกัน หนังสือเล่มเป็นสากลมาก มีทั้งเรื่องข่าวปลอมที่ส่งมาทางโซเชียล เราควรจะเชื่อทุกอย่างที่เห็นผ่านตาไหม อัลกอริทึม เอาอะไรที่เราอยากเห็น อยากอ่าน อยากฟังขึ้นมา” น.ส.พรรษรัตน์กล่าว และว่า หนังสือเล่มนี้ทันสมัยมาก พูดถึงเหตุการณ์โรคระบาดที่เพิ่งเกิดด้วย เนื้อหาเป็นปัจจุบัน การเวิร์กฟรอมโฮม การเรียนออนไลน์ ต่อให้เราไปไหนไม่ได้ เทคโนโลยีก็มาช่วย แต่อะไรที่มากเกินไป ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำงานหรือเรียนที่บ้าน จนไม่มีเส้นแบ่ง เส้นเบลอจนทำให้คนแยกไม่ได้ ชีวิตเขาเครียด เพราะรู้สึกว่าต้องทำงานตลอดเวลา หนังสือเล่มนี้ จะบอกว่า เราควรจะจัดสมดุลอย่างไรให้ใช้ชีวิต

เขาไม่ได้บอกให้เราตัด แต่บอกให้เราอยู่อย่างสมดุล ถ้ารู้สึกว่าหนักมาก ไม่ไหวแล้ว ตัดไปเลยก็ได้ เพราะนั่นคือสมดุลของคุณ แต่ถ้าตัดไม่ได้ หาจุดที่ไม่เยอะเกินไป ไม่ส่งผลเสียกับเรา” น.ส.พรรษรัตน์กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ พญ.ปุษยบรรพ์ เจ้าของเพจ “หมอแพมชวนอ่าน” กล่าวว่า ยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าโซเชียลเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ลืมมือถือวันนั้นเดือดร้อน ลืมกระเป๋าตังยังสบายใจกว่า ย้อนกลับไป ‘สมองมนุษย์’ ถูกออกแบบมาให้มีชีวิตรอด จะเซ็นซิทีฟกับข่าวร้าย มากกว่าข่าวดี เมื่อสมองรับเรื่องนั้นมากๆ จะคิดว่าเป็นเรื่องจริง ทำให้เข้ากับอัลกอริทึม ทำให้เรารู้สึกว่า เข้าใจเราจัง แต่นั้นไม่ใช่ความจริง เป็นสิ่งที่เราอยากเห็น เขาจะโยนหินถามทางว่าเราชอบแบบไหน ข่าวรางวัลนักแสดงชาย ออสการ์ พิธีกรพูดไม่ดีกับภรรยาของเขา คนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย เร็วมาก เรารู้ได้ทันที่ว่าเราอยู่ฝั่งไหน ก็ขึ้นโพสต์แบบที่เรากดไลค์ ไปในแนวทางของเรา ฉะนั้น โซเชียลไม่ได้นำเสนอความจริง แต่เสนอสิ่งที่เราอยากเห็น ผ่านอัลกอริทึม

พญ.ปุษยบรรพ์ยังยกตัวอย่าง เรื่องของการโพสต์รูปลูก ที่อาจมีผู้ไม่หวังดี เก็บภาพไปมีอารมณ์ได้ ไปจนถึงวัยรุ่น ช่วงวัยที่สมองมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ต้องการสร้างอัตลักษณ์ จากตัวตนที่สร้างสมัยปฐมวัย บวกกับ สิ่งที่ชื่นชอบ ซึ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นอังกฤษ ไม่มั่นใจในตัวเอง ซึมเศร้าได้ง่ายกว่า
แค่เห็นสวนหนัาบ้านของเพื่อนผ่านอินสตาแกรม ไปจนถึงพฤติกรรมที่ คนเวลามีอะไรก็จะไปหาหมอ ‘กูเกิล’

“โพสต์ไหนคลิกอ่านมากสุด ก็จะให้ขึ้นมาก่อน เช่น ปวดหัว ก็ไปเจอว่า เป็นมะเร็ง ซึ่งเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก แต่หมอใช้โซเชียลมีเดีย ไม่ได้ปล่อยให้โซเชียลมีเดียใช้ ต้องคิด” พญ.ปุษยบรรพ์ระบุ

พญ.ปุษยบรรพ์ชี้ว่า สิ่งที่อันตรายที่สุด คือข้อความที่ส่งต่อมาทางไลน์ ‘เขาว่ามา…’ ถามว่าเขาไหน? กินน้อยหน่าแก้โควิดได้? ลองคิดนิดว่า ข้อสำคัญทางยาของน้อยหน่าคืออะไร?, ฟ้าทลายโจร มีวิธีกิน 108 อย่าง? เหล่านี้ ต้องคิดวิเคราะห์ หาข้อมูลก่อน

“ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องกลับมาคิด ต้องยอมรับว่า โลกดิจิทัล คือโลกแวดล้อมหลักของเรา ทุกคนมีส่วนร่วม เราอยากรักษาป่าอย่างไร เราก็ควรรักษาระบบนิเวศในโลกดิจิทัลอย่างนั้น

เราเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่ควรใช้เครื่องมือนี้ ไปจี้จุดอ่อนของใคร หรือทำร้ายกัน มีจิตเมตตา เปิดเผยตัวตน

มีความคิดเชิงวิพากษ์ให้มาก เมื่อก่อนเราอยากอ่านเรื่องอะไร ต้องเดินไปห้องสมุด อ่านตำรา รู้ว่าคนที่เขียนคือใคร อาจจะยากแต่ได้สิ่งที่ถูกต้อง ตัดภาพมาตอนนี้ ข้อมูลมีเป็นพันๆ ฉบับ ไม่ใช่หาไม่ได้ แต่จะเลือกอย่างไรให้เหมาะสม หนังสือเล่มนี้ทำให้กลับมาคิดและมองตัวเอง” พญ.ปุษยบรรพ์กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 16.00 น. ภายหลังจบเสวนาหนังสือ My Brain Has Too Many Tabs Open ปิดแท็บชีวิตแค่ปิดโซเชียล น.ส.พรรษรัตน์ พลสุวรรณา ผู้แปลหนังสือเล่มดังกล่าว ได้เดินมาที่บูธสำนักพิมพ์มติชน A16 เพื่อร่วมกิจกรรม Writers Meeting โดยนั่งแจกลายเซ็นแก่แฟนนักอ่านที่ซื้อหนังสือ ‘My Brain Has Too Many Tabs Open ปิดแท็บชีวิตแค่ปิดโซเชียล’ ซึ่งจำหน่ายในราคาพิเศษ จากราคา 350 บาท เหลือเพียง 298 บาท เฉพาะในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 เท่านั้น