กลายเป็นงานสัปดาห์หนังสือที่อุ่นหนาฝาคั่ง หลังจากร้างไปสองปี กว่าจะได้มาจัดแบบเดิมที่สถานีกลางบางซื่อ มีบรรดาคอหนังสือซึ่งคุ้นเคยหน้าตามากันไม่พลาด ยังมีขาจรอีกไม่รู้เท่าไหร่ ที่ทำให้งานคึกคักมีชีวิตชีวาคนขายหนังสือร่าเริง
ลำพังสำนักพิมพ์มติชน ก็สนุกกับการติดตามความนิยมหนังสือเล่มต่างๆ ที่ผลัดแซงยอดขายกันขึ้นมา ราวกับดูมอเตอร์ไซค์วิบากทะยานสลับกันเป็นผู้นำ – ทำไมถึงต้องวิบาก ก็การพิมพ์หนังสือขายนั้น ปกติเป็นงานง่ายเสียเมื่อไหร่
แต่ละสำนักพิมพ์แสวงการนำเสนองานปัญญา ทั้งร่วมแนวทั้งแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะด้วยรสนิยมผู้ผลิต หรือการเลือกสนองกลุ่มนักอ่านสนองตลาดที่กำลังเป็นแนวโน้ม นิยายไทย นิยายแปล นิยายรักไม่ต่างเพศ การ์ตูน สารคดีแปล วิชาการ การเมือง ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ ความเชื่อ ศาสนา สุขภาพ อาหาร ฯลฯ ดูเหมือนจะไม่มีร้านใดที่ว่างผู้คนเลย อย่างน้อยต้องดูว่าหนังสืออะไร
นักเรียน บรรณารักษ์ อาจารย์ นักการเมือง ผู้กำกับภาพยนตร์ ประชาชนทุกสาขาอาชีพ และแน่นอน คนเขียนหนังสือเอง ล้วนเสาะหากุญแจความรู้ที่ตนต้องการ กระทั่งร้านหนังสือที่ตำรวจสันติบาลนิยมสนใจ ก็ยังเติบโตโอ่โถงขึ้นมา
นั่นนะสิ มนุษย์เกิดมาเรียนรู้เพื่อฉลาดขึ้นทุกวันมิใช่หรือ – หรือมิใช่
• หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งถูกหยิบจากแผงไปจำนวนมาก ฝีมือศิลปินตัดแปะ (คอลลาจ อาร์ทิสต์ collage artist) ซึ่งผู้คนรู้จัก นักรบ มูลมานัส ที่มาแปลภาพถ่าย ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ โดยปะติดปะต่อเรื่องราวของสยามกับตะวันตก เพื่อทำความเข้าใจอีกด้านว่า เรามักถูกทำให้เชื่อว่าภาพถ่ายเสนอความจริงบางอย่างเสมอ แต่หากได้มองอีกมุม ภาพถ่ายที่ผ่านการคัดนำเสนอเรื่องราว อาจมิใช่ตัวแทนความจริงเสมอไป ความนัยที่ถูกซ่อนเร้นในภาพจึงน่าเข้าไปค้นหา
เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย จึงนำนักอ่านเข้าไปส่องประวัติศาสตร์ ช่วงรอยต่อยุคแสวงความศรีวิไลในสยาม ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ผ่านภาพถ่ายที่แฝงสัมพันธ์สลับซับซ้อนกับตะวันตก
ที่น่าสนใจคือการพินิจเรือนกายผู้คนในอิริยาบถนานา ไปถึงการตีความนัยวัตถุ จนการถอดรหัสสัญญะในงานสถาปัตยกรรม จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า การอ่านภาพจากอีกสายตา โดยการมองเปลี่ยนมุม จะพบอีกส่วนความจริงใดๆ
• นับจาก ฟรีดริช มิเชอร์ หมอและนักชีววิทยาชาวสวิส พบ “ดีเอ็นเอ” (ดีอ๊อกสิริโบนิวคลีอิค เอสิด Deoxyribonucleic acid) หรือกรดที่มีคำสั่งพันธุกรรมในมนุษย์เมื่อปี 2412 แต่ยังไม่รู้ว่ามีโครงสร้างอย่างไร จนปี 2496 เจมส์ ดี.วัตสัน (ตอนนี้ 94 ปีแล้ว) กับ ฟรานซิส คริก ชาวอเมริกัน ประกอบแบบจำลองโครงสร้างเกลียวคู่ของดีเอ็นเอขึ้น จนได้รับรางวัลโนเบลในปี 2505 จากนั้นนักเรียนนักศึกษาไทยและสังคมเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน จึงเริ่มรู้จักดีเอ็นเอ
ครั้นถึงวันนี้ ที่ความก้าวหน้าทางพันธุศาสตร์ ทำให้นักวิจัยสามารถสกัดดีเอ็นเอที่ครอบคลุม “จีโนม” (Genome ข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต) ทั้งชุดจากคนโบราณได้ – เอาละซี คนไทยมาหรือไม่ได้มาจากไหนสามารถพิสูจน์แล้ว
ดีเอ็นเอปฏิวัติ Who We Are and How We Got Here หรือเราเป็นใคร อยู่นี่ได้อย่างไร เขียนโดย เดวิด ไรช์ แปลโดย ก้อง พาหุรักษ์ จึงน่าอ่านน่ารู้
การปฏิวัติดีเอ็นเอคราวนี้ ไปไกลจากสมมุติฐานเดิมในอดีตอย่างมาก ทำให้เห็นเท็จจริงใหม่ของการอพยพย้ายถิ่นฐานมนุษย์ กับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประชากรชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือไปเลย การค้นพบอันน่าตื่นเต้นจากทุกบททุกตอนในหนังสือเล่มนี้ ยืนยันศักยภาพของดีเอ็นเอโบราณ ที่เติมช่องว่างซึ่งขาดหายไปในภาพให้เราเข้าใจได้ว่าเราคือใคร และมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
เป็นคำตอบที่นักมานุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์ ฯลฯ ต้องการเรียนรู้หลักฐานข้อมูลรูปธรรมสนับสนุนข้อสันนิษฐานต่างๆ มาเป็นเวลายาวนานแล้ว
• เราลืมตาตื่นขึ้นมาวินาทีแรกก็เปิดมือถือเข้าสื่อสาธารณะใช่ไหม เราเสพข่าวจริงไม่จริงไม่รู้และปล่อยข่าวเหล่านั้นต่อโดยไม่รู้ตัวเสมอใช่ไหม เราก้มหน้าดูโทรศัพท์ตลอดเวลาแม้ขณะอยู่ในวงสนทนา หรือกินข้าวกับพ่อแม่ใช่ไหม ฯลฯ
มีการ์ตูนช่องของฝรั่งเขียนรูปกาสองตัวคุยกันในนาข้าว ตัวหนึ่งถามว่านั่นหุ่นไล่กาหรือคนจริง อีกตัวตอบว่าหุ่นอยู่แล้ว ตัวเดิมถามว่า หือ, รู้ได้ไง – ก็ตัวนี้ไม่เห็นมันเคยก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือเลยนี่นา – ฮ่าฮ่าฮ่า
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีวันนี้ ค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมและชีวิตประจำวันของเราไปมากขนาดไหน ที่ทำให้ไม่สามารถแยกขาดจากเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ ได้ โดยที่เราไม่เคยถามตัวเองเลยใช่ไหมว่านี่คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า นอกเสียจากว่าเราพอใจและยอมถูกทำให้เป็นเช่นนั้น
แต่สำหรับผู้อยากคิดอีกครั้ง หรือเกิดตระหนักรู้ถึงปัญหาขึ้นมา ก็มีวิธี ปิดแท็บชีวิตแค่ปิดโซเชียล ให้เรียนรู้ได้ ทาเนีย กู้ดอิน เขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อเข้าใจที่ต้องอยู่ในสังคมดิจิทัล เป็นพลเมืองดิจิทัล ด้วยวิธีจัดการกับวิถีดิจิทัล
พื้นฐานชีวิตยังไม่มีอะไรแตกต่าง ไม่ว่าการเรียนรู้ การใช้ชีวิต หรือความรัก แต่มีเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนร่วมสำคัญ เราต้องรู้เรื่องสมดุลเทคโนโลยีกับชีวิตส่วนตัว, เรื่องไถจอเสพข่าวร้าย, เรื่องเข้าร่วมคลิก(จะ)กรรม, แล้วยังต้องรู้เรื่องวัฒนธรรมการเปรียบเทียบ, เรื่องใช้หลายหน้าจอพร้อมกัน, เรื่องการติดเกม, กระทั่งความรักยังต้องรู้เรื่องโทรชู้, เรื่องข่าวปลอม, เรื่องเทคโนโลยีรบกวน
ฯลฯ พรรษรัตน์ พลสุวรรณา แปลให้อ่านว่าจะปิดแท็บชีวิตอย่างไร
• ถ้าถามใครหลายปีก่อนว่าเคยคุยกับคอมพิวเตอร์ไหม นอกจากได้รับคำตอบว่าไม่แล้วอาจถูกมองแปลกๆ ได้ แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กับปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเกี่ยวข้องเกือบจะทุกมิติ ความสัมพันธ์ของคนกับเครื่องไม่ใช่เรื่องขำขันอีกต่อไป สั่งซื้อของก็ได้รับคำตอบจากคอมพิวเตอร์ โทรไปบริษัทไหนก็ได้คุยกับคอมพิวเตอร์ กระทั่งในโทรศัพท์มือถือ เริ่มต้นพิมพ์ข้อความอะไรเข้าไป เครื่องก็จะช่วย (อวดรู้) เติมข้อความผิดๆ ถูกๆ ให้ได้ – แฮ่ๆ
ปัญญา-มนุษย์-ประดิษฐ์ โดย ไบรอัน คริสเตียน พากย์ไทยโดย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ให้ภาพของยุคที่มนุษย์กำลังถูกท้าทายด้วย เอไอ (อาร์ติฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ Artificial Intelligence ปัญญาประดิษฐ์) ที่จะทำให้เราละสายตาจากคอมพิวเตอร์มามองตัวเองพร้อมคำถามว่า เราเป็นมนุษย์สมความเป็นมนุษย์หรือยัง (เมื่อมีปัญญาประดิษฐ์มาเปรียบเทียบท้าทาย)
คำถามมีอยู่ว่า จะมีวันที่คอมพิวเตอร์คิดได้เองไหม และจะรู้ได้อย่างไรว่าวันนั้นมาถึงแล้ว ผู้เขียนซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ นักปรัชญา และกวี จะนำเราสู่โลกการแข่งขันระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ ไม่เพียงสำรวจความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ใกล้ความเป็นมนุษย์เข้าทุกวัน แต่สำรวจมนุษย์ถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ ที่เราต้องหวนมองตัวเองกับผู้คนอื่นๆ อย่างจริงจัง
ว่าเราเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง
• แต่หากจะเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงการเดินทางทางปัญญาของมนุษย์ ที่ทำให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตอย่างสูงขึ้นเรื่อยๆทุกที หากได้อ่านหนังสืออีกเล่มต่อไปนี้ ก็จะเป็นการวางรากฐานความคิดต่ออนาคตอย่างยอดเยี่ยมทีเดียว
นั่นคือ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ : การเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อสร้างสรรค์สังคมมนุษย์ขึ้นใหม่ ของนักฟิสิกส์อเมริกันเชื้อสายออสเตรียชั้นแนวหน้า ที่สนใจปรัชญากับแนวคิดศาสนาตะวันออก เจ้าของงานโด่งดัง เต๋าแห่งฟิสิกส์ (เดอะ เต๋า ออฟ ฟิสิกส์) ที่นักอ่านและโลกรู้จัก ฟริตจ๊อบ คาปร้า
หนังสือซึ่งพิมพ์ครั้งที่ 8 แล้วเมื่อมกราคมที่ผ่านมาเล่มนี้ พูดถึงจุดตันและความผิดพลาดของกระบวนทัศน์ที่วางบนฐานคิดแบบวิทยาศาสตร์เก่า หรือฟิสิกส์เก่า ของบุคคลสำคัญสามคนคือ ฟรานซิส เบคอน, เรอเน เดคาร์ท, ไอแซค นิวตัน ซึ่งถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อโลกกำลังเคลื่อนสู่กระบวนทัศน์ใหม่ แบบฟิสิกส์ใหม่ ในการมองแบบองค์รวม
หลังจาก 500 ปีที่ผ่านมา โลกค่อยๆ ถูกครอบงำด้วยชุดความคิดชุดหนึ่ง ซึ่งเริ่มจากตะวันตกผ่านกระบวนการค้า และการล่าอาณานิคมทั้งแบบเก่าและแบบใหม่ โดยใช้การศึกษาแบบตะวันตกเป็นเครื่องมือสำคัญ ควบไปกับการใช้สื่อสารมวลชนในระยะต่อๆ มาตอนหลัง
หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เรารู้และเข้าใจชุดความคิดดังกล่าวอย่างเป็นระบบ เห็นข้อจำกัดและโทษของชุดความคิดนั้น พร้อมข้อถกเถียงที่ต้องการพ้นหล่มกระบวนทัศน์ดังกล่าว เห็นการก่อร่างของกระบวนทัศน์ใหม่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา จนความคิดและศัพท์หลายคำจากหนังสือเล่มนี้ถูกใช้กันทั่วไปปัจจุบัน เช่น กระบวนทัศน์ องค์รวม สมดุลแบบพลวัต เป็นต้น
เราจะได้รู้จักชีวทัศน์แบบกลไก, เวชศาสตร์ชีวภาพ, จิตวิทยาแบบนิวตัน, ทางตันของเศรษฐศาสตร์, ด้านมืดของการเจริญเติบโต, ฟิสิกส์แนวใหม่, ชีวทัศน์แบบกระบวนระบบ, สุขภาพแบบองค์รวม, เหนืออวกาศและกาลเวลา, ก้าวสู่ยุคพลังงานแสงอาทิตย์, กระแสน้ำที่เปลี่ยนทาง, กระบวนทัศน์สองกระแส ฯลฯ
โลกทั้งใบอ่านหนังสือเล่มนี้กันแล้ว เราไม่ควรพลาด ประชา หุตานุวัตร กับ สันติสุข โสภณสิริ และ รสนา โตสิตระกูล พร้อมด้วย พระไพศาล วิสาโล ร่วมกันแปลให้อ่านและเข้าใจถึงแนวคิดอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปนี้
• อีกเล่มที่เพิ่งวางแผงและเหมาะเหม็งสำหรับคนไทยยามนี้ ด้วยชื่อหนังสืออันเป็นคำถามตีแสกหน้าอย่างสุภาพ (แหะแหะ) ว่า อะไรทำให้คุณไม่ใช่พุทธ: What Makes You Not a Buddhist เขียนโดย ซองซา จัมยัง เคียนเซ แปลโดย รวิวาร รวิวารสกุล อันเป็นข้อเขียนที่สดใหม่ ปลุกเร้า ชวนให้พุทธศาสนิกชนสำรวจตรวจความเข้าใจ เหมารวม ตลอดจนความคิดฝันทั่วไปที่เรามีต่อศาสนา โดยเสนอมุมมองอย่างริเริ่มและทรงพลัง ปลุกเร้าให้สอบสมมุติฐานและความเชื่อพื้นฐาน ทั้งท้าให้สำรวจความเป็นพุทธแท้ของเราอย่างถึงราก
ด้วย 216 หน้าเพียง 4 บท การเสกสร้างขึ้นและความไม่เที่ยงแท้ถาวร, อารมณ์และความทุกข์, สรรพสิ่งคือความว่างเปล่า, นิพพานอยู่เหนือความคิด ก่อนจะสรุปให้ฟัง ลองพิจารณาความเห็นที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กล่าวถึง
“อะไรที่ทำให้คุณไม่ใช่พุทธ เป็นข้อเขียนที่เหมาะสำหรับสังคมไทยในยุคโลกาภิวัตน์เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าในงานดังกล่าว ท่านเคียนเซมุ่งตรงไปที่การเสนอแก่นธรรมแบบตัดเปลือกนอกทิ้งทั้งหมด ขณะเดียวกันก็มีวิธีอธิบายประเด็นต่างๆ อย่างทันสมัย กระทั่งออกโพสต์ โมเดิร์นหน่อยๆ ทำให้งานชิ้นนี้อ่านสนุก ชวนติดตาม จนผู้อ่านถูกพาเข้าสู่ความลึกโดยไม่ทันรู้ตัว…
“งานชิ้นนี้ออกไปแนวถอดรื้อพฤติกรรม ความเชื่อ ที่เป็นอยู่ของชาวพุทธกระแสหลักมิใช่น้อย แต่ก็เป็นการแสดงทรรศนะด้วยท่าทีของกัลยาณมิตร และทุกถ้อยคำในความเห็นล้วนสืบรากได้ในพระสูตรต่างๆ ดังนั้น ผู้ศึกษาธรรมอยู่แล้ว จะอ่านเพื่อทบทวนความเข้าใจของตัวเองก็ได้ ส่วนผู้ที่เคยปฏิเสธศาสนามาก่อนเพราะไม่ชอบกระแสหลัก จะอาศัยหนังสือเล่มนี้ปรับทรรศนะตัวเองก็ทำได้เช่นกัน”
ชาวพุทธไม่น้อยไม่ชอบถูกท้าทายให้คิดใช่ไหม
• ว่ากันว่า “มังงะวาย” หรือการ์ตูน Yaoi ชายรักชาย เป็นวงการที่เข้าแล้วออกไม่ได้ จนสาวๆ ญี่ปุ่นตามติดงานในกรอบนี้กันงอมแงม ลองดูตัวอย่างบ้างเป็นไร ไหนๆ ก็เป็นหนังสือเข้ามาร่วมแผง เป็นชีวิตที่เข้ามาร่วมโลกกันอยู่แล้ว
Cherry Magic! 30 ยังซิงกับเวทมนตร์ปิ๊งรัก ของ โทโยตะ ยู เรื่องดังที่กลายเป็นหนังชุดญี่ปุ่นไปแล้ว ดูได้ใน WeTV เรื่องของหนุ่มที่มีพลังเวทย์อ่านใจคนที่สัมผัสตัวได้ เกิดไปรู้ว่าเพื่อนร่วมงานสุดหล่อชอบตน แต่ตัวมีประสบการณ์รักเท่ากับศูนย์ จะทำไงดี คนชอบรักละมุน ดีกับใจ ต้องให้คะแนนเรื่องนี้
อีกเล่ม Sayonara Alpha (ซาโยนาระ อัลฟา) ลายเส้นสวยของ คิมิ อิจินาชิ เป็นเรื่องของประธานนักเรียนสุดเพียบพร้อม ซึ่งเชื่อมั่นตัวเองยิ่งว่าเป็น “อัลฟา” (คำสแลง เรียกคนที่เป็นแบบอย่างของความเป็นชาย) แต่ทันทีที่สบตาเด็กน้อย (จริงๆ) หน้าใสคนหนึ่งเข้า อ้าว, ชีวิต ความคิด อารมณ์ กลับตาลปัตรพลุ่งพล่านไปอีกทางได้
เมื่อโลกเกิดวงศ์ Yaoi และวงศ์ Yuri (หญิงกับหญิง) ขึ้นมา เราจะสนใจหรือไม่ก็ควรรู้บ้างว่า ศัพท์ “อัลฟา” กับ “เบตา” หรือ “โอเมกา” เกี่ยวกับมนุษย์รุ่นใหม่นั้น หมายถึงอะไร เพราะเป็นการคลี่คลายของเพศพันธุ์ลักษณะหนึ่ง ซึ่งมิอาจปฏิเสธ หรือไม่สมควรปฏิเสธความเป็นไปอันหลากหลายในโลกร่วมทุกข์ใบนี้
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่สถานีกลางบางซื่อ ยังรอต้อนรับนักอ่านและผู้คนที่เติบโตมากับต้นรากความคิดผ่านภาษาและอักษรมา ถึง 6 เมษายนนี้
ขอให้ปลอดโรคปลอดภัยโดยทั่วถึงกัน เทอญ…

