เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่สถานีกลางบางซื่อ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ว่ามีผู้เดินทางเข้าเลือกซื้อหนังสือและร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยที่บูธ A16 ของสำนักพิมพ์มติชน บริเวณชั้น 1 ใกล้ทางเชื่อม MRT คึกคักตั้งแต่ช่วงเช้าเนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์
กระทั่งเวลาประมาณ 11.00 น. ที่เวทีกลาง ชั้น M มีการจัดเวทีเสวนา ‘เล่นแร่แปลภาพประวัติศาสตร์’ โดย นายนักรบ มูลมานัส ผู้เขียนหนังสือ ‘เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย’ ดำเนินรายการโดย นางสาวนภษร ศรีวิลาศ
นายนักรบ กล่าวว่า ตนถนัดการเล่าเรื่องด้วยภาพเพื่อสื่อสาร ภาพมีอะไรบางอย่างที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงมาก จึงนำไปสู่การตีความได้มากกว่า งานเขียนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชอบ ทั้งภาพและงานเขียนคือเรื่องเดียวกันนั่นคือการเล่าเรื่อง
“ผมไม่ได้เรียนจบมาในสายประวัติศาสตร์ ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ การทำงานตรงนี้จึงต้องยิ่งระมัดระวัง ต้องหาหลักฐานที่ค่อนข้างเชื่อถือได้มายืนยัน สาเหตุที่เลือกสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 6 เพราะสนใจช่วงเวลาที่สยามกำลังเข้าสู่สมัยใหม่ซึ่งในมุมมองชนชั้นนำของสังคมไทย คือการทำตัวให้เป็นตะวันตก เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 6 จึงมีความเข้มข้นในการรับวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งผมก็สนใจสิ่งเหล่านี้ ในเล่มจึงเชื่อมโยงข้อมูลฝั่งไทย ไปถึงข้อมูลทางฝั่งยุโรป
ทุกวันนี้ เรามักนึกถึงประวัติศาสตร์ในเชิงที่เป็นชาตินิยมมากๆ คิดถึงเรื่องไทยๆ เรื่องการเลิกทาส แต่จริงๆ แล้วมีภาพที่สนุกๆ เป็นซีนของศิลปะและวัฒนธรรมที่คนสมัยนั้นรับวัฒนธรรมฝรั่งแบบ 100% รับการแต่งตัวงานแฟนซี การละเล่นที่พยายามเป็นตะวันตก สำหรับการตั้งชื่อหนังสือเป็นส่วนที่หินมาก ต้องขอบคุณกองบรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชนที่นำเสนอชื่อนี้มา คิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะสร้างมุมมองใหม่ๆ ให้วิธีการอ่านภาพถ่ายประวัติศาสตร์ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีวิธีเดียว” นายนักรบกล่าว (อ่านเพิ่มเติม กว่าจะเป็น ‘เล่นแร่แปลภาพ’ นักรบ ค้นลึกหอจดหมายเหตุ ชวนอ่านความจริงและความ ‘สมจริง’ ที่ถูกจัดแจง)

จากนั้นเวลา 13.00 น. มีการจัดเวทีเสวนา ‘สิ่งที่เคยมอง แต่ไม่เคยเห็น’ วิทยากรได้แก่ นายสรกล อดุลยานนท์ หรือ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ ผู้เขียน และนายพิชัย แก้ววิชิต ช่างภาพ โดยมีผู้สนใจร่วมฟังเสวนาทั้งในงานสัปดาห์หนังสือฯ และรับชมผ่านช่องทางออนไลน์เป็นจำนวนมาก
ต่อมาเวลา 16.00 น. เป็นการเสวนาหัวข้อ ‘กำเนิดทหารของพระราชา : สำนึกแห่งศรัทธาและภักดี’ โดย นายเทพ บุญตานนท์ ผู้เขียนหนังสือ ‘ทหารของพระราชา กับการสร้างสำนึกแห่งศรัทธาและภักดี’ ซึ่งมีผู้สนใจร่วมฟังเป็นจำนวนมากเช่นกัน


สำหรับบรรยากาศที่บูธมติชน A16 มีผู้รอต่อแถวพบปะนักเขียน เพื่อพูดคุยและขอลายเซ็น โดยในวันนี้ นายนักรบ มูลมานัส, นายสรกล อดุลยานนท์ หรือ ‘หนุ่มเมืองจันท์’, นายเทพ บุญตานนท์ และนายสุพันธุ์ มงคลสุธี เดินทางมาพบปะผู้อ่าน
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งเดินทางมาแจกลายเซ็นในเล่ม ‘เส้นทางชีวิต CEO นักยุทธศาสตร์ไทย’ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่มีผู้มาขอลายเซ็นจำนวนมาก ขอบคุณที่ให้กำลังใจ ตนพยายามเขียนตามประสบการณ์ที่มีและแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ โดยรายได้จากหนังสือจะมอบให้มูลนิธิกองทุนนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม (อ่านบทสัมภาษณ์ เปิดหนังสือ ‘เส้นทางชีวิต CEO นักยุทธศาสตร์ไทย’ สัมผัสตัวตน ‘สุพันธุ์ มงคลสุธี’)
“ผมเกิดมาจากคนที่ไม่ค่อยมีอะไร แต่สามารถประสบความสำเร็จได้ เป็นทั้งประธานสภาอุตสาหกรรมฯ มีบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทุกผลงานที่ทำ ทำด้วยความสุจริต จริงใจ หนังสือเล่มนี้จะแบ่งปันประสบการณ์ว่าเราเติบโตขึ้นมาอย่างไร ทำงานอย่างไร มีวิธีการอย่างไร” นายสุพันธุ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีนักธุรกิจ พนักงานบริษัท และบุคคลหลากสาขาอาชีพต่อแถวขอลายเซ็นนายสุพันธุ์อย่างต่อเนื่อง

นายภาคภูมิ ภูอุดม อายุ 59 ปี อาชีพพนักงานบริษัท กล่าวว่า ดีใจมากที่ได้คิวแรกในการขอลายเซ็นนายสุพันธุ์ เนื่องจากตั้งใจเดินทางมาโดยเฉพาะและภายหลังจะพาลูกมาด้วย ส่วนตัวชื่นชมนายสุพันธุ์ เนื่องจากมีคุณูปการต่อวงการอุตสาหกรรมอย่างมาก ในเล่มมีบทความเนื้อหาน่าสนใจหลายตอน
นายอภิชิต ประสพรัตน์ อายุ 54 ปี อาชีพนักธุรกิจ กล่าวว่า สนใจหนังสือ ‘เส้นทางชีวิต CEO นักยุทธศาสตร์ไทย’ ของนายสุพันธุ์ เนื่องจากอยากทราบวิธีคิด การเริ่มต้นจากธุรกิจขนาดเล็กจนเติบโตเป็นบริษัทมหาชน และทำเพื่อสังคมมาจนถึงวันนี้
“อยากทราบว่าท่านมีวิธีคิดอย่างไรในการทำงานเพื่อประสบความสำเร็จ ซึ่งผมคิดว่าการที่เราจะเรียนรู้ได้ ส่วนหนึ่งน่าจะต้องศึกษาประวัติของท่านด้วย ว่าชีวิตในวัยเด็กมีความเป็นมาอย่างไร มีความมุ่งมั่นอย่างไร ทุ่มเทอย่างไร มีวิสัยทัศน์อย่างไร ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะศึกษาและเอาอย่างได้” นายอภิชิตกล่าว



