‘ณัฐวุฒิ’ ชี้ โลกเดินเร็ว สังคมเปลี่ยนอย่างแหลมคม ยิ่งต้องอ่านเยอะ
เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่สถานีกลางบางซื่อ ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บูธ A16 ‘สำนักพิมพ์มติชน’ ชั้น 1 (G floor) ใกล้ทางเชื่อมต่อ MRT บรรยากาศการจัดงานวันที่ 12 มีผู้้เดินทางมาเลือกซื้อหนังสืออย่างคับคั่งตลอดทั้งวัน เนื่องจากเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันสุดท้ายของการจัดงาน
โดยเมื่อเวลา 15.50 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ห.ต.) และอดีตแกนนำ นปช.แวะเวียนมาเลือกซื้อหนังสือที่บูธสำนักพิมพ์มติชน
นายณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า วันนี้มาเดินดูหนังสือ ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาหาหนังสือเล่มไหนโดยเฉพาะ แต่ชอบที่จะมางานสัปดาห์หนังสือฯ และมาติดต่อกันเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว
“ทุกปีที่มางาน ก็จะต้องเข้าบูธสำนักพิมพ์มติชน เพราะมีหนังสือหลากหลาย บางทีสนใจหนังสือทางการเมือง ก็ซื้อไปหลายเล่มหน่อย บางทีสนใจก็เรื่องวรรณกรรม เรื่องประวัติศาสตร์ แล้วแต่วาระ ที่จริงมีหนังสือค้างอ่านอยู่หลายเล่มมากที่บ้าน แต่พอมีงานสัปดาห์หนังสือก็อดไม่ได้ ต้องมาซื้อเก็บไว้สะสม ก็ยังดี” นายณัฐวุฒิกล่าว
เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้กำลังอ่านเล่มไหนอยู่บ้าง ?
นายณัฐวุฒิตอบว่า ตนอ่านอยู่หลายเล่ม เพราะอ่านเล่มนี้พอเข้าใจคอนเซ็ปต์ ก็ไปจับอีกเล่มต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนจับจด แต่ว่าโลกมันเดินเร็ว สังคมมันเปลี่ยนแปลงอย่างแหลมคม ฉะนั้น ก็ต้องพยายามตามให้ทันในแต่ละมิติ เพื่อทำความเข้าใจให้ได้ว่า เราอยู่ ณ จุดไหนของสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สำหรับหนังสือภายในบูธสำนักพิมพ์มติชน ตนสนใจหนังสือเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ การเมือง และสังคม เป็นเรื่องหลักที่ยังสนใจอยู่ หนังสือทุกเล่ม ผ่านการคัดกรองจากสำนักพิมพ์มาแล้ว หยิบเล่มไหนก็ได้ประโยชน์เล่มนั้น
“หนังสือ ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส ของอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ผมยังไม่ได้อ่าน แต่ก็หยิบมาดูอยู่เหมือนกัน ขอเดินดูรอบๆ แล้วซื้อเก็บทีเดียว” นายณัฐวุฒิกล่าว
เมื่อถามถึงการที่คนรุ่นใหม่ หันมาสนใจหนังสือ ประวัติศาสตร์ และการเมืองมากขึ้น สะท้อนอะไร ?
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การเมืองเป็นเรื่องของคนทุกรุ่น ทุกวัยอยู่แล้ว แต่ในสภาพความขัดแย้งของสังคมไทยที่ต่อเนื่องยาวนานมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ทำให้คนปัจจุบันลุกขึ้นมาศึกษา ติดตาม วิพากษ์วิจารณ์และแสดงออกด้วยตัวเอง
“สังคมแบบนี้ เป็นสังคมที่มีความหวัง พอจะคาดเดาถึงอนาคตได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงจากคนหนุ่มสาวจะมาถึงในที่สุด อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่าเมื่อคนหนุ่มสาวหันมาสนใจศึกษา ค้นคว้าเรื่องราวทางการเมือง ก็คงจะได้วิเคราะห์ ประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนของสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อค้นหาข้อสรุป หรือแนวทางที่จะนำพาบ้านเมืองไปข้างหน้า ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเป็นที่สุดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งของตน ของสังคม รวมถึงความมั่นคงของหลักการประชาธิปไตยที่ถูกต้องในอนาคต ต้องฝากความหวังไว้ที่คนหนุ่มสาว” นายณัฐวุฒิกล่าวทิ้งท้าย

