“สถานการณ์ปฏิวัติ” กระตุ้นปฏิวัติฝรั่งเศส
สรุปจากคำนำหนังสือภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส
ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล

ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2565 ราคา 260 บาท
ปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789-1799 มีเรื่องราวต่างๆ มากมาย จนกระทั่งถึงวันนี้ ปัญญาชนและนักประวัติศาสตร์ก็ยังคงศึกษา ค้นคว้า และผลิตงานออกมาจำนวนมาก คงไม่สามารถบรรยายทุกเรื่องได้ครบถ้วนภายในเวลาจำกัด
จนเมื่อกลางปีที่แล้ว เยาวรุ่นที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น ได้ขอให้พูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสเพื่อโยงกลับมาที่สถานการณ์ในไทยในแบบสรุปความคิดรวบยอด จึงทดลองตั้งข้อสังเกตรวม 6 ข้อ เพื่อให้ได้นำไปขบคิดกันต่อ ดังนี้
1 .พลังในสภาและนอกสภาก่อให้เกิดการปฏิวัติ
การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เกิดขึ้น สำเร็จ และก้าวรุดหน้าต้องอาศัยพลังทั้งในสภาและนอกสภา
Timothy Tackett นักวิชาการชาวอเมริกันได้สรุปไว้ในงานหลายชิ้นของเขาว่าเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้สมาชิกสภาแห่งชาติกลายเป็นสมาชิกสภานักปฏิวัติมากขึ้น ก็คือ ขบวนการเคลื่อนไหวนอกสภา นำโดย Sans-culottes ที่กดดันสภาแห่งชาติ และเหตุการณ์ต่อสู้ทางการเมืองและสังคมนอกสภา ปัจจัยเหล่านี้ทั้งกดดัน ทั้งกระตุ้นเตือน ทั้งหล่อหลอมความคิดแก่สมาชิกสภาแห่งชาติจำนวนมากว่าพวกเขาต้องรับภารกิจ “ปฏิวัติ”
การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 จึงเป็นผลพวงของการประสานพลังกันระหว่างสมาชิกสภาแห่งชาติและขบวนการเคลื่อนไหวนอกสภา สมาชิกสภา คือ กลุ่มคนที่เป็นตัวแทนในการใช้อำนาจรัฐตัดสินใจชี้ขาดจนส่งผลต่อระบบได้ ส่วนขบวนการนอกสภา คือกลุ่มคนที่โหมไฟปฏิวัติให้ลุกโชน
2. การปฏิวัติเกิดขึ้นได้ต้องมี “สถานการณ์ปฏิวัติ”
เลนินได้อธิบาย “สถานการณ์ปฏิวัติ” ไว้ใน The Collapse of the Second International ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1915 ว่า
“สำหรับมาร์กซิสต์ เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการปฏิวัติหากปราศจากซึ่งสถานการณ์ปฏิวัติ ขณะเดียวกันทุกสถานการณ์ปฏิวัติก็ไม่ได้นำไปสู่การปฏิวัติเสมอไป หากกล่าวโดยทั่วไปแล้วอะไรคืออาการของสถานการณ์ปฏิวัติ?
หากพิจารณากรณีการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 แล้ว คู่ขัดแย้งระหว่าง “สถาบันกษัตริย์” ในฐานะชนชั้นปกครอง กับ “ประชาชน” ในฐานะชนชั้นผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง ได้ก่อให้เกิด “สถานการณ์ปฏิวัติ” ขึ้น
3. “สามเส้า” ของการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789
หลุยส์ที่ 16 เรียกประชุมสภาฐานันดรเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ค.ศ. 1614 โดยมีปฐมเหตุจากความขัดแย้งระหว่างราชสำนักกับขุนนาง อันสืบเนื่องมาจากนโยบายการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีของราชสำนักที่ทำให้บรรดาขุนนางไม่พอใจ และกรณีที่ราชสำนักตอบโต้
ศาลปาร์เลอมองต์ที่คอยขัดขวางนโยบายของราชสำนัก ในขณะเดียวกันฐานันดรที่ 3 ก็ไม่พอใจกับการเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นขุนนาง และต้องการมีบทบาทในทางการเมืองและเศรษฐกิจ
ทั้งฝ่ายกษัตริย์และขุนนาง ต่างประเมินว่าการเรียกประชุมสภาฐานันดรครั้งนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่ฝ่ายตนเอง ฝ่ายกษัตริย์ต้องการ “ยืมมือ” ฐานันดรที่ 3 มาช่วยสนับสนุนนโยบายปฏิรูปภาษีปฏิรูปศาล จัดการอิทธิพลของขุนนาง รวมอำนาจเข้าสู่ราชสำนักมากขึ้น ในขณะที่ฝ่ายขุนนางเองก็คาดหวังว่า สมาชิกฐานันดรขุนนางจะรวมพลังกันคว่ำนโยบายปฏิรูปภาษีและศาลปาร์เลอมองต์
แต่ความต้องการของทั้งกษัตริย์และขุนนางก็ไม่เป็นไปตามคาด
4. การตกผลึกในความคิดของสมาชิกสภาในเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของกษัตริย์ในระบอบใหม่
ในช่วงเริ่มต้นของการปฏิวัติ สมาชิกสภาแห่งชาติไม่ได้มีความคิดเรื่องการล้มระบอบกษัตริย์และก่อตั้งสาธารณรัฐเท่าไรนัก ส่วนใหญ่แล้วพวกเขายังคงยืนยันให้มีกษัตริย์แต่ต้องเป็นระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามระบอบใหม่นี้มีหัวใจสำคัญที่แตกต่างไปจากระบอบเก่า กล่าวคือ อำนาจสูงสุดไม่เป็นของกษัตริย์อีกต่อไป แต่เป็นของชาติซึ่งแสดงออกผ่านสภาแห่งชาติ
เมื่อระบอบใหม่ยังคงรักษาตำแหน่งกษัตริย์ไว้ ก็จำเป็นต้องจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของกษัตริย์ให้สอดคล้องกับระบอบใหม่ สมาชิกสภาแห่งชาติตกผลึกในความคิดนี้ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีการถกเถียงกันในหลายประเด็นซึ่งพวกเขาร่วมกันขีดเส้นขั้นต่ำที่ไม่มีวันถอย ไม่มีทางประนีประนอมกับพวกระบอบเก่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นใครคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญกำเนิดจากใคร
สมาชิกสภาแห่งชาติยืนยันเสมอว่า “ชาติ” เท่านั้นคือผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กษัตริย์ แม้ประเทศฝรั่งเศสในเวลานั้นยังคงมีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐต่อไป ยังคงมีกษัตริย์ชื่อ “หลุยส์ที่ 16” ต่อไป แต่สถานะของกษัตริย์ก็ไม่เหมือนเดิม กลายเป็นเพียงองค์กรที่รัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้น และต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่สภาแห่งชาติก่อตั้ง
พวกเขาร่วมกันยืนยันว่า การลงพระปรมาภิไธยของหลุยส์ที่ 16 ไม่ใช่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การพระราชทานรัฐธรรมนูญ พระปรมาภิไธยไม่ใช่จุดชี้ขาดว่ารัฐธรรมนูญจะมีผลใช้บังคับหรือไม่ แต่มันเป็นเพียงการยืนยันว่ากษัตริย์จะอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและเคารพรัฐธรรมนูญ
เช่นเดียวกัน เมื่อสถานการณ์ปฏิวัติก้าวรุดหน้าไปจนถึงการล้มระบอบกษัตริย์ ก็ไม่มีสมาชิกสภาอาลัยอาวรณ์กับสถาบันกษัตริย์ พวกเขาเห็นตรงกันเรื่องการก่อตั้งสาธารณรัฐ ส่วนจะเป็นสาธารณรัฐแบบใดก็มาต่อสู้กันอีกยก
5. ความขัดแย้งหลังการปฏิวัติเป็นเรื่องปกติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดในเรื่องเศรษฐกิจและสังคม ต้องไม่ลืมว่า การรวมตัวของคนหลายกลุ่มหลายชนชั้นในชื่อ “ประชาชน” เพื่อเข้ารบพุ่งล้มระบอบเดิมนั้นมีความหลากหลายทางความคิดเรื่องเศรษฐกิจและสังคม แต่พวกเขาก็รวมตัวกันเพื่อล้มระบอบเก่าให้ได้เสียก่อน ฝ่ายหนึ่ง เน้นเสรีภาพของปัจเจกบุคคล รัฐต้องรับรองกรรมสิทธิ์ อีกฝ่ายหนึ่งเน้นความเสมอภาคเท่าเทียม หากจำเป็นต้องแทรกแซงเสรีภาพเพื่อทำให้คนเสมอภาคกัน รัฐก็ต้องทำ
ความขัดแย้งคู่นี้ดำเนินการอย่างเข้มข้นต่ออีกหลายยก จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ความแตกแยกทางความคิดในเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นปกติหลังการปฏิวัติใหญ่ เมื่ออำนาจเก่าล่มสลายไป ก็ต้องมาต่อสู้ช่วงชิงต่อว่านโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นเช่นไร โลกใบใหม่ สังคมที่ประชาชนใฝ่ฝัน หน้าตาจะเป็นอย่างไร
นี่เป็นที่มาของการแบ่งแยกออกเป็นเสรีนิยม vs สังคมนิยม และการแบ่งแยก ชีวทัศน์ของคนว่าเป็นขวา vs ซ้าย
6. การปฏิวัติแบบฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 จะเกิดในศตวรรษที่ 21 ได้อีกหรือ?
การปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ในปลายศตวรรษที่ 18 ได้แก่ การปฏิวัติอเมริกา, การปฏิวัติฝรั่งเศส
การปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 20 ได้แก่ การปฏิวัติรัสเซีย, การปฏิวัติจีน คงเป็นสิ่งที่คนจำนวนมากใฝ่ฝันถึง แต่การปฏิวัติเช่นว่านั้นจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่ เป็นคำถามใหญ่
การปฏิวัติอาหรับสปริงในช่วง ค.ศ. 2011 อาจเป็นตัวแบบล่าสุดที่ใกล้เคียงกับการปฏิวัติประชาชน แต่ในหลายประเทศก็ยังไม่สำเร็จ อียิปต์ จบด้วยทหารฉวยโอกาสรัฐประหารและสืบทอดอำนาจ ตูนิเซีย เปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญใหม่ได้สำเร็จ แต่ก็กลับไป
อยู่ในกำมือของรัฐสภา และล่าสุดประธานาธิบดีก็ขัดแย้งกับนายกรัฐมนตรี จนตัดสินใจ “รัฐประหาร” ปลดนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง ส่วนซีเรียนั้นเล่า จนถึงวันนี้ แผ่นดินลุกเป็นไฟ ยังคงสับสนอลหม่าน
2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดการลุกฮือของประชาชนในหลายที่ ตั้งแต่ฮ่องกง เลบานอน ฝรั่งเศส ชิลี สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย พม่า หรือไทย แต่ยังไม่มีที่ไหนที่ปฏิวัติประชาชนโค่นล้มระบอบได้สำเร็จ ไปได้ไกลและเป็นรูปธรรมมากที่สุดอาจเป็นชิลีที่กดดันจนประธานาธิบดียอมจัดให้มีการออกเสียงประชามติทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งประชาชนออกเสียงประชามติเห็นด้วย มาถึงเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จนตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ ล่าสุดประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายพึ่งชนะเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนต้องเลิกฝันถึงการปฏิวัติ
การศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติในอดีต คือ การรักษาความทรงจำการปฏิวัติเอาไว้ ไม่ให้ใครทำลาย ด้อยค่า ลดทอนความสำคัญให้เหลือเพียงเหตุการณ์ธรรมดา หรือทำลายความหวังของเรา
ไม่มีใครรู้หรอกว่า การต่อสู้ของประชาชนจะส่งผลให้เกิดการปฏิวัติหรือไม่
ไม่มีใครรู้หรอกว่า การปฏิวัติในศตวรรษนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ในรูปแบบใด
เรารู้แต่เพียงว่า ถ้าต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่อย่างถึงราก ก็ต้องคิด ต้องลงมือปฏิบัติ ทุกวัน ทุกเวลา ตั้งแต่วันนี้
ส่วนในท้ายที่สุด มันจะกลายเป็นการปฏิวัติหรือไม่ มันจะส่งผลสะเทือนประการใด เหตุการณ์หลังจากนั้นจะเป็นผู้ให้คำตอบ
ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส
ชื่อหนังสือเล่มนี้ตั้งขึ้นด้วยเหตุที่ว่าการปฏิวัติมิได้เกิดขึ้นจากดิน มิได้หล่นมาจากฟากฟ้า มิใช่ได้มาเพียงเพราะคนไม่กี่คนต้องการให้เกิด มิใช่ได้มาด้วยการเสียสละพลีชีพของคนจำนวนมากเท่านั้น แต่การปฏิวัติจะบังเกิดและรุดหน้าได้ต้องมี “ภูมิปัญญา” อยู่เบื้องหลังด้วย
จริงอยู่ การปฏิวัติอาจต้องอาศัย “ความบังเอิญทางประวัติศาสตร์” หรือ “เหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ลื่นไถลไปไกลจนควบคุมไม่ได้” หรือ “ความผิดพลาดของชนชั้นนำผู้ครองอำนาจ” หรือ “ความกล้าหาญ ความกลัว ความหวัง” แต่หากทั้งหมดนี้ปราศจากซึ่งภูมิปัญญากำกับ ไม่มีความคิดชี้นำแล้วเหตุการณ์ต่างๆ ก็อาจเป็นเพียงการก่อจลาจลหรือการก่อความไม่สงบ ไม่ได้เปลี่ยนรูปกลายเป็นการปฏิวัติ
การ์ตูนล้อเลียน ฐานันดรที่ 3 (กระฎุมพี) กำลังแบกฐานันดรพระและขุนนางไว้บนหลัง แสดงถึงการกดขี่และอภิสิทธิ์ที่มากล้นของฐานันดรพระและขุนนาง

เหตุการณ์คำปฏิญาณสนามเทนนิสของเหล่าสมาชิกฐานันดรที่ 3 ซึ่งนำไปสู่การที่สภาแห่งชาติทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ
คำประกาศสิทธิมนุษย์ชนและพลเมือง ค.ศ. 1789 เป็นต้นแบบของการยกร่างคำประกาศสิทธิของประเทศต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศ เนื่องมาจากเนื้อหาภายในคำประกาศสิทธิฯ มีลักษณะเป็นสากล ไม่ได้ยึดโยงกับคนฝรั่งเศส หรือชาติฝรั่งเศสเท่านั้น เพราะยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมี “สิทธิทั้งหลายตามธรรมชาติอันมิอาจถ่ายโอนแก่กันได้ และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์”
การทลายคุกบาสตีย์ ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 มวลชนการปฏิวัติฝรั่งเศสบุกทลายคุกบาสตีย์ ที่เคยใช้คุมขังนักโทษทางการเมืองทั้งเป็นสัญลักษณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่งเศส และอีกเหตุผลหนึ่งคือ มวลชนเชื่อว่าภายในคุกบาสตีย์เป็นที่ซ่องสุมปืน กระสุน และดินปืน จึงต้องการยึดอาวุธเหล่านั้นมาทำการปฏิวัติ
เอ็มมานูแอล โจเซฟ ซิแยส (ค.ศ. 1748-1836) ผู้เขียนหนังสือฐานันดรที่ 3 คืออะไร? ที่จุดไฟให้เหล่าสมาชิกสภาฐานันดรที่ 3 เริ่มการปฏิวัติ และเป็นผู้ปิดฉากการปฏิวัติโดยการดึงนโปเลียน โบนาปาร์ต นายพลหนุ่มมาทำรัฐประหารยึดอำนาจ ก่อนที่นโปเลียนจะสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศสในเวลาต่อมา ซิแยสมีอายุยืนยาวและได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถึง 9 ระบอบ ตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์, สมัยระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ, ระบอบสาธารณรัฐที่ 1, ยุค La Terreur, ระบอบคณะผู้ปกครอง Directoire, ระบอบกงสุลของนโปเลียน, ระบอบจักรวรรดิที่ 1, ยุคฟื้นฟูกษัตริย์ และระบอบกษัตริย์แห่งเดือนกรกฎาคม
มักซิมิเลียง โรเบสปิแยร์ (ค.ศ. 1758-1794) สมาชิกสภา Convention จากกรุงปารีส นักปฏิวัติคนสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเลิกระบบทาสในฝรั่งเศส แต่มักถูกจดจำในฐานะผู้ครองอำนาจในยุค La Terreur หรือยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว อันเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้กิโยตีนตัดหัวผู้ถูกกล่าวหาว่า “ปฏิปักษ์การปฏิวัติ” ไปเป็นจำนวนมาก
Louis Antoine de Saint-Just (ค.ศ. 1767-1794) สมาชิกสภา Convention จาก Aisne ผู้อภิปรายเปิดประเด็นให้ประหารหลุยส์ที่ 16 ได้โดยไม่ผิดรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก “กษัตริย์” เป็น “ทรราช” ในตัวเอง เพราะ “กษัตริย์” เป็นผู้แย่งชิงอำนาจไปจากประชาชนตั้งแต่แรก
หลุยส์ที่ 16 กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส (ค.ศ. 1754-1793) หลานของหลุยส์ที่ 15 และ โหลนของหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ในสมัยของหลุยส์ที่ 16 สนับสนุนชาวอาณานิคมอเมริกาทำสงครามปฏิวัติปลดแอกจากการปกครองของกษัตริย์อังกฤษ ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจหนี้สินจากการทำสงครามในรัชกาลก่อน และการเก็บภาษี หลุยส์ที่ 16 จึงต้องเรียกประชุมสภาฐานันดรที่มีฐานันดรขุนนาง ฐานันดรพระ และฐานันดรที่ 3 เพื่อปฏิรูปการจัดเก็บภาษี
นโปเลียน โบนาปาร์ต ในการรัฐประหาร 18 Brumaire ปีที่ 8 (9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1799) โดยมีซิแยสเป็นผู้เชื้อชวนให้นโปเลียนร่วมทำรัฐประหาร อันเป็นการปิดฉากการปฏิวัติฝรั่งเศส

