สนพ.มติชน เปิดตัว ‘เสือดาวดำ หมาป่าแดง’ ชวนฝันถึงสังคมใหม่ ‘ต่อสู้ แต่ต้องอยู่ร่วมกัน’
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในงาน “นายอินทร์สนามอ่านเล่น” ตอนสนามกระชับมิตร
โดยเวลา 14.00 น. ที่เวทีกลาง สำนักพิมพ์มติชนจัดเสวนาเปิดตัวหนังสือ Black Leopard, Red Wolf เสือดาวดำ หมาป่าแดง โดยมี น.ส.ธัญสินี จิตตมานนท์กุล หรือ เหมือนฝัน และ น.ส.อรนลิน รมยานนท์ หรือ อิ่ม สองบรรณาธิการหนังสือเล่ม ร่วมวงสนทนา แลกเปลี่ยนมุมมองหลายแง่ที่ปรากฏในหนังสือ ดำเนินรายการ โดย นายวิกรานต์
ปอแก้ว
สำหรับหนังสือ หนังสือ Black Leopard, Red Wolf เสือดาวดำ หมาป่าแดง เขียนโดย Marlon James ชาวจาไมกา, แปลโดย ธีรศักดิ์ จิรารัตน์ไพโรจน์ เป็นวรรณกรรมแปล แนวแฟนตาซีผจญภัย สอดแทรกตำนานและปกรณัม ลำนำ บทกลอน ดนตรีพื้นบ้าน แอฟริกา ปกอ่อน ขาวดำทั้งเล่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือจากสำนักพิมพ์มติชนที่เปิดตัวครั้งแรกในงานนี้ ประกอบด้วย 2 เล่ม ความหนาเล่ม 1 มี 360 หน้า ส่วนเล่ม 2 มี 560 หน้า ราคา 760 บาท ลดพิเศษ 20 เปอร์เซ็นต์เฉพาะในงานที่บูธมติชน เหลือเพียง 608 บาท
โดยบรรณาธิการเล่มเปิดเผยว่า ความหนารวม 2 เล่ม 920 หน้า มีทั้งหมด 3 ภาค ซึ่ง 2 เล่มนี้คือภาคแรก แบ่งเป็นพาร์ทอดีต และพาร์ทไขคดี ที่ตั้งใจแบ่งเป็นเล่มเนื่องจากอยากให้คนหยิบอ่านง่าย
น.ส.อรนลินกล่าวว่า ต้องขอเกริ่นว่า นักเขียนเป็นชาวจาไมก้า ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับแอฟริกา แต่นักเขียนได้ลงทุนศึกษาวัฒนธรรม ถึง 3 ปี โดยเข้าไปอาศัย ได้ความช่วยเหลือจากคนที่เชี่ยวชาญ ได้รางวัลหลายรางวัล จะเข้าลองลิสต์รางวัล National Book Awards ของสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ได้ ไปได้อีกรางวัล
ซึ่ง มารอน เจมส์ เคยได้รางวัลแมน บุคเกอร์ ไพรซ์ (Man Booker Prize) มาก่อน ในปี 2015 โดยเรื่องนี้เขาวางแผนให้เป็นไตรภาค ตอนนี้ทางอเมริกาออกมา 2 ภาคแล้ว ความดีงามของหนังสือเล่มนี้คือมีบทวิจารณ์จากฝั่งต่างประเทศ ว่าเทียบเท่า เดอะ ลอร์ด ออฟเดอะริง และเกมออฟโทรน
“หลายคนเอาไปเปรียเทียบ เพราะความเป็นแนวนิยายดิสโทรเปีย เรื่องนี้นอกจากเซตติ้งที่แตกต่างแล้ว อีกอย่างคือกลวิธีในการเล่าเรื่องแบบ มุขปาฐะ ไม่มีเครื่องหมายคำพูด ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนฟังนิทานอยู่
อีกสิ่งที่ต่างคือการกล่าวถึงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจ แต่ 2 เล่มนี้จะพูดถึงคนชายขอบเป็นหลัก คนที่ได้รับผลกระทบแม้ไม่ได้อยู่ในวงล้อของการแย่งชิงอำนาจแม้แต่นิดเดียว ยังมีเรื่องของวัฒนธรรมความเชื่อด้วย เรื่องเด่นคืออัตลักษณ์ตัวละครของพระเอก พูดถึงความเชื่อที่ว่า คนเราเกิดมามีเพศชายและหญิง ชายตัดส่วนที่เป็นหญิงด้วยการขลิบ ส่วนผู้หญิงก็ต้องตัดความเป็นชาย แต่ตัวละครหลักไม่ได้ขลิบ จึงอยู่ระหว่างเส้นแบ่งชาย-หญิง สิ่งที่ยากคือ วัฒนธรรมที่ต่างกัน เช่น แอฟริกา จะมีระบบการนับเลขของตัวเอง จะไม่มีเลข 9 ไม่มีคำว่า 25, 17 จะเป็นคำว่า 10 กับ 7 หรือ 20 กับ 5 ซึ่งแตกต่างจากเรา รวมถึงการนับเวลา จะเรียกเป็นจันทรา หรือเดือน ซึ่งเหมือนเข้าใจยาก แต่แทรกอยู่ในเนื้อหา อ่านไปก็ไม่ได้รู้สึกถูกยัดเยียด” น.ส.อรนลินเผย และว่าความจริงหนังสือเล่มนี้ มีข่าวว่าจะทำเป็นซีรีส์ ด้วย ถูกซื้อลิขสิทธิ์ในปี 2019 อยากให้ออกมาเป็นซีรีส์เหมือนกัน
เมื่อถามว่า คาแรกเตอร์ของตัวละครมีความลื่นไหลทางเพศ รวมถึงความซับซ้อนต่างๆ ของตัวละครด้วย ?
น.ส.อรนลินชี้ว่า ส่วนใหญ่ในเล่มเป็นเรื่องราวของคนขายขอบ นักสะกดรอยที่มีปัญหา เขาไร้นามเพราะทิ้งชื่อตัวเอง เหมือนยืนบนเส้นแบ่ง ระหว่างสองสิ่งอยู่ตลอด จะเป็นชาวเผ่านี้ก็ไม่ใช่ เพราะเขาแยกตัวออกมา จะเป็นอีกเผ่าหนึ่งก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าไม่มีครอบครัว หรือไม่มีครอบครัวก็ไม่ได้
ซึ่ง “เสือดาวดำ” ที่อาจจะเรียกว่าพระเอก ก็มาเจอปัญหานี้เหมือนกัน เป็นพรานที่สามารถจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ เล่มนี้ก็สะท้อนเหมือนกันว่า บางทีคนที่สามารถแปลงกายได้ เขาก็ไมได้อยากแปลง แต่อยากเข้าได้กับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ล้วนอยู่บนเส้นแบ่ง แต่ไม่มีพื้นที่ใดให้เราเลย
น.ส.อรนลิน กล่าวต่อว่า มีความเชื่อหลายอย่างที่สอดแทรกเข้ามา เช่น เรื่องของเด็ก เป็นความเชื่อของชนเผ่าที่มีจริงๆ ซึ่งความเชื่อวัฒนธรรมเหล่านี้ ขึ้นอยู่เฉพาะชนเผ่า แต่ทมาจากไหน อันนี้ต้องไปศึกษาเพิ่ม
เมื่อถามว่า เสือดาวดำ หมาป่าแดง ตัวละคร 2 ตัวนี้มีกิมมิค หรือสัญลักษณ์อะไรหรือไม่ ?
น.ส.อรนลินชี้ว่า หมาป่าแดง คือนักสะกดรอย ทำงานรับจ้างด้วยการใช้ความสามารถด้านจมูก วันหนึ่งเขาได้รับบทมา ส่วนเสือดาวดำ คือพรานจำแลงกาย โดยตัวเอกของเรื่องคือนักสะกดรอย จะว่าเป็นคู่พระเอกก็ไม่ใช่ ต้องติดตามในเล่ม
“ในช่วงหลัง ผู้หญิงในฐานะกษัตริย์ กับชายที่เป็นกษัตริย์ มีฐานะเท่ากัน แทบจะไม่มีเส่นแบ่งความเป็นชาย-หญิง บางชนเผ่าไม่ยอมรับ คิดว่าเป็นเรื่องของวัฒนธรรมระหว่างที่ด้วย บางเผ่ามีภรรยาเป็นสิบๆ คน แต่ละคนต้องคอยรับใช้ คอยป้อนข้าว คอยนวด”
เมื่ออ่านจบแล้ว นิยายนี้สะท้อนอะไรในปัจจุบันหรือไม่ ?
น.ส.อรนลินกล่าวว่า หลักๆ คือเรื่องราวของคนที่ไม่ได้เกี่ยวโยงกับการแย่งชิงอำนาจ คือคนจากเผ่าที่ได้รับผลกระทบจากคนใหญ่โตที่แย่งชิงอำนาจ จึงต้องมาร่วมกันตามหาเด็กชาย โดยถูกจ้างวาน จนสุดท้ายเริ่มเรื่องในคุก นักสะกดรอยถูกจับหลังจากภารกิจเสร็จสิ้น หลังผ่านภารกิจทั้งหมดก็ต้องถูกไต่สวนในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ผิด ทำไมคนใหญ่คนโตมีเรื่อง แต่คนตัวเล็กได้รับผลกระทบ
“จุดเด่นของเล่มนี้ คนเขียนใช้วิธีมุขปาฐะ จากมุมมองบุคคลที่ 1 คนเล่าเรื่องคือนักสะกดรอย ไหลลื่นไปเรื่อยๆ บางทีเราอ่านอาจไม่รู้ตัว แต่ต้องตั้งคำถามว่า นักสะกดรอยเป็นนาเรเตอร์ (คนเล่าเรื่อง) ที่น่าเชื่อถือได้หรือไม่ ‘จงอย่าเชื่ออะไรที่ออกจากปากของนักสะกดรอย’ จนตอนจบ เราอาจไม่รู้ก็ได้ว่า เรื่องที่เล่าจริงหรือเปล่า ภาคสอง ภาคสาม จะทำให้เห็นอีกมุมมองของตัวละครว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” น.ส.อรนลินเผย
เมื่อถามว่า อะไรในเล่มนี้ที่จะส่งผลกับผู้อ่านบ้านเรา ?
น.ส.อรนลินกล่าวว่า หลักๆ คือการเปิดรับวรรณกรรมใหม่ ในแง่การเล่าเรื่อง ความเรียบง่ายคือจุดประสงค์ที่ให้สอดคล้องกับมุขปาฐะ ต้องยอมรับว่า อาจไม่ชินบ้างในบางส่วน แต่ด้วยความที่ปูพื้นไว้อย่างดี เป็นนิยายแนวใหม่และใส่วัฒนธรรมเข้าไป ซึ่งผู้แปลเลือกใช้คำได้ดี จิกกัด แสบสัน ทำได้ดีมาก และด้วยความที่เรื่องยาว ทำให้ทั้งบรรณาธิการและผู้แปล ผูกพันกับตัวละคร
เล่มนี้เป็นใบเบิกทาง อยากจะเห็นต่อไป อยากรู้ว่าเป็นซีรีย์จะสนุกขนาดไหน อยากเห็นนวนิยายที่มีที่ตั้งแปลกๆ (setting) ออกมาเยอะๆ
เมื่อถามถึงการทำงานเป็นบรรณาธิการเล่มนี้ ?
น.ส.อรนลินเผยว่า ตอนแรกเห็นก็เครียด เรา 2 คนก็ช่วยกันทำ ต้องสื่อสารกันเยอะมาก เราพยายามอย่างมากให้ยื่นไหล ยังมีตาที่สามคือหัวหน้ากองบรรณาธิการช่วยสกรีนอีกครั้งด้วย การแปลเล่มนี้ใช้เวลา 2 เดือนกว่า รวม 3 เดือนเสร็จ อ่านคนละ 3 รอบโดยประมาณ ส่วนแรกเกริ่นแนะนำตัวละคร เล่าพื้นเพ ก่อนช่วงหลังจะเนื้อหาเข้มข้นเต็มที่
ถามว่าตัวละครที่รักที่สุดคือตัวไหน ?
น.ส.อรนลินเผยวว่า จะมีเผ่าหนึ่งเป็นเผ่ายักษ์ หัวหน้าฆ่าคนเป็นร้อย แต่เขามีจิตใจที่เพียวมาก
“อยากให้ลองเปิดใจ เนื้อหาสนุกแน่นอน สร้างสรรค์ตัวละครได้อย่างมีเอกลักษณ์ อ่านแล้วจะหลงรักตัวละครอย่างแน่นอน ลดราคาพิเศษอยู่ด้วย เข้าประตูเลี้ยวขวา จะเจอบูธมติชนเลย” น.ส.อรนลินกล่าว
ด้าน น.ส.ธัญสินี หรือ เหมือนฝัน กล่าวว่า ด้วยความที่คนเอาไปเทียบกับเกมออฟโทรน คนเขียนก็ยอมรับว่าได้แรงบันดาลใจ แต่เขาต้้งใจใช้พื้นเพจากที่เรียนรู้มา ภาษาที่ตัวละครพูด หรือสัตว์ต่างๆ ที่จะเป็นสัตว์ในตำนานแอฟริกา สัตว์ในตำนานลึกลับ ซึ่งค้นดูแล้วเจอว่ามีจริง บางตัว เชื่อกันว่าเป็นแฝดที่อยู่ในท้องแม่ แต่กินท้องแม่ตัวเองจนเสียชีวิต บางตัวละครตามตำนานก็สร้างอิมแพคจนบางคนเอาไปทำตัวละครในเกม คนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะรู้สึกว่า ปูเรื่องได้ดี มีความลึกลับ มีตำนาน จนนำไปสร้างเป็นตัวละครในเกม
ถามว่ากลิ่นอายของเล่มนี้ เป็นอย่างไร ?
น.ส.ธัญสินีกล่าวว่า หลักๆ เป็นการมอบหมายภารกิจให้นักสะกดรอย หรือตัวเอกของเรื่อง เข้าไปสืบค้นว่าเด็กชายที่หายไปตัว ที่ได้รับว่าจ้างให้ตามหา กลับพบว่าไปพัวพันกับคนในวัง ชนชั้นสูง
“ยิ่งหาหลักฐานยิ่งเห็นความเลวร้ายดำมืดของมนุษย์ อ่านไปจะเริ่มเห็นคาแร็กเตอร์ของแต่ละชนเผ่า มีแผนที่ประกอบจินตนาการ เหนือ ใต้ มีวัฒนธรรมที่ต่าง แต่ต้องต่อสู้และอยู่ร่วมกัน” น.ส.ธัญสินีเผย
เมื่อถามว่าอ่านสนุกหรือไม่ ?
น.ส.ธัญสินีกล่าวว่า ตนก็ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับแอฟริกามาก่อน แต่ทำแล้วประทับใจ ทำแล้วเรายังพูดถึงหนังสือได้ต่อ ไปหาคำตอบได้ต่อ ตัวละครที่คิดว่าสร้างขึ้นมา กลับมีจริง เรียบเรียงเป็นนวนิยายแฟนตาซี
ถามว่าเส้นเรื่องอยู่ยุคไหน เป็นดิสโทรเปียไปเลย บางที่ยังมีบ้านดินเหนียว มีศิลปะหัตถกรรมโบราณ บางชนเผ่ากลับมีอะไรทันสมัย เป็นเมืองลอยฟ้า เราอยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน แต่มีคาแรกเตอร์ ของประเทศที่เจริญมากๆ กับประเทศที่มีวัฒนธรรมชนเผ่า น่าสนใจที่มีทุกมิติ ทั้งพื้นเพ ชาติกำเนิด มีความเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา จากมิตรเป็นศัตรู สุดท้ายจับมือกันเพื่อสู้ รวมถึงตัวละครที่มีความเควียร์มากๆ ที่แทบจะเป็นจุดขาย เป็นการเดเวลอป พัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครไป ซึ่งการที่แบ่งได้ 920 หน้า ก็มีเหตุของมัน
“จริงๆ ในเรื่อง ตัวละครจะลักกะปิด ลักกะเปิด เหมือนจะรักกัน อยู่ๆ ก็แยกกัน เหมือนความสัมพันธ์ในชีวิตจริงของเรา ไม่เหมือนนิยาย ที่เริ่มรักแล้วรักตลอดไป แต่รัก มีจุดตั้งคำถาม พักหาย แล้วมีจุดที่กลับมา”
“เขาเป็นคนเก่งทั้งคู่ หมาป่าแดง รู้โลเคชั่นจากจมูกตัวเองส่วนเสือดาวดำ มีพละกำลัง แปลงกายได้ ด้วยคนเก่งมากับคนเก่ง จึงถูกว่าจ้างให้ไปหาเด็กชาย โดยแยกกันไป ได้ความจริงคนละชุด แต่พอกลับมาหากัน เขาก็จะประกอบความจริงเข้าด้วยกัน
นอกจากความสัมพันธ์คนรัก ยังมีครอบครัว เพื่อนกับเพื่อน มีตัวละครคู่แค้นของพระเอก
เหมือนเราแทบจะเกลียด ทำไมคนนี้ทำแบบนี้ ? แต่สุดท้ายความสัมพันธ์เปลี่ยน อาจจะจับมือ จำใจทำอะไรบางอย่างด้วยกัน หรือรับรู้ว่าความจริงว่าเขาไม่ได้แย่ขนาดนั้น มีความเทาๆ เหมือนความสัมพันธ์ในชีวิต” น.ส.ธัญสินีเผย และว่า
นอกจากนี้ ยังมีเด็กแสบที่สะกดรอยตามจนเกิดความผูกพันกับเด็กขึ้นมา ความรักที่ควรจะได้จากครอบครัวกลับไม่ได้ แต่กลับมาผูกพันกับเด็ก มากกว่าที่ควรจะได้รับจากครอบครัวเสียอีก ยอมทิ้งเผ่าตัวเอง เพื่อช่วยเด็กคนนี้ ซึ้งมาก นักสะกดรอยตัวเอก ก็น่าสนใจว่า แค่เงินไม่เท่าไหร่ ที่ว่าจ้าง ทำไมต้องทำขนาดนี้ อ่านไปเรื่อยๆ เกือบตายมาหลายครั้ง ต้องเข้าไปที่ที่ไม่ควรเข้า เราทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร นักสะกดรอยไม่เคยพูด จนไดอาล็อกสุดท้ายพูดประมาณว่า เขาไม่ได้ทำเพื่อนำเงิน แต่ทำเพื่อเด็กที่กำลังอยู่ในอันตราย เสี่ยงชีวิต เขาจิตใจอ่อนโยนมาก
น.ส.ธัญสินีกล่าวต่อว่า ในเว็บ มีคำวิจารณ์ทั้งชอบและไม่ชอบ ส่วนตัวจากที่อ่านมาหลายรอบ เขาไม่ได้จะเขียนเฉยๆ ให้ยาว แต่มีจุดประสงค์ในนั้น คือตั้งใจทำมหากาพย์ของคนปัจจุบันนี้ ยิ่งให้เวลากับตัวละคร ยิ่งมีความเป็นมนุษย์สูง เรารู้สึกเข้าถึงตัวละครได้มากกว่า
“ในเล่มจะมีคำกล่าว มีความเป็นชาวบ้าน อ่านแล้วตกใจ ทำไมมีอะไรแบบนี้ในวรรณกรรม อ่านแล้วตลก เห็นความดิบๆ ภาษาชาวบ้าน แหวกแบบได้ผล ตรงใจคนธรรมดาแบบเรา”
เมื่อถามถึงเรื่องการที่เพศหญิง โดนฟาดจากเพศชาย แล้วจะได้รับการยอมรับในเผ่า ?
น.ส.ธัญสินีเผยว่า เป็นการที่คนเขียนสอดแทรกว่า อยากให้ผู้หญิงในสังคมมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น คิดว่าคนเขียนมีหัวขบถอยู่หลายด้าน เขียนตัวละครไม่มีเพศ ชายรักชาย หรือให้ผู้หญิงออกมาพูด ผู้หญิงได้ขึ้นไปเป็นราชินีเป็นต้น
นอกจากผลกระทบเชิงอำนาจ ยังมีเรื่องเพศที่ไหลลื่น ครบทุกมิติ จุดเด่นคือมีลำนำ เหมือนอ่านยาก แต่อ่านง่าย เล่าชีวิตของคนธรรมดาที่แค่มีครอบครัว มีลูก เพียงเท่านี้ก็เท่ากับว่า วรรณกรรมให้พื้นที่กับคนทั่วๆไป ต่างจากเกมออฟโทรน นี่คือวรรณกรรมของคนธรรมดาอย่างแท้จริง เป็นเรื่องเล่าที่ซ้อนเรื่องเล่าอีกที แต่เรื่องเล่านั้น มีผลต่อตัวละคร โดยภาพรวมของเรื่อง หลายคนคงมีคำถามและกระแสถกเถียง
“บรรยากาศเข้ากับตอนนี้ ที่มีการเดินขบวน เหมือนการพยายามหาอะไรใหม่ๆ ในสังคม พาเราไปคิดถึงสังคมใหม่ ความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่ง หรือแม้แต่ตัวภาษา กลอน ที่พาเราไปเจออะไรใหม่ๆ ตอบโจทย์บรรยากาศสังคมที่กำลังหาทางเลือกใหม่ๆ ซึ่งผู้แปลนึกถึงว่า แปลอย่างไรให้เข้ากับคนไทย คือการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้คนไทยรู้สึกอิน ใส่ใจรายละเอียดถึงขนาดใส่คำสร้อย อ่านแล้วรู้ว่าน่าจะมาจากทางใต้ ซึ่งในต่างประเทศเริ่มให้พื้นที่วรรณกรรมแปลกๆ เคยไปอ่านเจอว่า ในงานลอนดอน บุ๊กแฟร์ ที่หลายสำนักพิมพ์อยากไป ปรากฏว่าส่วนมากเป็นตัวละครผิวขาวมากกว่าผิวสี แต่เล่มนี้ให้พื้นที่ตัวละครผิวสี แอฟริกัน ซึ่งเป็นธรรมชาติ คนเราจะให้พื้นที่กับอะไรแปลกใหม่ไปเรื่อยๆ
เล่มนี้ยังมีภาษาปาก ฉากดิบเถื่อน เรื่องเซ็กส์ ตัวละครที่ต่อสู้รุนแรง โดยเราเป็นด่านแรกที่กรองให้คนอื่นว่าแค่ไหนถึงโอเค จะเรียบเรียงอย่างไรให้ไม่ดูรุนแรงเกินไป
สิ่งที่เราถ่ายทอด มหัศจรรย์มาก สำหรับใครที่อยากอ่านวรรณกรรมใหม่ๆ พกพาง่าย แบ่งเป็น 2 เล่ม เล่มนี้จะเหมาะมาก” น.ส.ธัญสินีกล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้สนใจ สามารถร่วมงาน “นายอินทร์สยามอ่านเล่น” ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ที่ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.





