‘อชิรัชญ์’ ปล่อยมุข เทพเจ้าจีนช่วยขายดีติดอันดับ เขินแจกลายเซ็น เอฟซีเผยตามซื้อทุกเล่ม

16.10.22 | 17:55 น.

‘อชิรัชญ์’ ปล่อยมุข เทพเจ้าจีนช่วยขายดีติดอันดับ เขินแจกลายเซ็น เอฟซีเผยตามซื้อทุกเล่ม

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่บูธมติชน i48 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ในแนวคิด “Booktopia มหานครนักอ่าน” ซึ่งจัดขึ้นเป็นวันที่ 5 โดยจะจัดถึงวันที่ 23 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่บูธสำนักพิมพ์มติชน ผศ.ดร.อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เขียนหนังสือ เทพเจ้าจีนในกรุงเทพฯ แจกลายเซ็นให้กับผู้ที่มาซื้อหนังสือภายในงาน โดยมีผู้ต่อแถวขอลายเซ็นป็นจำนวนมาก

ผศ.ดร.อชิรัชญ์ กล่าวว่า การตอบรับในวันนี้รู้สึกดีใจที่มีคนสนใจในเรื่องของศิลปะจีน เรื่องของศาลเจ้าและเทพเจ้า หลายคนก็รู้สึกอยากไปเที่ยวศาลเจ้าและอยากรู้เรื่องราวต่างๆ ก็รู้สึกมีกำลังใจ มีแรงที่จะทำงานด้านนี้ต่อ ซึ่งได้บอกทุกคนว่าถ้าอ่านแล้วมีความคิดเห็นที่เห็นต่างก็สามารถมาแลกเปลี่ยนกันเพราะจะได้มีความงอกเงยทางวิชาการต่อไป คนที่มาขอลายเซ็นส่วนใหญ่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าไปศาลเจ้าที่ไหนแล้วประทับใจ หรือบางคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือที่มีเรื่องของการวิจัยเทพเจ้าในเชิงรูปแบบว่าตัวของรูปแบบเทพ ความเชื่อเทพนั้นบอกอะไรได้บ้างเขาก็เริ่มสนใจ แต่ต้องบอกว่าเนื้องานที่ทำเราเมื่อลงพื้นที่สัมภาษณ์คนและศึกษาด้วยตัวเองจะพบว่าจะมีผู้รู้อยู่หลายท่านที่เขามีความรู้เรื่องนี้แต่อาจจะไม่ได้เขียนหนังสือเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น วิจัยนี้ต้องขอบคุณทั้งคนที่ให้สัมภาษณ์และให้ข้อมูลที่ทำให้งานวิจัยสมบูรณ์มากขึ้น

Advertisement

เมื่อถามว่า หนังสือศาลเจ้าจีนในกรุงเทพฯ และ เทพเจ้าจีนในกรุงเทพฯ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ผศ.ดร.อชิรัชญ์ กล่าวว่า เล่มศาลเจ้าจีนในกรุงเทพฯจะเน้นเรื่องของงานสถาปัตยกรรมเพราะเป็นของที่เราเห็นได้ง่ายสุด เมื่อเข้าไปเราเห็นอาคาร รูปทรงหลากหลายแบบสามารถบอกความเป็นกลุ่มภาษาได้อย่างไรบ้าง แต่ในส่วนของประติมากรรมเทพเจ้าจะเป็นสิ่งที่อยู่ภายใน ซึ่งตอนที่สำรวจครั้งแรกในเรื่องของสถาปัตยกรรมนั้น ตนมีความสงสัยต่อเนื่องมาว่ารูปแบบสถาปัตยกรรมบอกกลุ่มคนได้แล้วองค์เทพเจ้าสามารถบอกกลุ่มคนได้เหมือนกันหรือไม่ ซึ่งท้ายที่สุดก็พบว่าบ่งบอกได้เหมือนกัน เช่น รูปแบบนี้เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนแต้จิ๋ว หรือความเชื่อแบบนี้รู้เลยว่าเขาเป็นคนไหหลำ เพราะฉะนั้น เนื้อหาทั้งสองเล่มต่างกันในแง่ของขอบเขตการสำรวจ แต่คำถามที่ถูกตั้งขึ้นจะคล้ายกันคือเราบอกร่องรอยอะไรได้บ้างผ่านงานศิลปกรรมเหล่านี้

เมื่อถามว่า หนังสือที่เขียนทุกเล่มติดอันดับขายดีตลอด คิดว่าเป็นเพราะอะไร ผศ.ดร.อชิรัชญ์ กล่าวว่า สังคมไทยเราอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมจีนอยู่แล้ว ทั้งอาหาร การแสดง พิธีกรรม ศาลเจ้าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เราเข้าไปบ่อยๆ แต่หลายคนเข้าไปเพื่อไหว้ด้วยความศรัทธา บางครั้งเมื่อมีการตั้งคำถามบางอย่าง เช่น นอกจากความศรัทธาแล้วเราสามารถดูอะไรได้อีก จึงทำให้คนรู้สึกสนใจเหมือนกัน ในปัจจุบันจะพบว่าคนในบ้านเราก็เริ่มสนใจในเรื่องของวัฒนธรรมเชิงลึกมากขึ้น

เมื่อถามว่า คิดว่าเทพเจ้าจีนในหนังสือช่วยทำให้ขายดีด้วยหรือไม่ ผศ.ดร. อชิรัชญ์ กล่าวติดตลกว่า ช่วย เพราะขนมาใส่ในเล่มกว่าร้อยศาล

“ช่วยนะ มีร้อยกว่าศาล ต้องขอบคุณทั้งองค์เทพเจ้า ขอบคุณคนอ่าน คิดว่าส่วนหนึ่งคนก็ศรัทธาในองค์เทพก็อยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติม และต้องขอบคุณสำนักพิมพ์มติชน เพราะว่าผลงานชิ้นนี้เป็นวิจัยที่ทำขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา เราคิดว่าอยากจะเผยแพร่ รู้สึกดีใจที่มติชนรับพิจารณาและมาเผยแพร่ให้กับผู้อ่านทุกคนได้รับทราบ ต้องขอบคุณทุกคนด้วยเหมือนกัน”

ผศ.ดร.อชิรัชญ์ กล่าวด้วยว่า รู้สึกเขินที่มาแจกลายเซ็น

“เขินค่ะ เขินเป็นปกติ เขินกับการที่ต้องเซ็นลายเซ็นให้กับคนอื่น แต่ก็ดี เป็นประสบการณ์ที่ดี มีคนได้อ่านหนังสือเราและเป็นเอฟซีเรา เราก็ดีใจ รู้สึกว่างานที่ทำมันก็ไม่ได้เสียเปล่า น่าจะทำให้ทุกคนได้เกิดความคิดอ่านต่อไปได้ แต่เขินค่ะ”

ด้าน ‘รพี’ อายุ 25 ปี ประกอบอาชีพครู ได้มาร่วมขอลายเซ็นจาก ผศ.ดร.อชิรัชญ์ด้วย รพี กล่าวว่า โดยพื้นฐานเป็นคนชอบภาษาจีนเพราะตอนมัธยมปลายเรียนด้านศิลป์ภาษาจีนมา เมื่อโตขึ้นตนเรียนทั้งด้านครูวิชาสังคมซึ่งก็จะได้สัมผัสกับประวัติศาสตร์อยู่ตลอดเวลา และเมื่อเข้าวงการมาเรื่อยๆจะเห็นชื่อคนหนึ่งบ่อยมากคือ ผศ.ดร.อชิรัชญ์ อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นงานที่แปลหนังสือ ร้อยเรื่องราววังต้องห้าม ผู้เขียน จ้าวกว่างเชา ก็เริ่มติดตามมาเรื่อยๆ เป็นคนที่มีความรู้เหมือนเจ้าของภาษาและสามารถย่อยเรื่องราวศิลปะจีนที่มีจำนวนมากและยากให้เราเข้าใจได้ง่ายๆ และเชื่อมโยงกับพื้นที่ในประเทศไทยทำให้เราประทับใจในตัวรศ.ดร.อชิรัชญ์มาก อาจารย์สามารถอ่านตัวอักษรจีนได้และสร้างผลงานทางวิชาการด้วยความสามารถของตนเอง ตนมีหนังสือของผศ.ดร.อชิรัชญ์หลายเล่ม เช่น ศิลปะเวียดและจาม, ร้อยเรื่องราววังต้องห้าม และ หนังสือ ประวัติศาสตร์ศิลปะจีนโดยสังเขป ซึ่งเป็นเล่มที่รวมองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะจีนเลย และเล่มที่อยากแนะนำคือ ศาลเจ้าจีนในกรุงเทพฯ เพราะจะทำให้เราเข้าใจในองค์ความรู้สถาปัตยกรรมจากนั้นก็อ่านเล่มเทพเจ้าจีนในกรุงเทพฯต่อเพื่อเทพเจ้าต่างๆที่อยู่ในศาล

“การที่กลับมาจัดที่ศูนย์สิริกิติ์ สิ่งแรกที่เห็นคือชีวิตชีวา เหมือนทุกคนโหยหากับการจัดที่นี่มาก เพื่อนๆมาจากภาคเหนือ ภาคใต้ มาเจอกันที่นี่หมดเลย เหมือนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ได้เจอเพื่อนเก่า บางสำนักพิมพ์ไม่ได้ออกบูธมานานก็ได้มาเจอกัน แม้องค์ประกอบบางอย่างจะเปลี่ยนไป แต่งานหนังสือมันคือผู้คนและทำให้เราหายคิดถึงกันไปได้อีกครึ่งปี และแน่นอนทำให้เห็นว่าคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือแค่วันละ 8 บรรทัด แต่คนไทยเป็นคนที่อ่านหนังสือมากแม้จะดองไว้ก็ตาม แต่คนไทยก็อยู่กับหนังสือตลอด พอเราเห็นแบบนี้เราก็ชื่นใจว่าวงการสิ่งพิมพ์ไม่ตายแล้ว” รพี กล่าว