โตมร ชี้ การอ่านคือ ‘เนื้อเดียวกับชีวิต’ หนังสือสร้างประสบการณ์แหลมคมกว่าอีบุ๊ก
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่บูธมติชน i48 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในช่วงค่ำว่ามีผู้เข้าเลือกซื้อหนังสืออย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลาราว 19.20 น. นายโตมร ศุขปรีชา นักเขียนนักแปลชื่อดังและผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนวัตกรรมการเรียนรู้ OKMD เดินทางมาซื้อหนังสือ ‘รัฐสยดสยอง’ ผลงาน ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์ และ The Colour Code รหัสนัยแห่งสี ผู้เขียน Paul Simpson แปลโดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
นายโตมรกล่าวว่า เล่ม ‘ รัฐสยดสยอง’ นั้น ตนคิดว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจ เข้าใจว่าน่าจะเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ของการจัดการกับความตายและศพ ถ้าย้อนไปในสมัยโบราณมันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเรื่องราวของประเทศไทยก็ยิ่งทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น เลยอยากรู้ว่าการจัดการเรื่องดังกล่าวในสมัยนั้นเป็นอย่างไร ส่วนเรื่อง The Colour Code รหัสนัยแห่งสี ส่วนตัวมีความสนใจเรื่องสีอยู่แล้ว
“ส่วนตัวสนใจเรื่องการทำงานของสมอง เช่น การเรียนรู้ผ่านการทำงานของสมอง สีก็เป็นตัวการที่ทำให้เราเกิดการเรียนรู้บางอย่าง และคิดว่าน่าจะมีเรื่องของประวัติศาสตร์การใช้สีในงานศิลปะต่างๆ โดยปกติชอบอ่านหนังสือในทุกๆ แนวเลย และคิดว่าสำนักพิมพ์มติชนมีจุดเด่นหลายจุด เช่น ความหลากหลายของหนังสือ ซึ่งเมื่อพูดถึงมติชนในช่วงระยะหลังพอพูดถึงมติชนจะนึกถึงหนังสือประเภทที่อ่านแล้วได้ความรู้ได้ความคิดมากยิ่งขึ้น และการนำงานวิจัยมาทำเป็นหนังสือทำให้ง่ายต่อการอ่านมากขึ้น ซึ่งคิดว่าสิ่งนี้เป็นมรดกของมติชนที่ย้อนกลับกว่า 10 ปีที่แล้ว และปัจจุบันก็ยังสืบทอดสิ่งเหล่านี้ต่อถือเป็นสิ่งที่ดีมาก” นายโตมรกล่าว
นายโตมรกล่าวต่อไปว่า เวลาเลือกซื้อหนังสือถ้าไม่รู้อะไรเลยจะเลือกซื้อจากปก ส่วนเนื้อหาถ้าพลิกอ่านแล้วชอบก็ซื้อ สำหรับผู้เขียนถ้ารู้จักก็สนใจหยิบอยู่แล้ว
“สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่ามันทำงานกับเราคือหน้าปกเป็นเรื่องสำคัญ หน้าปกหนังสือแต่ละเล่มมีความแตกต่างกัน แต่ละปกหนังสือก็จะทำงานและไม่ทำงานกับเรา ปกแต่ละแบบก็จะเลือกผู้อ่านของตัวมันเอง” นายโตมรกล่าว
นายโตมรกล่าวว่า สำหรับการอ่านบนโซเชียลมีเดีย หรือการหาข้อมูลแบบออนไลน์ ถูก Personalize อย่างเป็นระบบ โดยบอกข้อมูลที่จะทำให้เราออกจากกรอบความคิดของเรายาก แต่กลับกัน ถ้าเราอ่านหนังสือจะเป็นข้อความ หรือประโยคบางท่อนที่ทำให้เราสนใจ มันจะถีบเราออกไปจากโลกที่เราอยู่
“ฉะนั้นการอ่านหนังสือจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและน่าสนใจอยู่ ส่วน E-Book ก็มีข้อดีในแง่ของการพกพา แต่ E-Book เวลาเราหยิบมันขึ้นมามันคืออุปกรณ์เดิมๆ อุปกรณ์หนึ่ง แต่เราไม่ได้เห็นทั้งสีของหน้าปก ความตั้งใจของการเรียบเรียงต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อผัสสะแบบอื่นๆ ที่เราจะได้นอกเหนือจากการอ่าน เช่น ผิวสัมผัสของปกติที่แต่ละเล่มไม่เหมือนกัน เวลาเราอ่านเราไม่ใช่แค่อ่านแต่สัมผัสมันจะทำให้เราเกิดความรู้สึกร่วมต่อการอ่าน แต่ถ้าเป็น E-Book เราก็จะได้สัมผัสรูปแบบเดิมๆ ซึ่งมันก็ยังทดแทนได้ในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่สามารถแทนหนังสือได้ และหนังสือมันช่วยให้เรามีประสบการณ์ที่แหลมคมได้มากกว่าการอ่าน E-Book” นายโตมรกล่าว
ในตอนท้าย นายโตมรกล่าวว่า การอ่านเปรียบเสมือนกิจกรรมที่อยากทำก็ทำ
“ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องตั้งใจอ่านทุกวัน ถ้าเราไปรู้สึกว่าการอ่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งยิ่งใหญ่ที่เราจะต้องทำทุกวัน เราก็คงจะไม่อยากอ่าน ซึ่งผมก็รู้สึกว่าการอ่านมันเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตอยู่แล้ว จึงไม่ใช่สิ่งที่จะต้องบังคับแต่อย่างใด
สำหรับโปรเจ็กต์ Library Alive ที่ Okmd ร่วมกับ กทม. จะขับเคลื่อนการอ่าน โดยสิ่งที่เราทำ คือเราเห็นว่า กทม.มีห้องสมุดดีที่ดีอยู่เยอะ แต่คนทั่วไปอาจไม่ค่อยรู้จักหรือเข้าใช้บริการ ก็เลยอยากสร้างกิจกรรมขึ้นมา เพื่อให้คนได้เข้าห้องสมุด แต่มากกว่าจัดกิจกรรม คือการทำให้เจ้าหน้าที่ของ กทม. บรรณารักษ์ อาสาสมัคร เห็นว่าห้องสมุดสามารถทำหลายๆ อย่างได้
ซึ่งหลังจากที่เราไปจัดกิจกรรมครบแล้ว อยากชวนบรรณารักษ์ของห้องสมุดมาทำ WORKSHOP พูดคุยกันถึงความเป็นไปได้ในการทำกิจกรรมผ่านห้องสมุดต่างๆ ที่จะสามารถดึงดูดผู้คนเข้ามา และมันยังสามารถนำไปสู่คู่มือที่จะให้คนสามารถจัดกิจกรรมให้คนเข้ามาร่วมตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทั่วประเทศได้” นายโตมรกล่าว


