ประจักษ์ ยก ‘เสด็จพ่อร.5’ งานคลาสสิก ‘นิธิ’ กี่ปีก็ร่วมสมัย ไขดราม่าแบกเสลี่ยงบอลประเพณี
เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยรัฐ (PUBAT) พร้อมด้วยพันธมิตรสำนักพิมพ์ ร่วมจัดงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22’ ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม-8 เมษายนนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ บูธสำนักพิมพ์มติชน (J47) นักอ่านทยอยมาเลือกซื้อหนังสือทั้งแนวการเมือง ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา หนังสือแปล และวรรณกรรม อีกทั้งยังมีผู้สนใจของพรีเมียมที่ออกแบบโดยศิลปินชื่อดัง ‘นักรบ มูลมานัส’ เป็นจำนวนมาก
เวลา 18.00 น. เริ่มกิจกรรมทอล์กพิเศษ Special talk หัวข้อ ‘เสด็จพ่อร.5 ประเพณีประดิษฐ์ผู้นำ’ โดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ผู้เขียนคำนำเสนอ หนังสือ ‘เสด็จพ่อร.5 ประเพณีประดิษฐ์ผู้นำ’ ซึ่งล้อมวงฟังเต็มไปด้วยแฟนหนังสือ บรรณาธิการ และนักการเมืองอย่างหนาแน่น อาทิ นายธนาพล อิ๋วสกุล ผู้บริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และน.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.พรรคก้าวไกล เป็นต้น
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่างานของ ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ มีความโดดเด่นเฉพาะตัวอย่างไร?
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า งานของ ศ.ดร. นิธิ มีความลุ่มลึก เป็นปัญญาชนคนที่สำคัญที่สุดของสังคมไทยในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่า ‘ยักษ์ใหญ่ทางปัญญา’ เพราะนักวิชาการยุคหลังเราไม่ได้เริ่มทำงานจาก 0 แต่เราขึ้นไปยืนอยู่บนบ่าไหล่ของคนที่ทำงานมาก่อนเสมอและต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ
“การศึกษาด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทุกคนในรุ่นตนและรุ่นใกล้เคียง จะรู้กันว่าอาจารย์นิธิ เป็นยักษ์ใหญ่แห่งภูมิปัญญา คือ ถ้าเราปีนขึ้นไปและต่อยอดได้แสดงว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แล้ว
อาจารย์นิธิผลิตงานตั้งแต่ช่วง 14 ตุลา ตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล้าวิพากษ์ประวัติศาสตร์สกุลดำรงราชานุภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฮือฮามาก พอมาถึงช่วงทศวรรษ 2520 ก็เริ่มผลิตผลงานชิ้นใหญ่แบบหนังสือไซส์ L เล่มที่โด่งดังที่สุดแล้วสั่นสะเทือนวงการเลย และทำให้ข้อถกเถียงทางวิชาการไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คือ ปากไก่และใบเรือ อันนี้ต้องไปอ่าน” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า หากคนสนใจประวัติศาสตร์ไทย จะชอบไปโฟกัสรอยต่อที่สำคัญคือช่วง ร.5 ว่าเราเริ่มสร้างรัฐสมัยใหม่เกิดขึ้น แต่ ศ.ดร.นิธิเสนอว่า มันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมาช่วงต้นรัตนโกสินทร์แล้ว ซึ่งเป็นการศึกษาผ่านงานวรรณกรรม ก็เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ และเป็นเล่มที่มีความคลาสสิค ที่ยังคงต้องอ่านมาจนถึงปัจจุบัน
“พอมาช่วงทศวรรษ 2530 อาจารย์จะเริ่มผลิตงานไซส์ กลาง หรือ ไซส์ M มากขึ้น ส่วนใหญ่ตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม พอรวมเล่มออกมาก็เป็นที่ฮือฮากันมากในช่วงประมาณปี 2538 ช่วงนั้นผมเรียนปริญญาตรีพอดี 4 เล่มนั้นจึงเป็นเซ็ตที่ทุกคนต้องไปซื้อหามาอ่าน” รศ.ดร.ประจักษ์เผย
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวอีกว่า ตนเป็นเพียงนักวิชาการเพราะอยู่ในสายศาสตร์ของตัวเอง เราเรียนทางไหนก็สอนในด้านนั้น แต่คนที่เป็นนักปราชญ์อย่าง ศ.ดร.นิธิ มีความรู้รอบด้าน มีความรู้มากกว่า 1 ศาสตร์ ซึ่งตอนนี้มันแทบไม่เหลือแล้ว การสูญเสียท่าน ไม่ได้เสียแค่นักวิชาการคนหนึ่ง แต่เสียปราชญ์ที่รอบรู้ของสังคมอีกด้วย
“สิ่งที่สำคัญคืออาจารย์นิธิเป็นนายภาษา โดยเฉพาะจบอักษรศาสตร์ ถ้าเราไปอ่านงานจะพบว่าใช้ภาษาได้ไหลลื่น สละสลวย อ่านรู้เรื่อง มีความรุ่มรวย และจุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การเป็นนักประวัติศาสตร์ เขียนอะไรที่มันเป็นความร่วมสมัยได้
เช่น มีเพลงหนึ่งดังขึ้นมาก็จะเขียนวิเคราะห์ จะหยิบยกประวัติศาสตร์ระยะยาว ถอยออกไปไกลถึงรัฐโบราณ มันก็ทำให้อ่านงานแล้วมีความลุ่มลึก เพราะสายตายาวกว่าคนอื่น ทำให้เราได้เรียนรู้อยู่เสมอลีลาภาษาที่แสบคัน ไม่น่าเบื่อ แม้เป็นคนสูงวัยก็จริงแต่แกใช้คำวัยรุ่น ยิ่งตอนที่เขียนงานวิชาการ ภาษาไม่ธรรมดาและมีความลุ่มลึกของเนื้อหา” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
เมื่อถามถึงจุดเด่นของหนังสือ เสด็จพ่อ ร.5 ในฐานะคนเขียนคำนำเสนอ เห็นจุดเด่นอย่างไรบ้าง?
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า เป็นการรวบรวมผลงานเป็นไซส์ขนาดกลาง ไซส์ M ซึ่งเป็นการรวมบทความ ที่ ศ.ดร. นิธิเขียนลงนิตยสารประมาณ 20 หน้า ซึ่งเสน่ห์ของไซส์ M มันจะไม่ยาวเกินไป จนทำนักศึกษาอาจจะท้อแท้ แบบนี้ยังพอไหว เพราะไซส์ S บางทีอ่านแล้วก็ไม่จุใจ เราอยากรู้อะไรมากกว่านั้น ไซส์ M จึงเป็นขนาดที่พอดี
“ชิ้นงานที่มารวมในเล่มนี้ ส่วนใหญ่จะไม่เคยถูกตีพิมพ์ซ้ำมาก่อน ผมก็รู้สึกแปลกใจเพราะมีชื้นที่สำคัญมาก เช่น รัฐนาฏกรรม วีรบุรษในสังคมไทย ซึ่งมีการรวมงาน 9 ชิ้นด้วยกัน ราคาก็ย่อมเยาว์” รศ.ดร.ประจักษ์เผย
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า ถ้าเราดูสารบัญก็จะเห็นว่าเป็นหัวข้อที่มีความน่าสนใจทั้งสิ้น แม้ว่าบางชิ้นจะตีพิมพ์นานแล้ว ตั้งแต่หลังพฤษภา 2535 แต่อ่านแล้วก็ยังมีความร่วมสมัยทั้งสิ้น อ่านแล้วมาทำความเข้าใจสังคมในปัจจุบันได้
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวอีกว่า หนังสือลัทธิพิธีเสด็จพ่อร.5 ตอนที่ออกมาเป็นที่ฮือฮามาก บทความนี้โดดเด่นถึงขนาดได้รับความสนใจอย่างมาก ออกมาช่วงประมาณปี 2536-2537 เป็นช่วงที่ตนเรียนปริญญาตรีพอดี ที่เป็นที่ฮือฮา เพราะมันพยายามอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมขณะนั้น
“ทุกวันอังคารจะมีคนที่ไปลานพระรูปทรงม้า จะแต่งตัวดูดี เป็นชนชั้นกลาง นักธุรกิจ พ่อค้า เอาของมาบูชาร.5 ดูเป็นพิธีกรรมบางอย่าง แต่ไม่ได้เป็นทางการ รัฐก็ไม่ได้เป็นผู้จัดตั้ง บางคนเอาอาหารน้ำแดง บรั่นดี กันมาเยอะมาก
มันเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ที่เราต้องอธิบายว่า ทำไมเราต้องบูชาร.5 บูชาเหรียญที่เรานับถือกัน ให้เป็นรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย ทุกคนไม่ต้องเกร็งที่จะเข้าถึงพิธีกรรมนี้”รศ.ดร.ประจักษ์เล่า
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า คนมาขอให้ประสบความสำเร็จในน่าที่การงาน กิจการรุ่งเรือง ตอนหลังเราอาจจะเห็นบางในร้านอาหารที่ ร.5 ทรงทอดปลาทู ซึ่งก็เป็นปรากฏการณ์ในช่วงหลังที่ตามมา แต่ตอนนั้นพิธีที่คนไปบูชา ก็เป็นที่ฮือฮา สื่อก็พยายามนำเสนอ คนก็พยายามจะอธิบาย มันเป็นแมสคัลเจอร์ที่ราชการเองก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
“อาจารย์นิธิท่านก็เขียนอธิบายออกมาว่า เกิดเป็นลัทธิพิธีใหม่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เป็นพวกชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งน่าจะเป็นพวกเหตุผลนิยม ไม่ค่อยงมงาย แต่ทำไมมาร่วมพิธีกรรม ที่มีลักษณะเป็นลัทธิพิธีกรรม และการบูชาร.5 ก็มีความหมายเปลี่ยนไป กลายเป็นผู้นำที่นำความทันสมัยมาให้สังคมไทย เป็นคนนำไทยเข้าสู่ความ Modernities
อาจารย์ก็อธิบายว่าพิธีนี้นำเสนอถึง การสะท้อนความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในสังคมไทย” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
เมื่อถามว่า ศ.ดร. นิธิเขียนถึงการเปลี่ยนผ่านจากรัฐโบราณ มาเป็นรัฐสมัยใหม่ว่าอย่างไร ?
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า เป็นอีกหนึ่งจุดเด่น เพราะทุกคนก็รู้ว่ารัฐสมัยใหม่เกิดในสมัยรัชกาลที่5 มีการตั้งราชการ กระทรวง ทบวง กรม รวมศูนย์อำนาจ จนรัฐไทยมีความโมเดิร์นขึ้น ซึ่งแต่ก่อนเราเป็นรัฐจารีต ซึ่งศ.ดร.นิธิและนักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ก็ได้สนใจว่ารัฐไทยจากรัฐจารีตมาเป็นรัฐสมัยใหม่อย่างไร
“อาจารย์นิธิพยายามชี้ให้เห็นว่าการก่อรูปขึ้นมา มันมีการเปลี่ยนรูปแบบของรัฐ มันไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบสถาบันทางการเมือง แต่มันเปลี่ยนจิตสำนึกของคนทั้งหมด เปลี่ยนวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ของคนทั้งหมด โดยเฉพาะชาวบ้านกับผู้ปกครอง จากการที่เราเป็นไพร่ทาส แต่ตอนนี้ผู้คนเป็นราษฏร์ทั้งหมด เป็นการเปลี่ยนสำนึกทางการเมือง” รศ.ดร.ประจักษ์ชี้
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวอีกว่า งานชิ้นนี้จึงมีความเป็นงานสังคมวิยาและมานุษยวิทยาค่อนข้างสูง เพราะเข้าดูไปถึงความสัมพันธ์ทางสังคม และเป็นการดูอย่างลุ่มลึก ไม่ใช่แค่การสร้างกระทรวง ทบวง กรม
“ถ้าเราดูฮาร์ดแวร์ ดูโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสมัยใหม่อาจจะเห็นโครงสร้างแบบตะวันตก แต่อุดมการณ์ที่ผู้นำสร้างขึ้น ยังเป็นแบบจารีตอยู่สูง เน้นความศักดิ์สิทธิ์ เน้นชาติกำเนิดที่ไม่เท่าเทียมกัน เน้นสายสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ที่ยังไม่หายไป แม้ยกเลิกไพร่ทาสแล้ว แต่ตรงนี้ยังไม่หายไป มันจึงเป็นรัฐกึ่งเก่ากึ่งใหม่ ยังคงมีการตัดสินคนจากชาติกำเนิด มากกว่าความสามารถส่วนบุคคลอยู่ และมันเป็นปีญหาที่ต่อเนื่องมาถึงเหตุการณ์เมื่อ 2475 เป็นความพยายามของคณะราษฎร ที่จะทำให้ชาติเป็นรัฐสมัยใหม่อย่างแท้จริง” รศ.ดร.ประจักษ์ชี้
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า ความเป็นสมัยใหม่คือความเสมอภาค ชาติเป็นของประชาชนทุกคน แม้ตอนร.5 เป็นชาติสมัยใหม่แล้ว แต่ชาติยังเป็นของผู้ปกครอง มันไม่ได้เป็นของประชาชนทั้งหมด พออ่านแล้วเราจะเข้าใจเลยว่า ปมปัญหาเหล่านี้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน
เมื่อถามว่าร่องรอยความเป็นรัฐจารีต ยังคงสัมพันธ์เกี่ยวข้องการใช้ ‘รัฐนาฏกรรม’ ในปัจจุบันหรือไม่?
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า เกี่ยวมาก ถ้าใครสนใจต้องไปอ่านชิ้นนี้ รวมถึงเรื่องประเพณีประดิษฐ์ด้วย เพราะ 2 เรื่องนี้ อธิบายเรื่องดราม่าแบกเสลี่ยงได้ทั้งหมด ที่เราเถียงกันแทบเป็นแทบตาย ตอนนี้ในสังคมไทยมีวิกฤตใหญ่มากกว่าวิกฤตการเมือง คือวิกฤตทางวัฒนธรรม มันเกิดการปะทะกันของวิธีคิด 2 แบบ มองต่างกันของคุณค่า 2 ชุด
“การแบกเสลี่ยงคนก็มองว่าเป็นนาฏกรรมแบบหนึ่ง นักศึกษาปัจจุบันเขาพยายามจะปรับให้มีความสมัยใหม่มากขึ้น เขาขับรถ EV มาขับซึ่งคนทั้งโลกเขากำลังเปลี่ยน เขตอบโจทย์กับโลกยุคปัจจุบัน ตอบปัญหาสังคมด้วย แต่คนที่มองอีกมุมหนึ่ง ที่ยังคงยึดติดกับพิธีกรรมรูปแบบเดิมๆ มองว่าเด็กพวกนี้ จะมาล้มล้างคุณค่าเดิมที่เขานับถือ” รศ.ดร.ประจักษ์ชี้
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า จากเรื่องเล็กแบบนี้ เรามองใหญ่ขึ้นไป มันมีคอนเซ็ปต์ที่ว่า คลิฟฟอร์ด เกียร์ซ เขาศึกษาวัฒธรรมอินโดนีเซีย เห็นการใช้รัฐนาฏกรรม (theatre state) ในการปกครอง ซึ่งอุษาคเนย์เป็นแบบนี้กันหมด
“รัฐนาฏกรรมคือการแปลงทั้งสังคมเป็นโรงละรขนาดใหญ่ จะเต็มไปด้วยพิธีกรรมต่างๆที่รัฐจัดขึ้น พูดแบบปัจจุบัน คือ มีการจัดอีเวนต์จากรัฐเยอะ เปิดให้คนเข้ามามีส่วนร่วม ใช้พิธีกรรมเหล่านี้ควบคุมกล่อมเกลาประชาชน เช่น งานศพของผู้นำเสียชีวิต ทุกคนก็จะโศกเศร้าเสียใจต่อการจากไปของผู้นำ
ทุกคนจะรู้ตำแหน่งแห่งที่ของตนเองว่า อยู่ตรงไหน แล้วควรมีอารมณ์ความรู้ศึกอย่างไร หรือ พิธีที่แสดงความโออ่าของรัฐ มันทีความหมายซ่อนอยู่ทั้งสิ้น เป็นความหมายที่ตั้งใจสื่อถึงประชาชน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะชี้ให้เห็นในงานชิ้นนี้” รศ.ดร.ประจักษ์ชี้
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า บทความนี้มีความสนุกเพราะอาจารย์นิธิชี้ให้เห็นว่า แม้เราพ้นจากรัฐจารีตมาแล้ว แต่เรากลับยังอยู่ในรัฐที่มีการจัดพิธีกรรมมากมาย ที่มากล่อมเกลาประชาชน สื่อความหมาย และส่งสารบางอย่างให้กับประชาชน แล้วก็หล่อมหลอมอะไรบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
เมื่อถามว่าความรุนแรงของรัฐนาฎกรรม สำคัญต่อการรักษาอำนาจอย่างไร?
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า ตอนเขียนคำนำเสนอบก.มอบหมายโจทย์มาว่า ห้ามเขียนชมอย่างเดียว ซึ่งก็จริงเพราะศ.ดร. นิธิไม่ได้ชอบให้ใครเห็นคล้อยตาม หรือชมงานทั้งหมด
“อาจารย์นิธิ มักจะเขียนถึงชนชั้นนำในอดีตที่มีการปรับตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ มีการปรับตัวของรัฐนาฏกรรมที่เป็นการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รู้สึกว่ามีที่มีทาง ไม่ตัวตนไม่ได้เป็นแค่ตัวประกอบ และมีการสร้างบทใหม่
ถ้ารัฐเป็นโรงละครขนาดใหญ่ ต้องมีการเปลี่ยนสคริปต์ใหม่ตลอด ไม่ใช่ใช้มาร้อยปีแล้วไม่เปลี่ยน เขียนบทศีลธรรมเดิมๆ มันอาจไม่ตอบโจทย์แล้วคุณต้องปรับให้มีความมีสมัยอยู่ในยุคปัจจุบันได้ และมีรายละเอียดอย่างอื่นอีก
แต่ผมเขียนเถียงกับแกว่า รัฐนาฏกรรมไทย มันไม่ได้มีแค่ด้านละมุน เพราะหลายครั้งที่รัฐไทยสร้างบทละครที่โหดร้ายขึ้นมา เมื่อประชาชนบางกลุ่มกระด้างกระเดื่องต่อต้านอำนาจรัฐ ที่สำลังจะสูญเสียอำนาจ รัฐไม่ได้ตอบกลับด้วยความละมุนกับเราแล้ว แต่เป็นการใช้กำลัง เช่น 6 ตุลา มีการสังหารหมู่ที่ไม่ได้เป็นเรื่องลับ สังหารประชาขนใจกลางเมือง แล้วมีการบันทึกวิดีโอ เปิดเผยวิดีโอหลังจากสังหารเสร็จแล้ว มีการจัดทำหนังสือเผยแพร่ว่านักศึกษาที่ออกมาตายก็ถูกแล้ว เพราะทำให้รัฐไม่สงบ เกิดความวุ่นงาย เป็นการบอกล่าศีลธรรมจากรัฐถึงประชาชน” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า นักข่าวของรัฐไปทำข่าวหลังจากปราบปรามประชาชนอีกทีหนึ่ง ทั้งที่รัฐเป็นมีการปรามที่โหดร้ายมาก แต่รัฐสอนประชาชนให้ความหมายอีกแบบ ต่อเกิดเหตุการแบบนี้ ด้วยเหตุผลว่าเป็นการกำจัดความชั่ว แล้วสอนศีลธรรมเหมือนนิทานอีกทีหนึ่ง ตนคิดว่าเป็นด้านหนึ่งที่ ศ.ดร. นิธิไม่ได้นำเสนอ
เมื่อให้ฝากหนังสือ เสด็จพ่อ ร. 5 ถึงนักอ่านที่กำลังสนใจ?
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า เกือบทุกบทอ่านแล้วก็สนุก สำหรับคนที่ขี้เกียจสามารถอ่านจากบทสุดท้ายกลับมาก็ได้ หรือ เลือกอ่านบางชิ้นก่อนก็ได้ ตนมักจะพูดตอนสอนหนังสือ บอกนักศึกษาว่าความรู้ที่ถ่ายทอดในห้องเรียน เป็นส่วนที่น้อยมาก และไม่ใช่ส่วนสำคัญในปัจจุบัน
“ตอนนี้โลกเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก แต่หนังสือเป็นเสน่ห์ของคนยุคเก่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดที่จะอ่านบทความในอินเตอร์เน็ต แต่อยากให้ลองอ่านหนังสือดีๆที่เป็นกระดาษ เป็นเล่มแล้วลองตั้งสมาธิกับมันดู จะพบว่ามันมีเสน่ห์มาก ที่การอ่านจากโลกออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว
รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า งานประเภทนี้มันต้องค่อยๆอ่านแบบละเลียด ไม่ต้องอ่านแบบเร่งรีบ งาน ศ.ดร.เสน่ห์ไม่ได้อยู่ที่ข้อสรุป แต่อยู่ที่วิธีการคลี่ปมให้เราเข้าใจเรื่อยๆ มีการเขียนถึงประวัตศาสตร์ หรือ เทียบกับกรณีต่างประเทศด้วย
“เวลาที่เราอ่านก็เหมือนเดินทางไปนู่นไปนี่กับอาจารย์ แล้วมันจะสนุกว่าเดี๋ยวไปโผล่ตรงนั้นตรงนี้ มันเหมือนกับการต่อจิกซอว์ แล้วจะเข้าใจว่าทำไมท่านถึงเป็นปราชญ์ที่ควรถูกยกยกย่อง ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวทิ้งท้าย

