‘เขียน คิด พลิกโลก’ เปิดตัวกรรมการ ‘มติชนอวอร์ด 2024’ ท้าปล่อยของ ตะโกนเสียงบนกระดาษ ผ่าน ‘แนวรบทางวัฒนธรรม’
เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยรัฐ (PUBAT) พร้อมด้วยพันธมิตรสำนักพิมพ์ ร่วมจัดงาน “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22” ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม-8 เมษายนนี้
เวลา 19.00 น. ที่เวทีกลาง นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ เครือมติชน จัดเวทีเสวนา “เขียน คิด พลิกโลก : พลังเขียน พลังคิด ยังคงพลิกโลกอยู่หรือไม่”
โดยมีตัวแทนกรรมการและผู้ที่เคยผ่านเวทีการประกวด “รางวัลมติชนอวอร์ด” ได้แก่ นายกล้า สมุทวณิช คอลัมนิสต์ ‘คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง’ ในฐานะตัวแทนกรรมการเรื่องสั้น ซึ่งเคยคว้ารางวัลด้วยเรื่องสั้น “หญิงเสา”, นายเอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร หรือ นายทิวา ตัวแทนกวีนิพนธ์ และ นายประกิต กอบกิจวัฒนา ตัวแทนกรรมการประเภทการ์ตูน ร่วมตั้งคำถามและหาคำตอบของพลังเรื่องสั้น กวีนิพนธ์ การ์ตูนสะท้อนสังคมไทย ว่าวรรณกรรมและตัวอักษรยังคงมีพลังหรืออิทธิพลต่อสังคมไทยมากน้อยแค่ไหน ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร และ พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ มีบุคคลต่างๆ ร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง อาทิ ผู้บริหารในเครือมติชน นำโดย นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน, นายสุพัด ทีปะลา บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน, นายสุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, นายพิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, นายอพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ รองผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลมติชน, นายมณฑล ประภากรเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์มติชน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีบุคคลจากแวดวงต่างๆ ร่วมด้วย อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายอรุณ วัชระสวัสดิ์ การ์ตูนนิสต์เสียดสีการเมือง เจ้าของรางวัลศรีบูรพา ประจำปี 256, นายภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ คอลัมนิสต์ชื่อดังในมติชนสุดสัปดาห์, นายกฤตภาส ศักดิ์ดิษฐานนท์ อดีตคนวงการบันเทิงและคอลัมนิสต์, นายอาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ กวี นักเขียน นักแปล, นายเจนวิทย์ เชื้อสาวะถี คอลัมนิสต์, น.ส.จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด อดีต บก.มติชน, นายขุนพล พรหมแพทย์ การ์ตูนิสต์อาวุโส, น.ส.ชื่นกมล ศรีสมโภชน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออน อาร์ต ครีเอชั่น จำกัด , ผศ.อริน เจียจันทร์พงษ์ อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร และ นายจักรพงษ์ เอี่ยมสอาด (สำนักพิมพ์พะโล้) เป็นต้น
ในตอนหนึ่ง เมื่อพิธีกรถามว่า การที่ยังคงมีเวทีมติชนอวอร์ดอยู่สำคัญกับวงการวรรณกรรมอย่างไร?
นายกล้ากล่าวว่า น่าจะเหลือเวทีเดียวแล้วที่ผู้เข้ารอบจะได้ตีพิมพ์ลงนิตยสารที่เป็นกระดาษ เรามักพูดว่าในยุคสื่อใหม่ไม่ต้องมีกระดาษก็ได้ แต่การตีพิมพ์ในนิตยสาร ในกระดาษจริงๆ ใจมันฟูกว่าเยอะ
“อย่างที่ทราบกันว่าพื้นที่ลงผลงานเรื่องสั้นแทบไม่เหลือ บางคนเขียนแล้วพิมพ์เป็นเล่มเก็บไว้ด้วยซ้ำ มั่นใจได้ว่าถ้าฝีมือถึงได้ลงมติชนสุดสัปดาห์แน่นอน ที่สำคัญยังเปิดกว้าง ทุกเวทีมักจะมีโทน หัวข้ออยู่ แต่มติชนอวอร์ดเป็นเวทีเดียวที่เปิดกว้างมากๆ งานที่ได้รางวัลแต่ละปีก็ไม่เหมือนกันสักเท่าไหร่” นายกล้ากล่าว

เมื่อถามถึงพลังของเรื่องสั้นและเวทีการประกวด?
นายกล้ากล่าวว่า ถ้าเวทีการประกวดที่มีอยู่ในปัจจุบันหมดไป พูดตรงๆ ว่าวงการก็คงร่อแร่ ถามว่าวรรณกรรมมีพลังจริงหรือเปล่า ตนอยากจะยกวรรณกรรมเรื่อง ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ที่มักจะมีคนยกโควตว่าที่
‘…ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า…’
“ในฉากที่สายสีมาถูกลากเข้าไปในงานเลี้ยงของเหล่าผู้ดี สะท้อนว่าปีศาจไม่มีวันตาย เรื่องนี้ยังคงเป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้ทางการเมืองหลายยุคสมัย บางคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองนั่งอยู่ในห้องนั้น ถูกสบประมาทเหมือนกับ สาย สีมา วรรณกรรมทำให้เราสัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้ โดยที่เราไม่ต้องไปนั่งสัมผัสเอง” นายกล้ากล่าว
นายกล้ายังเผยด้วยว่า แนวทางในการให้รางวัลทุกปี ตนจะวัดกันเนื้อหาและความสนุก
“แต่ถ้ามันเฉือนกันระหว่างเนื้อหากับความสนุกผมจะให้ที่ความสนุก เพราะผมเชื่อว่าถ้าเราสร้างวรรณกรรมที่อ่านสนุก อ่านแล้วตลก ซึ้ง ลุ้น หรืออ่านแล้วทำให้ ‘หูย คิดได้ไง’ ถ้าเราสามารถสร้างอะไรที่มันอยู่ตรงกลางระหว่างวรรณกรรมที่จริงจังหรืออ่านยากได้ ผมว่ามันจะเป็นทางที่เป็นบันไดพาโจรให้เด็กเขาค่อยๆ กระโดดขึ้นไปได้ ถ้าขาดตรงนี้ไป ในที่สุดปลายทาง วงการการอ่านอาจจะแย่ลงไปเรื่อยๆ ส่วนที่มีคนอ่านน้อยก็อาจจะตายลงไป” นายกล้าชี้
นายกล้ากล่าวต่อว่า แน่นอนว่าเวทีนี้ใครอยากส่งอะไรก็ส่งมาได้ เพราะนั่นคือจุดเด่น ถ้าถามว่าอยากเห็นอะไร ตนอยากเห็นวรรณกรรมที่สนุกก็จริง แต่ต้องสนุกแบบมีสาระ อยากเห็นงานที่สามารถบาลานซ์ระหว่างประเด็นสังคมที่เฉียบคม สื่อยาก หรือพูดไม่ได้พูดแล้วติดคุก แต่สามารถนำมาเสนอเป็นเรื่องสั้นได้แล้วสนุก
“ยิ่งเจอแบบนี้ผมยิ่งให้ อย่างเรื่องหนึ่งเป็นนวนิยายสยองขวัญ ขึ้นชื่อว่าน่ากลัวที่สุดในไทย เกี่ยวกับเด็ก ที่ไปซื้อตุ๊กตา แล้วดันมีชีวิต วันดีคืนดีก็พูดว่า ‘หนูอยากกลับบ้าน’ ซึ่งความจริงเป็นเรื่องราวของเด็กในต่างจังหวัด ที่ถูกค้ามนุษย์” นายกล้ายกตัวอย่าง
ด้านนายเอกรัตน์ หรือนายทิวา ตัวแทนกรรมการประเภทกวี กล่าวว่า ตนโตมากับการเขียนกวี ส่งนิตยสาร ส่งเวทีต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนมีเวทีเยอะมาก จนวันนึงเมื่อมติชนเปิดเวที ‘มติชนอวอร์ด’ ไม่ใช่แค่ บก.มาคัดสรร แต่เป็นเวทีประกวดครั้งแรก ปี 2554 ที่มีคณะกรรมการที่เปิดกว้าง มาพิจารณางานซึ่งเปิดกว้างมากเช่นกัน

“ประเด็นง่ายนิดเดียว ถ้าคุณมีของ อยากปล่อยของชนิดไหนก็ตาม เวทีนี้มีพื้นที่ให้คุณ เสน่ห์ของการประกวด คือเปิดพื้นที่ให้ตีพิมพ์ก่อนพิจารณางาน ทุกชิ้นที่ผ่านการนำเสนอ ความคิด ทรรศนะที่เรามี บนพื้นที่กระดาษ เป็นสเน่ห์ที่นับตั้งแต่ปี 2555 ก็ยังทำมาอย่างต่อเนื่อง
มีคนถามว่าทำไมผมยังเขียนงาน เพราะเวทีมติชนยังเปิดให้ประกวดอยู่ เขียนเรื่องอะไรก็ได้ แล้วเวทีนี้ไม่ท้าทายหรือ? สำหรับคนที่เป็นกวี หรืออยากเป็นกวีมาทั้งชีวิต เป็นเสน่ห์ที่หาจากไหนไม่ได้” นายเอกรัตน์ชี้
นายเอกรัตน์กล่าวอีกว่า หลายคนมองว่ากวีนิพนธ์เป็นอะไรล้าสมัย แต่เอาเข้าจริงแล้วเราอยู่กับมันแทบจะทุกมิติ ในโฆษณา ในสื่อ เราเห็นคำคล้องจอง เห็นมอตโต้สั้นๆ ของธนาคาร สังคมไทยโตมากับคำคล้องจอง คล้องใจ เพราะทำให้เราจำได้
“เราให้ค่ากวีสูงทุกโอกาส ทั้งงานมงคล อวมงคล งานศพ งานบวช แต่เราไม่ค่อยให้ราคากวี ถึงไม่ค่อยสูงค่านัก ด้วยความที่ผมเป็นสื่อมวลชนด้วย เราสื่อสารข้อเท็จจริง ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่ความจริงเรานำเสนอข่าวสาร ผ่านการบันทึก การจำ แต่ก่อนเราไม่มีหนังสือพิมพ์รายวัน ก็มีลิลิตตะเลงพ่ายที่บันทึกว่ากองทัพเขาทำอะไร นั่นคือการรายงานข่าวผ่านรูปแบบบทกวี
มีแค่พาหนะที่มาหุ้มห่อเพื่อส่งต่อกับเรา แต่ความจริงเรารับสารได้ง่ายกว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร” นายเอกรัตน์เผย
นายเอกรัตน์กล่าวต่อว่า สำหรับข่าวทั้งที่ข้อมูลเราต้องพูดตรงไปตรงมา แต่เราบอกไม่ได้ว่านักการเมือง ‘นาย ก. ทุจริต’ แต่การ์ตูน ละคร กวี ซึ่งเรื่องสั้น ทำได้ บทกวีจึงกลายเป็นบันทึกแห่งยุคสมัย
“บางเรื่อง เราพูดตรงๆ ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่ได้ตามหน้าข่าว แต่เราสามารถนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ได้ ผ่านแนวรบทางวัฒนธรรม” นายเอกรัตน์เผย
นายเอกรัตน์กล่าวต่อว่า ในแต่ละยุคบทกวีกลายเป็นบันทึกแห่งยุคสมัย เราจำไม่ได้หรอกว่าประวัติศาสตร์ในแต่ละช่วงอย่างละเอียดเป็นอย่างไร แต่เราจะจำได้ผ่านบทกวีทีละท่อนที่ถูกใส่ทำนอง

“หลังกรุงแตกเราจำไม่ได้หรอกว่าชาวบ้านบางระจันเขามีกินไหม แต่กวีมันทำให้เราจำได้ หรือในยุคที่มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ คุณขรรค์ชัย บุนปาน และ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้เป็นนิสิตนักศึกษาในขณะนั้น ก็แต่งกวี
‘กูเป็นนิสิตนักศึกษา
วาสนาสูงส่งสโมสร
ย่ำค่ำนี่จะย่ำไปงานบอลล์
เสพเสน่ห์เกสรสุมาลี’
ส่วน วิทยากร เชียงกูล ก็บอกว่า
‘ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึงมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว'” นายเอกรัตน์กล่าว
นายเอกรัตน์กล่าวต่อว่า ในช่วงมหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ แต่เราจำได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในบ้านเมือง ทำให้เรารับรู้ข้อเท็จจริง (fact) เราสามารถนำเสนอเรื่องราวแบบนี้ได้ ดังนั้น เวทีการประกวดนี้จึงมีอิทธิพลอย่างมาก
นายเอกรัตน์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมีแนวพิจารณาในการตัดสิน สิ่งที่อยากเห็นคือมีข้อสังเกตอะไรที่แปลกใหม่หรือไม่ ตั้งคำถามอะไรใหม่ๆ สอดรับกับยุคสมัยปัจจุบันได้ หรือการเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต เป็นต้น
ด้านนายประกิต ในฐานะกรรมการด้านการ์ตูน กล่าวว่า ความจริงพื้นที่การ์ตูนการเมืองมี 2 คนที่มีอิทธิพลทางความคิดกับตนมาก และช่วยเชฟความคิดทางการเมืองมาตลอด คือ อ.ประยูร จรรยาวงษ์ และ อรุณ วัชระสวัสดิ์ มันเป็นการเปิดพื้นที่ทางความคิดของคน ซึ่งเป็นอะไรที่ยาก แต่ท้าทาย
“งานของเขามันมีความคมคาย ด้วย 1 ภาพ 1 ประโยค แต่พาคนไปสู่การเมืองได้เยอะ ความจริงเรื่องการ์ตูน ไม่ว่ากี่ยุคสมัยมันจะเป็นบันไดขั้นแรกๆ ของเด็กที่จะมีแนวคิดสนใจการเมืองได้ มันจะช่วยปลุกความคิดทางการเมืองให้กับคนรุ่นใหม่ไทยด้วย เป็นพื้นที่สำคัญ ที่อยากเห็นต่อๆ ไป” นายประกิตกล่าว
นายประกิตกล่าวต่อว่า มติชนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากแพลตฟอร์มของกระดาษสู่โซเชียลมีเดีย แต่ยังเป็นช่วงสำคัญของการทรานส์ฟอร์มสื่อ
เมื่อถามถึงความสำคัญของการเพิ่มประเภทการ์ตูนเข้าไปในการประกวด ซึ่งปัจจุบันหลายเพจทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ สะท้อนว่าจนปัจจุบันคนยังไม่ทิ้งการ์ตูนไปไหน ส่วนตัวอยากเห็นศิลปินหน้าใหม่ส่วนนั้น เข้าสู่เวทีแข่งขันด้วยหรือไม่?
นายประกิตกล่าวว่า การ์ตูนมันไม่ได้หายไปจากชีวิตเรา แต่กับคนเจนเนอเรชั่นใหม่เขาจะอ่านอีกแบบ อ่าน ‘เว็บตูน’ ซึ่งมีความหลากหลายมากๆ มีตั้งแต่การ์ตูนวาย ไปจนถึงการ์ตูนการเมือง อย่าง นายสะอาด ก็เติบโตจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาก่อน จนกระทั่งรวบรวมเป็นเล่ม

“เมื่อภูมิทัศน์เปลี่ยน ฝั่งตรงข้ามก็นำเสนอเรื่อง 2475 ส่วนฝั่งประชาธิปไตยก็มีนายสะอาด ทำให้คนรุ่นใหม่ได้ไปอ่านความคิด ที่ผู้เขียนสะท้อนถึงการเมือง ตัวการ์ตูนเองยังอยู่ แต่อยู่บนแพลตฟอร์มที่ต่างกันออกไปมากกว่า
เราจะเห็นพลวัตที่เปลี่ยนไป เรื่อง LGBTQ จากการ์ตูนวาย” นายประกิตกล่าว
เมื่อถามถึงความร้อนแรงทางการเมือง มองว่าเป็นส่วนกระตุ้นให้เกิดการ์ตูนเสียดสีการเมืองด้วยหรือไม่?
นายประกิตกล่าวว่า การ์ตูนเป็นพื้นที่ระบายซึ่งความคิด เป็นพื้นที่เสรีภาพทางความคิด ซึ่งจะเป็นพื้นที่สำคัญของคนรุ่นใหม่
“เป็นเครื่องมือบอกผู้มีอำนาจถึงสิ่งที่คิด ฝัน และอยากให้เกิดขึ้นต่อไป” นายประกิตกล่าว และว่า อยากเห็นงานที่คมคาย ประเด็น สังคม การเมือง เป็นเรื่องที่คนเห็นคล้ายกัน จากที่ได้เห็นพรีวิวเบื้องต้นก็เห็นความแตกต่างทางเจนเนอเรชั่นแล้ว ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าการอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญของการเขียนการ์ตูน
จากนั้นเวลา 19.50 น. มีการเปิดตัวรายชื่อกรรมการ เงินรางวัล และรางวัลมติชนเกียรติยศ ในการประกวดมติชนอวอร์ด 2024
สำหรับกรรมการที่จะมาร่วมคัดสรรผลงานเบอร์ท็อป ตัวจริงในวงการล้วนๆ ตั้งแต่ระดับบรรณาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักเขียนมืออาชีพที่ไม่ว่าจะเป็น กล้า สมุทวณิช คอลัมนิสต์คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งคว้ารางวัลมติชนอวอร์ดด้วยเรื่องสั้น ‘หญิงเสา’ ที่เคยได้รับการรวมเล่ม, รวมถึง นฤพนธ์ สุดสวาท ที่เคยได้รางวัลมติชนอวอร์ด จากผลงานเรื่อง ‘กลายเป็นผีเสื้อ’ และ นิวัต พุทธประสาท แห่งสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม
โดยเงินรางวัลเรื่องสั้น รางวัลชนะเลิศ 70,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล, รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 40,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง 20,000 บาท

ในส่วนของกวีนิพนธ์ กรรมการที่ตัดสินเป็นที่รู้จักกันดี อย่าง ละไมมาด คำฉวี มือกระบี่แห่งกวีไม่มีฉันทลักษณ์ รวมทั้ง ผศ.ดร.ญาดา อรุณเวช อารัมภีร ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวรรณคดี-ภาษาไทย และ สุพจน์ แจ้งเร็ว บก.นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ที่จะมาช่วยพิจารณาตัดสิน
เงินรางวัลประเภทกวี รางวัลชนะเลิศ 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล, รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 30,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับสอง 10,000 บาท
ในส่วนของการ์ตูนสะท้อนสังคมการเมือง ได้การ์ตูนนิสต์อาวุโสทั้ง อรุณ วัชระสวัสดิ์ และ ขุนพล พรหมแพทย์ ที่มีผลงานทั้งในประชาชาติธุรกิจและมติชนสุดสัปดาห์ ก็จะมาช่วยตัดสิน พร้อมด้วย ประกิต กอบกิจวัฒนา
เงินรางวัลการ์ตูน รางวัลชนะเลิศ 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล, รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 30,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับสอง 10,000 บาท
อีกทั้งในปีนี้ยังมีการประกาศรางวัล มติชนเกียรติยศประจำปี 2567 เพื่อมอบถ้วยรางวัลพร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท ให้แก่นักเขียน-คอลัมนิสต์มติชนที่สร้างผลงานได้ตราตรึงใจ สร้างสรรค์งานเขียนมายาวนาน มีผลงานเด่นชัด
โดยทั้ง 3 กรรมการที่ร่วมเวทีเสวนากล่าวเชิญชวนนักอ่านส่งผลงานเข้าประกวดภายในวันที่ 30 เมษายน 2567 ทางอีเมล์ [email protected] เรื่องสั้น กวี และการ์ตูนที่ผ่านการเข้ารอบจะตีพิมพ์ลงในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน 2567 และตัดสินผลรางวัลในเดือนธันวาคม 2567 นี้


