ไม่หลุดธีม! อาจารย์ ม.เกษตร กวาด 9 เล่ม ปวศ.ล้วน ชวน ‘ลอกคราบพุทธแท้’ แนะ ‘เปิดใจหน่อย’

8.04.24 | 19:05 น.

ไม่หลุดธีม! อาจารย์ ม.เกษตร กวาด 9 เล่ม ปวศ.ล้วน ชวน ‘ลอกคราบพุทธแท้’ แนะ ‘เปิดใจหน่อย’

เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) พร้อมด้วยพันธมิตรสำนักพิมพ์ ร่วมจัดงาน ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22’ ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม-8 เมษายน โดยวันนี้เป็นวันสุดท้าย

ทั้งนี้ ตลอด 12 วัน มีบุคคลต่างๆ ทุกรุ่นทุกวัยเดินทางเข้าร่วมเลือกซื้อหนังสือที่บูธสำนักพิมพ์มติชน รวมถึง ผศ.สิทธารถ ศรีโคตร หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหนึ่งในผู้ที่เดินทางมาเลือกซื้อหนังสือกลับไปถึง 9 เล่ม โดยส่วนมากเป็นหนังสือออกใหม่ อาทิ ‘จิ้มก้องและกำไร: การค้าไทย-จีน 2195-2396/1652-1853’ โดย สารสิน วีระผล, ‘ชีวิตเชลยศึก: หยดเลือดและหยาดน้ำตาในค่ายกักกันไทยหลังสงครามมหาเอเชียบูรพา’ โดย เทพ บุญตานนท์, ‘เสด็จพ่อ ร.5 วีรบุรุษในวัฒนธรรมไทย และประชาชนในรัฐนาฏกรรม’ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์, ‘อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ: การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์’ โดย ปวีณา หมู่อุบล, ฝรั่งรุกพระนั่งเกล้าฯ การทูตสยามคราวจักรวรรดินิยมบุกอุษาคเนย์ โดย ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ และวิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์, ชิงแดนแม่น้ำโขง: ประวัติศาสตร์เสียดินแดนฉบับวิวาท(กรรม) โดย ฐนพงศ์ ลือขจรชัย, ศรีเทพ สถาปัตย์-ปฏิมาเมืองมรดกโลก โดย ศิวพงศ์ สีเสียดงาม, พระเจ้าท้ายสระฉบับพรหม (ไม่) ลิขิต การเมืองการค้าอยุธยาก่อนเสียกรุงฯ โดย กำพล จำปาพันธ์ และลอกคราบพุทธแท้: ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาชนชั้นกลางไทยร่วมสมัย โดย อาสา คำภา

โดย ผศ.สิทธารถแนะนำหนังสือเล่มใหม่ที่เนื้อหาน่าติดตามอย่างยิ่งคือ ’ลอกคราบพุทธแท้’ เนื่องจากตนเป็นมิตรสหายของ อ.อาสา และค่อนข้างสนใจเนื้อหาแนวนี้ เพราะตอนที่เขียนวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาโท ก็ทำเกี่ยวกับเรื่องอายุพระศาสนา หรือ ‘ปัญจอันตรธาน’ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ว่า พระศาสนาจะเสื่อมไปอย่างไรได้บ้าง แต่ส่วนตัวศึกษาในกรณีที่เป็นศาสนาโบราณ ช่วงประมาณสมัยสุโขทัยตอนปลาย เชื่อมต่อถึงยุคสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หรือราวพุทธศตวรรษที่ 19-21

Advertisement

“แต่หนังสือเล่มนี้ต่อยอดจากสิ่งที่ผมเขียนมาจนถึงปัจจุบันว่าบริบทของพุทธศาสนามีความผันแปรไปอย่างไร ตามบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคปัจจุบัน” ผศ.สิทธารถเผย

ผศ.สิทธารถชี้ว่า ในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องชนชั้นกลางไทยร่วมสมัยก็มีส่วนที่เชฟ หรือกำหนดรูปแบบและสิ่งที่ควรจะเป็นของศาสนาพุทธด้วย

“ไม่ใช่ศาสนาดำรงอยู่อย่างนั้น เพราะอะไรก็ตามที่มันดำรงอยู่ย่อมมีพัฒนาการ ถ้ามันไม่มีพัฒนาการ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เดี๋ยวมันก็จะตายไป ศาสนาพุทธก็เช่นกัน เมื่อดำรงอยู่ในช่วงกรอบเวลาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ย่อมมีวิธีคิดในการกำหนดรูปแบบ พิธีกรรม และคอนเซ็ปต์ของศาสนาในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมาถึงในยุคนี้ ก็จะเป็นอีกแบบ แต่การที่เราเข้าใจฐานความเชื่อของสังคมจะทำให้เราเข้าใจบริบทอื่นๆ ด้วย

โอเค มันเป็นเรื่องความเชื่อ แต่ความเชื่อมันก็สะท้อนไปถึงเศรษฐกิจ การเมือง และประวัติศาสตร์ภาพใหญ่ด้วย ส่วนตัวก็เลยตั้งใจมาตามหาเล่มนี้ เป็นประเด็นที่จัดว่าสนใจเป็นการส่วนตัวและเคยศึกษาเรื่องนี้มาบ้างตอนที่ทำวิทยานิพนธ์ ในระดับปริญญาโท” ผศ.สิทธารถเผย

เมื่อถามว่า การอ่านเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเองไปมากน้อยแค่ไหน?

ผศ.สิทธารถเผยว่า เรียกว่าเปลี่ยนชีวิตไปเยอะ กล่าวคือ วิธีการในการเปลี่ยนความคิดคน ถ้าเป็นสมัยโบราณก็ต้องไปฟังผู้รู้ หรือปราชญ์ อย่างสมัยเพลโต หรืออริสโตเติล ไปนั่งฟังว่าเขาพูดหรือนำเสนออะไร หรือไปฟังปาฐกถา ซึ่งก็ยังไปฟังอยู่ เพราะความคิดที่มันงอกงามขึ้นมาได้ก็ด้วยเราเป็นลูกศิษย์ลูกหาของอาจารย์ผู้ใหญ่และหมั่นไปพบท่าน สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับท่าน

“แต่ใดๆ ก่อนที่จะเราจะไปสนทนากับผู้ใหญ่เราก็ต้องอ่านไปก่อน เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่จะไปแลกเปลี่ยนได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบการเสพสื่อ การเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้ในปัจจุบันที่มีอย่างหลากหลายในยุคโซเชียลมีเดีย แต่ผมยังเชื่อว่าการอ่านหนังสือเป็นเล่ม ช่วยในเรื่องการจดจ่อ (Concentration) การมุ่งเน้นที่จะทำความเข้าใจกับมัน ผมว่าไม่ได้คิดไปเอง การอ่านหนังสือเป็นเล่มดีกว่าอ่านออนไลน์ ในความรู้สึกผม” ผศ.สิทธารถเผย

ผศ.สิทธารถกล่าวอีกว่า หลายครั้งที่ตนได้รับไฟล์หนังสือออนไลน์มา ก็มักจะนำไปทำเป็นสำเนา (Copy Print) พรินต์ออกมาอ่านอยู่ดี

“ไม่ได้ทำขายนะ ทำไว้อ่านคนเดียวนี่แหละ มันอาจจะโอลด์สคูล (Old School) หน่อย แต่ผมว่าการอ่านเป็นเล่มมันมีเสน่ห์ของมันอยู่ มันทำให้ฐานคิดของเรางอกงามขึ้นมา ดังนั้น มันยังจำเป็น แต่ไม่ใช่แค่อ่านแล้วปล่อยผ่าน อย่างผมสอนวิชาประวัติศาสตร์ ก็มักจะบอกกับเด็กเสมอว่า อ่านแล้วต้องคิดตามด้วย” ผศ.สิทธารถเผย

ผศ.สิทธารถกล่าวอีกว่า ถ้าเป็นการเรียนประวัติศาสตร์ก็ต้องดูว่าวิธีคิดแบบนี้ เรื่องนี้ สตอรี่นี้ มีการใช้หลักฐานอะไรบ้าง ถึงสามารถประกอบสร้างขึ้นมาได้จนเล่าออกมาแบบนี้

“คุณเห็นด้วยไหม เห็นด้วยเพราะเชื่อในอะไร เชื่อในหลักฐาน เชื่อในผู้เขียน หรือเชื่อทั้งสองอย่าง แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็เช่นกัน คือกลับไปสู่คำถามเดิมว่า ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร เพราะไม่เห็นด้วยกับผู้เขียน หรือไม่ชอบผู้เขียน หรือไม่เห็นด้วยกับหลักฐานที่ผู้เขียนใช้”

“ใดๆ การอ่านมากมันก็เป็นการที่ทำให้เราได้พิจารณาตัวเองมากขึ้น และการพิจารณาตัวเองที่มากขึ้นนั้นมันจะทำให้เราลดอคติลงว่าทำไมเราไม่เห็นด้วยกับเขาล่ะ แล้วเขาใช้หลักฐานอะไร ลองเปิดใจอ่านของเขาหน่อย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ วิธีคิดเหล่านี้ทำให้เราสร้างความงอกงามทางความคิดขึ้นมาได้จากการอ่าน ซึ่งมันจะทำให้เราใจกว้างขึ้นด้วย และเป็นสิ่งที่สังคมในปัจจุบันต้องการอย่างมาก” ผศ.สิทธารถกล่าวทิ้งท้าย