‘ธงทอง’ มองลึก ร.3 ไม่วางแผนสืบอำนาจ ไม่โค่นภัยคุกคาม สถานภาพยิ่งใหญ่ แต่ไม่ห่างชาวบ้าน 

7.06.24 | 21:28 น.

ธงทอง มองลึก ร.3 ไม่วางแผนสืบอำนาจ ไม่โค่นภัยคุกคาม สถานภาพยิ่งใหญ่ แต่ไม่ห่างชาวบ้าน 

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.)พระนคร เขต พระนคร กรุงเทพฯ ศูนย์ข้อมูลมติชนร่วมกับสำนักพิมพ์มติชนจัดกิจกรรม TALK & WALK นิทรรศการ ‘เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม’ โดยเมื่อเวลา 13.00 น. ในช่วง BOOKTALK ‘อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ : การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์’ เป็นการเสวนาโดย ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ราชสำนัก และ น.ส.ปวีณา หมู่อุบล เจ้าของผลงานหนังสือ ‘อำนาจนำพระนั่งเกล้า :การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์’

ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวว่า คำว่าการเมืองในความหมายอย่างกว้าง อยู่กับโลกมนุษย์มาช้านานทุกสังคม รวมถึงสังคมไทย ไม่ใช่แค่นโยบายทางการเมืองที่มาแข่งขันกัน

“ในสมัยรัชกาลที่ 1 ต่อเนื่องรัชกาลที่ 2 มีการชิงไหวชิงพริบระหว่างกลุ่มคนที่มีอำนาจมากน้อยเหลื่อมล้ำ เราพบว่าเมื่อรัชกาลที่ 2 เสวยราชสมบัติหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคต ใช้คำว่าปราบดาภิเษก ไม่ใช่บรมราชาภิเษก กรณีกบฏเจ้าฟ้าเหม็น ซึ่งรัชกาลที่ 3 ในเวลานั้นทรงมีบทบาทสำคัญในการชำระคดี ก็เป็นความสั่นคลอนทางการเมืองระยะหนึ่งที่เห็นได้ชัด แต่ยังมีการเมืองอีกมากมายที่เราเห็นไม่ชัด แต่อยู่ระหว่างบรรทัดของเอกสาร ผมอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้ การเมืองหวั่นไหวมาก ไม่รู้มีกี่คดี ถ้าสมัยนั้นมี นสพ. หรือพงศาวดารกระซิบ คนคงพูดกันอุตลุดเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต” ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าว

ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวต่อว่า รัชกาลที่ 3 ทรงทรงเป็นโอรสพระเจ้าแผ่นดินก็จริง แต่เป็น ‘พระองค์เจ้า’ ไม่ได้ทรงเป็น ‘เจ้าฟ้า’ สิทธิธรรมในการเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ชนะเจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ 4) แต่ในเวลานั้น กฏมณเทียรบาล การสืบสันตติวงศ์ที่เขียนเป็นตัวหนังสือ ไม่เคยมี การสืบราชสมบัติสมัยอยุธยาก็ไม่ชัดเจนมาตลอด การเป็นพระองค์เจ้า หรือเจ้าฟ้า อาจไม่สำคัญเท่าการมีอำนาจจริง สิ่งนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญ

Advertisement

“อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามีความในพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 3 อยู่เหมือนกัน ที่เมื่อได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมาแล้วจะทรงธำรงสถานภาพที่อาจจะมีคนลุกขึ้นตั้งคำถามอย่างไร

ในขณะเดียวกันไม่ได้ทรงโค่นล้มสิ่งที่ปัจจุบันอาจเรียกว่าเป็นกลุ่มก้อนซึ่งอาจจะเป็นภัยคุกคาม

27 ปีที่รัชกาลที่ 3 เป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงวางพระองค์พอเหมาะพอสม ภาษาปัจจุบันคือ ไม่ได้ทรงวางแผนสืบทอดอำนาจเลย ทั้งๆที่บรรดาคนที่บริหารบ้านเมืองที่อยู่ในการดูแลของพระองค์ยังสามารถมีบทบาทต่อไปได้อีกมากและไม่ได้ห่วงว่าหากทรงสวรรคตแล้วคนเหล่านี้จะปลอดภัยหรือไม่ แต่ทรงห่วงความเป็นไปในบ้านเมืองมากกว่า ว่าสุดท้ายอะไรเป็นประโยชน์มากที่สุด ดีกว่าการที่จะสงวนอำนาจไว้เฉพาะกลุ่ม ทำให้ 27 ปีที่รัชกาลที่ 3 ครองแผ่นดินจึงเป็น 27 ปีที่น่าสนใจ”ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าว

ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวว่า การวางพระองค์ของรัชกาลที่ 4 น่าสนใจเช่นกัน การตั้งคณะธรรมยุติกนิกาย จะมองว่าเป็นพระราชกรณียกิจด้านศาสนาก็ได้ แต่อีกมุมหนึ่งอาจจะมีคนตั้งข้อสงสัยว่ามีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ และรัชกาลที่ 3 ต้องพบและหาวิธีวางพระองค์ให้เหมาะสมกับสิ่งเหล่านี้ 27 ปีเป็นช่วงเวลาที่นานพอสมควร เมืองไทยก็เปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร ในตอนต้นรัชกาล เราอาจจะห่วงเรื่องการรบกับพม่าอยู่ แต่ในช่วงเวลาที่ใกล้สวรรคตมีรับสั่งให้ระวังพวกตะวันตกแทน โลกกำลังเปลี่ยนไป สิ่งที่พระองค์วางแนวนโยบายไว้ตลอด 27 ปีเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวต่อไปว่า ไม่มีใครเป็นใหญ่คนเดียวได้โดยไม่มีพรรคพวก ในหมู่เจ้านายผู้ที่เป็นต้นแถว คือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ซึ่งในทางเครือญาติควรจะเป็นอาของรัชกาลที่ 3 แต่ด้วยพระชนมายุที่ใกล้กัน ทำให้เป็นพระสหายกัน เป็นกำลังสำคัญคู่พระทัยของรัชกาลที่ 3 อีกหนึ่งคน

เจ้าพระยานิกรบดินทร์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในเรื่องการค้าในสมัยรัชกาลที่ 3 และขาดไม่ได้เลยคือพระชนนีของรัชกาลที่ 3 ‘เจ้าจอมมารดาเรียม’ ซึ่งถือเป็นผู้ปิดทองหลังพระที่คอยช่วยเหลือรัชกาลที่ 3 ในช่วงเวลาครึ่งหลังของรัชกาลที่ 2

“พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในเวลานั้นเป็นผู้ใหญ่ว่าราชการพอสมควร และมีวังอยู่ที่ท่าพระ เจ้าจอมมารดาเรียม ถึงแม้ในเวลานั้นจะเป็นบาทบริจาริกาของรัชกาลที่ 2 อยู่แต่มีข้ออ้างว่า ตัวท่านมีอายุมากคงไม่มีหน้าที่งานราชการต้องปฏิบัติถวายรัชกาลที่ 2 แล้ว จึงขอออกจากวังมาอยู่กับลูกคือรัชกาลที่ 3 ที่วังท่าพระ และพระชนนีเป็นผู้ที่เติบโตมากับครอบครัวขุนนางทำใหเข้าใจการทำงานของราชการบ้านเมือง” ศ.พิเศษ ธงทองกล่าว

ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวว่า ตำแหน่งของวังท่าพระ มีการตั้งโรงเลี้ยง หน้าวังมีโรงทาน แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ขุนนางที่จะแวะมาได้ แต่ประชาชนทั่วไปก็มาได้เช่นกัน ทำให้คะแนนเสียงของรัชกาลที่ 3 ไม่มีการตกหล่นอย่างแน่นอน

“ในทางการเมืองแค่เห็นว่าใครเดินเข้าออกประตูวังหลวงก็รู้ได้แล้วว่าใครเป็นใคร สิ่งเหล่านี้เอาไปคำนวนเป็นตัวแปรทางการเมืองได้ทั้งสิ้น ตำแหน่งของวังของรัชกาลที่ 3 มีประโยชน์อย่างมากและการวางพระองค์เองที่เป็นมิตรกับประชาชน มีพระชนนีที่คอยดูแลการกิน การอยู่ ไม่ขาดตกบกพร่อง สิ่งเหล่านี้ทำให้ไม่แปลกใจว่าทำไมหลังรัชกาลที่ 2 สวรรคต รัชกาลที่ 4 เพิ่งจะออกผนวช รัชกาลที่ 3 ในพระชนมายุ 37 ปีและมีทีมที่พร้อมจะได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

ในทัศนะส่วนตัวผม การที่ในหลวงรัชกาลที่ 3 ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินก่อนรัชกาลที่ 4 เป็น 27 ปีที่เป็นคุณกับประเทศมาก

ถ้ารัชกาลที่ 4 ได้ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินก่อนรัชกาลที่ 3 พระองค์จะไม่มีเวลาได้ไปเรียนภาษาอังกฤษ ไม่มีทางไปคำนวนสุริยปราคา ไม่สามารถที่จะทำอะไรหลายๆอย่างได้ที่พระองค์ได้ทำจริง

ที่สำคัญคือพระองค์ได้เสด็จไปทั่วเมืองไทยไปจนถึงสุโขทัย ในขณะที่รัชกาลที่ 3 ไม่ได้ออกเสด็จออกนอกพระนครเลยแบบพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาแต่รู้ทุกอย่าง ทรงบัญชาการรีโมทคอนโทรลจากท้องพระโรง

ถามว่ารู้ได้อย่างไรให้ไปอ่านจดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติมีบอกอย่างละเอียดว่ารัชกาลที่ 3 ทรงงานอย่างไร สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยในเวลานั้นเราไม่มีทางเลือกอื่น ไม่มีความเป็นไปได้อย่างอื่นนอกจากการเชิญในหลวงรัชกาลที่ 3 เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องด้วย” ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าว

ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวต่อว่า ในเรื่องการสร้างวัด เป็นการสร้างคะแนนนิยม ซึ่งรัชกาลที่ 3 อาจจะไม่ได้หวังผลทางการเมือง 100% เพียงแต่อยากจะบำรุงพระศาสนา แต่ผลที่ออกมาในปัจจุบันทำให้เห็นถึงสิ่งนั้น วัดมีบทบาทเป็นสรรพสิ่งของสังคม ความรู้ชุดเดิมก็จารึกอยู่ในวัด พอถึงรัชกาลที่ 3 ก็มีเรื่องราวใหม่ๆมาจารึก เป็นทั้ง โรงพยาบาล โรงเรียน วัดเป็นสะพานเชื่อมสังคมให้อยู่ด้วยกันได้ ซึ่งวัดที่พระองค์สร้างทุกคนสามารถเข้าได้ ใครจะมาบวชก็บวชไดั นี่แปลว่าพระองค์เป็นผู้ยิ่งใหญ่แต่ไม่วางตัวห่างเหินจากชาวบ้าน

“ความรู้สึกว่าเป็นคนละพวก รู้สึกว่าไม่ใช่ของเรา มันไม่เกิดขึ้น การสร้างวัดมันมีนัยยะไรบางอย่าง การที่พระองค์สร้างวัดนั้นพระองค์อยากให้มีพระได้เรียนหนังสือ เหมือนสร้างวิมานให้เทวดาอยู่ และผมคิดว่าพระองค์ทุเลาในเรื่องของจักรพรรดิราชลงไป พระองค์มาเน้นในเรื่องของธรรมราชามากกว่า ซึ่งประโยชน์ระยะยาวมีอย่างมาก คติในเรื่องการไปตีรันฟันแทงนั้นลดน้อยถอยลงมาก เว้นแต่ที่จำเป็น คตินิยมของการเป็นธรรมราชาการเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ส่งเสริมให้คนอยู่ในศีลในธรรมชัดเจน ทำให้เรารู้สึกว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นพวกเดียวกับประชาชน”ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ธงทอง-ปวีณา ถอดรหัส ‘อำนาจนำพระนั่งเกล้า’ ยก ร.3 ‘มองโลกกว้าง’ ซูมการเมืองระหว่างบรรทัด