นักวิชาการ ชี้ 27 ปีแห่งรัชสมัย ‘พระนั่งเกล้าฯ’ เศรษฐกิจพุ่ง องค์ความรู้อิมแพ็ค หนุนคน ‘ทันโลก’
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.)พระนคร เขต พระนคร กรุงเทพฯ ศูนย์ข้อมูลมติชนร่วมกับสำนักพิมพ์มติชนจัดกิจกรรม TALK & WALK นิทรรศการ ‘เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม’ โดยเมื่อเวลา 13.00 น. ในช่วง BOOKTALK ‘อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ : การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์’ เป็นการเสวนาโดย ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ราชสำนัก และ น.ส.ปวีณา หมู่อุบล เจ้าของผลงานหนังสือ ‘อำนาจนำพระนั่งเกล้า :การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์’
น.ส. ปวีณา กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพ อ่านคน อ่านสถานการณ์ดี ทรงเติบโตมาในราชสำนักรัชกาลที่ 1 ที่ชนชั้นนำยุคนั้นเร่งฟื้นฟูบ้านเมือง โดยเฉพาะแนวคิดทางปัญญา พุทธศาสนา ส่วนสภาพสังคม-เศรษฐกิจ สยามยุคนั้น มีการค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ไม่ใช่กับเฉพาะชาวจีน แต่รวมถึงชาวตะวันตกด้วย การค้าขายเจริญทั้งทางเรือ และภาคพื้นทวีป

“รัชกาลที่ 3 ทรงมีความฉลาด หัวเร็ว อ่านคนอ่านสถานการณ์ได้ดี ทรงเติบโตในราชสำนัก รัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาชนชั้นนำในสมัยนั้นรวมถึงรัชกาลที่ 1 พยายามเร่งฟื้นฟูอารยธรรมความเจริญรุ่งเรืองทุกอย่างที่เคยในมีสมัยอยุธยา แล้วเสียจากการเสียกรุงศรีครั้งที่ 2 ซึ่งจริงๆเริ่มมีการฟื้นฟูตั้งแต่สมัยธนบุรี แต่ชัดเจนและเจริญรุ่งเรืองมากๆในรัชกาลที่ 1 โดยเฉพาะคติแนวคิดปัญญาและศาสนา
ส่วนในสภาพสังคมเศรษฐกิจเป็นยุคที่การค้า เริ่มเจริญรุ่งเรือง สยามในยุคนั้นสามารถค้าขายกับชาวต่างชาติได้มากขึ้น ที่สำคัญคือชาวจีน และตะวันตกเข้ามาด้วย การค้าเจริญรุ่งเรืองมากไม่ใช่แค่การค้าขายทางเรือ แต่รวมถึงการค้าภาคพื้นทวีป เห็นได้จากโคลงภาพคนต่างภาษา ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ซึ่งไม่ได้กล่าวถึงแค่พ่อค้าชาวจีน แขก และชาวตะวันตก แต่กล่าวถึงพ่อค้ากะเหรี่ยงจากเมืองเหนือด้วย ” น.ส. ปวีณากล่าว
น.ส. ปวีณา กล่าวว่า นอกจากรัชกาลที่ 3 เคยทรงรับราชการแล้ว ขณะเดียวกันท่านเป็นพ่อค้าด้วย เพราะฉะนั้นการมองโลกจึงมันกว้างไกลมากทั้งในแง่ของการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
“พระองค์ทรงเป็นพ่อค้า ต้องเจอคนมากหน้าหลายตาทำการค้ากับพ่อค้าคนชาตินั้นชาตินี้ ในทางการเมือง ต้องเจอกับเจ้าเมืองท้องถิ่น หรือคนที่เข้ามาติดต่อปฏิสัมพันธ์ทางการทูตกับราชสำนักสยาม เติบโตในบริบทที่ หูตากว้างไกล สยามในยุคนั้นเป็นเมืองเปิด เมืองท่าทางการค้าที่สำคัญทั้ง จีน อังกฤษ สนใจสินค้าจากสยาม สิ่งเหล่านี้พ่อค้าต่างชาติต้องผ่านราชสำนักก่อน และพระองค์กำกับราชการในกรมพระคลังสินค้า กรมท่า มีปฏิสัมพันธ์กับคนก่อนเป็นพระมหากษัตริย์ ทำให้มีความสัมพันธ์กับชนชั้นนำกลุ่มต่างๆในพระราชสำนักมาก พูดง่ายๆคือ ทรงมีพวกมาก

การขึ้นครองราชย์ของท่านในพระราชพงศาวดาร เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ระบุไว้เลยว่า ได้รับการเชิญจากบรรดาเสนาบดีรวมถึงพระสงฆ์ต่างๆ
การถูกเชิญมีภาษาวิชาการที่เรียกว่า อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ได้รับการยอมรับจากหมู่ชนทั้งหลายให้ขึ้นเป็นผู้นำ ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่ามีความพร้อม และมีศักยภาพ” น.ส. ปวีณา กล่าว
น.ส. ปวีณา กล่าวต่อไปว่า ในตอนนั้นถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงมีปัญหาเรื่องสิทธิธรรมในทางการเมือง อันเนื่องมาจากพระชาติกำเนิด ถ้าเป็นเรื่องของความสามารถในตอนนั้นโดดเด่นเหนือเจ้าฟ้ามงกุฏ (รัชกาลที่ 4)
” การที่ขึ้นครองราชย์จากการเชิญ เป็นการฉายภาพให้เห็นว่าพระองค์ไม่ได้ทรงโดดเดี่ยว แต่มีกำลังคอยมาสนับสนุนให้ขึ้นสู่สถานะการเป็นพระมหากษัตริย์
ด้วยบริบททางการค้าในยุคสมัยของพระองค์ เป็นผลจาก 2 รัชกาลแรก การค้าเจริญรุ่งเรืองมาก พ่อค้าเริ่มเข้ามาติดต่อค้าขาย เดิมมีจีน อังกฤษ พอมายุคสมัยของพระองค์ ขยายไปหัวเมืองมลายูด้วย” น.ส. ปวีณา กล่าว
น.ส. ปวีณา กล่าว ว่า ราชสำนักสยามก็มีการเมืองภายในขยายออกไปควบคุมหัวเมืองทำให้ภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น ทำให้ชนชั้นนำหาประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะชนชั้นนำที่มีขอบเขตหน้าที่เกี่ยวกับการค้าขาย เช่น ขุนนางในกรมท่า เป็นต้น
“การมีสถานะของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้น ต่างจากสังคมในยุคปัจจุบันซึ่งเข้าใจว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเพชรยอดมงกุฎ แต่ในอดีต พื้นที่ชนชั้นนำข้างบนเป็น แนวระนาบ มากกว่า หมายความว่า อาจจะมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นเอก แต่ในระดับรองลงมาชั้นโท ชั้นตรี ชั้นจัตวา มีหลายคน ซึ่งอาจมีอำนาจทางการเมืองน้อยกว่าพระมหากษัตริย์ มีพระเดชพระคุณน้อยกว่า แต่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรมมากกว่า เช่น เจ้าฟ้ามงกุฏทรงมีอำนาจทางวัฒนธรรมมากกว่า ในแง่ที่ทรงสถาปนาธรรมยุติกนิกาย เป็นพระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เลื่อมใส เป็นที่ศรัทธา ทรงมีปัญญามาก” น.ส. ปวีณา กล่าว
น.ส. ปวีณา กล่าวว่า ภายใน 27 ปีของการครองราชย์ ทรงเป็นเป็นที่นับถือมาก ไม่ใช่แต่พระเดชในการจัดการสถานการณ์เหล่าแต่เป็นพระคุณด้วย
“บริบทสังคมทั่วไป พสกนิกรยังไม่ไกลจากเหตุการณ์เสียกรุงมากนัก คนยังอกสั่นขวัญแขวน คนในสังคมยังอยู่ในป่า ยังไม่อยู่ในเขตเมือง ยังกลัวพม่า แต่ความเจริญก้าวหน้าเข้ามาจ่อแล้ว การค้ามา พ่อค้าเข้ามา คนทั่วไปต้องมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อค้า อย่างน้อยต้องชาวจีน แรงงานคนจีน
สิ่งที่ทรงทำแล้วมี Impact มากคือการสถาปนาองค์ความรูัเกี่ยวกับโลก จินตนาการถึงสังคมในยุคนั้นที่มีการแบ่งชนชั้นมูลนาย กับชนชั้นไพร่ทาส การสถาปนาความรู้เกิดขึ้นผ่านชนชั้นมูลนาย แต่รัชกาลที่ 3 ทำให้ความรู้เหล่านั้นเผยแพร่สู่ประชาชนผ่านวัด ในช่วงเวลาที่คนในสมัยนั้นมีคติเรื่องโลก ‘โลกไตรภูมิ’ โลกที่มีเขาพระสุเมรุอยู่ตรงกลาง โลกที่มีเขาสัตบริภัณฑ์ที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุ
แต่ในหนังสือจะพูดถึงโลกหรือโลกที่เป็นจริง โลกที่เคารพความเป็นจริง มีภูเขา มีทะเล มีพ่อค้าในทะเล พ่อค้าบนแผ่นดิน สังคมไม่ได้มีแค่ชาวสยาม สังคมผู้คนเวลาแตกต่างกัน ต่างชาติ ภาษา สิ่งนี้บรรยายอยู่ในวรรณกรรม นางนพมาศ หรือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ บรรยายว่าโลกในยุคนั้นเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันไม่ได้มีแค่เรื่องโลก แต่มีองค์ความรู้อย่างอื่นที่ท่านและปัญญาชนเครือข่าย ซึ่งเป็นความรู้เหมาะกับสมสถานการณ์ และบริบทยุคนั้น
การสร้างวัดในยุคสมัยของพระองค์ ไม่ใช่พระราชนิยม ที่ทำเพื่อเติมเต็มอะไรบ่างอย่างในจิตใจ แต่สร้างเพื่อประโยชน์ บ้านเมืองพึ่งผ่านพ้นเหตุการณ์เสียกรุง วัดถูกเผา เมืองถูกเผา มันหดหู่ พระองค์ทรงบูรณะและสร้างวัดใหม่ โดยเน้นการบูรณะ เช่นวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นต้น

“ทรงนิยมสร้างวัด นำองค์ความรู้เหล่านี้แปะผนังวัด อีกสิ่งหนึ่งคือการมีการอุปถัมภ์พระสงฆ์ ซึ่งนอกจากเป็นผู้นำศาสนา ยังเป็นครูด้วย และเตรียมความรู้ให้ประชาชนรู้เรื่องโลกนี้ โลกที่ประชาชนต้องรู้เท่าทัน” น.ส. ปวีณา กล่าว
น.ส. ปวีณา กล่าวว่า ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ทรงเป็นเหมือนกษัตริย์อยุธยามีข้อปฏิบัติตาม คติธรรมในพระพุทธศาสนา ต้องเป็นกษัตริย์ที่ดี ตามคติธรรมศาสนา การที่ทรงสร้างวัดคือเกิดการนำธรรมมาสู่ประชาชน
“ประชาชนรู้ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจ แต่ไม่เห็นและไม่สามารถจับต้องกับอำนาจได้ว่ารูปแบบไหน การที่สร้างวัด ทำให้เกิดความรับรู้ที่ลึกซึ้งมากขึ้น ทำให้รู้ว่าไมได้สงวนอำนาจไว้แต่พวกเขา แต่มีการเผยแผ่มาให้เราด้วย และสิ่งที่ให้มานั้นมีประโยชน์กับชีวิตจริงในโลกนี้ แม้บริบทจะเปลี่ยนแต่คติ ไตรภูมิยังอยู่ คนยังคาดหวังชีวิตที่ดีในโลกหน้า แต่วัดตอบโจทย์ 2 โจทย์คือ ความรู้ที่ใช้ในชีวิตนี้ และเนื้อนาบุญในภายภาคหน้าด้วย สิ่งที่รัชกาลที่ 3 ทรงปฏิบัติเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ”น.ส. ปวีณา กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ธงทอง-ปวีณา ถอดรหัส ‘อำนาจนำพระนั่งเกล้า’ ยก ร.3 ‘มองโลกกว้าง’ ซูมการเมืองระหว่างบรรทัด
‘ธงทอง’ มองลึก ร.3 ไม่วางแผนสืบอำนาจ ไม่โค่นภัยคุกคาม สถานภาพยิ่งใหญ่ แต่ไม่ห่างชาวบ้าน

