‘ชาญศิลป์’ เปิดบันทึกจุดต่ำสุด ‘การบินไทย’ เล่าแผนฝ่าวิกฤต-พลิกฟ้าด้วยฝ่ามือ เชื่ออนาคตมาเหนือต่างชาติ
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และพันธมิตรร่วมจัดงาน งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 (Book Expo Thailand 2024) ในธีม ’อ่านกันยันโลกหน้า‘ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮออล์ 5-7 ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม – 20 ตุลาคม 2567
เวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันที่ 3 ของการจัดงานพบว่าประชาชนหลั่งไหลเข้ามาเลือกหนังสือภายในบูธ J02 สำนักพิมพ์มติชน เป็นจำนวนมากในวันหยุดสุดสัปดาห์ พร้อมรับสินค้าพรีเมียมที่ออกแบบโดย น.ส.ตุลยา ตุลย์วัฒนจิต หรือ TUNA Dunn เมื่อซื้อสินค้าครบตั้งแต่ 400 บาทขึ้นไป
ต่อมาเวลา 14.30 น. นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และผู้เขียนหนังสือ ‘พลิกฟ้า ฝ่าวิกฤต การบินไทย’ ร่วมแจกลายเซ็นและแลกเปลี่ยน พูดคุยกับแฟนหนังสือ ในการนี้ น.ส.ปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และนายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังเสวนาในช่วงเวลากิจกรรมถัดไป
พร้อมด้วย นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้าและการตลาด บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน), นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองกรรมการผู้จัดการระบบสื่อออนไลน์ในเครือมติชน และบรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการบริหาร กอง บก.มติชน, นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย, นายมณฑล ประภากรเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์มติชน และนายสุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการ กอง บก.มติชนสุดสัปดาห์ เป็นต้น

จากนั้นเวลา 16.00 น. ที่บริเวณเวทีกลาง มีกิจกรรมเสวนาหัวข้อ ‘พลิกฟ้า ฝ่าวิกฤต การบินไทย’ โดย นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ดำเนินรายการโดย นายสรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ ท่ามกลางคณะผู้บริหารเครือมติชน และประชาชนร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น
ในช่วงแรก นายชาญศิลป์ เผยถึงสถานการณ์ของการบินไทย ว่ามีหนี้เกือบ 4 แสนล้าน หนี้ก่อนแผนประมาณ 7.8 แสนล้าน มีเจ้าหนี้ 13,000 ราย ทุนติบลบประมาณ 70,000 ล้านบาท
“คือจริงๆ เจ๊งไปแล้ว ไม่มีเงินจ่ายหนี้พอ มี 2 ทางคือ 1.ล้มละลายเลย เอาแปลงทรัย์สินต่างๆ แบ่งขายทอดตลาดไป เจ้าหนี้ก็จะได้เงินคืนประมาณ 16-17 เปอร์เซ็นต์จากยอดหนี้ แต่ถ้า 2.ฟื้นฟูกิจการ กิจการก็จะยังอยู่แล้วผมก็ยังทำงานได้ ขณะเดียวกัน เจ้าหนี้ก็จะได้รับหนี้กลับคืน 70-80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราเข้าฟื้นฟู 27 พ.ค.2563 เมื่อเข้าปุ๊บ หนี้ที่มีอยู่ก็หยุดจ่ายก่อน ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย 2483
เมื่อถามว่า มีบางความเห็นบอกว่า ล้มละลายไปดีกว่า ซึ่งหมายถึงว่าจะไม่มี ‘สายการบินไทย’ แล้วในไทย เหตุใดถึงเลือกที่จะฟื้นฟู ?
นายชาญศิลป์กล่าวว่า ความจริงแล้วการบินไทยมีความสามารถและเป็นมืออาชีพมาก ดูจาก Slot หรือ Timeslot เป็นสิทธิการบิน ที่มีมูลค่ามหาศาล ถ้าหากปิดตัวไป สิทธิการบินนั้นจะตกอยู่กับสายการบินอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก
“กว่าจะไปบินในยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นได้ ต้องผ่านสถาบันการบินพลเรือน ตามมาตรฐานของแต่ละประเทศ ซึ่งการบินไทย ผ่านมาเป็นเวลา 60 กว่าปี เราจึงไม่ควรจะปล่อยทิ้งไป
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้าโควิด-19 การบินไทยมีจ้างงานถึง 25,000 คน มีผู้เสียสละออกไปประมาณ 6,000-7,000 คน เหลือประมาณ 14,000 คน แล้ววันนี้ค่อยๆ กลับเข้ามา เรามีเครื่องบินกลับเข้ามาแล้ว คือสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าไม่มีเครื่องมือนี้ แล้วใครจะไปต่อรองกับสายการบินต่างชาติได้ ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างสูงในแง่การท่องเที่ยว”
“ถ้าสมมติไม่มีการบินไทย มีสายการบินต่างชาติมาทั้งหมด จะขึ้นราคาไหร่ก็ได้ แล้วเขาไม่บริการก็ได้ แต่การบินไทย อย่างน้อยมี 3 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นทางเลือกในการแข่งขันได้ ซึ่งทุกวันนี้ธุรกิจการบิน แข่งขันด้วย Fifth Freedom (สิทธิเสรีภาพการบินที่ 5) มีทางเลือกให้ผู้บริโภคทั้งหมด แต่ดีที่สุดคือต้องไปการบินไทย” นายชาญศิลปเผย
นายชาญศิลป์กล่าวต่อว่า ความจริงแล้วการบินไทยกับรัฐบาล ต้องทำงานคู่กัน ขณะเดียวกันเวลาเกิดเหตุวิกฤต เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาส ซึ่งการบินไทยได้ไปช่วยคนไทยกลับมา ซึ่งเราทำแบบนี้ตลอดเมื่อเกิดวิกฤต เป็นเครื่องมือในการไปช่วยเหลือคนไทย นอกเหนือจากการส่งเสริมเศรษฐกิจและมิติด้านการทูต


ในตอนหนึ่ง นายชาญศิลป์กล่าวถึงแผนฟื้นฟูว่า ได้ใช้วิธีการยืดหนี้ และแฮร์คัทหนี้กับเครื่องบิน
“ถ้าเกิดจอดไม่คิดสตางค์ เมื่อบินถึงคิดสตางค์ ซึ่งน่ารักมาก เราจึงรอดในจุดนี้มาได้ ในขณะที่เจ้าหนี้บางราย โทรไปไม่รับสาย นัดกินข้าวไม่มีเวลาให้ ก็รู้สึกน้อยใจเล็กน้อย ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเคลียร์ใจได้ ต้องเอาปาท่องโก๋ไปแจกบ้าง พลิกฟ้าด้วยฝ่ามือ ในบทที่ 3 ยกมือไหว้ขอร้อง กระทั่งบางทีเอาลูกเรือไปดูแลให้ดีเวลาขึ้นเครื่อง เจ้าหนี้สำคัญเขาก็ค่อยๆ คาล์มดาวน์ลง ทุกคนมีหน้าที่ เราต้องเข้าใจในแต่ละช่วงเวลา แต่ทุกคนจิตใจดี และยังรักการบินไทยอยู่ เราอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อบริษัท เพื่อประเทศ ใช้วิธีแบบนี้ด้วยความจริงใจ ผมว่าทุกคนเข้าใจ และเราอธิบายดีๆ อย่าโมโห ฟ้องร้องกัน” นายชาญศิลป์กล่าว
นายชาญศิลป์ยังกล่าวถึงบทบาท ในการพลิกฟื้นการบินไทยให้กลับมามีกำไรในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาด้วยว่า ปกติแล้วการบินไทยต้องมีเงินสดประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท เพื่อบริหารกิจการ แต่ในวันที่ตนมาเข้าแผน มีเงินสดประมาณ 14,000 ล้าน โดยในหนึ่งเดือนมีค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000-18,000 ล้านบาท
“แต่วันที่ผมเข้าไปรายได้ 300-600 ล้านบาท เพราะว่าบินไม่ได้ ค่าใช้จ่ายเฉพาะพนักงาน 1,500 ล้าน/เดือน มีเงินเข้ามาแค่ 300 ล้านซึ่งไม่พออยู่แล้ว วิธีการคือ เอาล่ะ เรามีเครื่องบินอยู่ คาร์โก้ทางเรือไปไม่ได้เพราะติดโควิกันอยู่ ก็เจรจากับการบินพลเรือน ขอเปิดบริการ Cargo-in-Cabin เปลี่ยนจากคนเป็นสินค้าแทน ปรากฏว่าเราขนสินค้าได้ จากรายได้ 200-300 ล้านบาท กลายเป็น 2,000 กว่าล้าน/เดือน ก็ค่อยๆ กลับมาได้” นายชาญศิลป์กล่าว และว่า
นอกจากนี้ การบินไทยยังทำปาท่องโก๋ จนมีชื่อเสียง เสริ์ฟในที่ประชุม ครม. รวมถึงยังทำบัตร TIME to GOLD ได้เงิน 800 ล้านมาใช้อีก 1 เดือน รวมถึงเซตอัพการสื่อกับพนักงานด้วยเฟซบุ๊กไลฟ์ เมื่อคนไม่ได้ทำงาน ก็จิตตก ทำความเข้าใจกันผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ จัดรายการ เป็นต้น
นายชาญศิลป์กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าเวลาเราเราเจอวิกฤต ต้องตั้งสติและใจเย็น และหาคำปรึกษาจากเพื่อนบ้าง หรือ เราต้องคิดว่าเมื่อมีวิกฤตมันจะมีโอกาสเสมอ มันคงไม่มีฝนฟ้าคะนองตลอดทั้งปีทั้งชาติ เพียงแต่ว่าเราต้องหามันโอกาสให้เจอไม่ต้องไปหมกหมุ่นกับมัน หรือ อย่าทำคนเดียว
“เวลาเจอวิกฤตกระดุมเม็ดแรกที่ต้องแก้ คือ กระแสเงินสดสำคัญที่สุด และต้องรักษาบุคลากรที่ดีให้มากที่สุด เพราะเราเสียคนเหล่านี้ไปไม่ได้ และกำลังใจ และความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญมาก
แผนการบินไทยตอนนี้มีอนาคตมาก เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังมีเครื่องบินที่เก่าอยู่หน่อย เราก็จะมีเครื่องบิน เครื่องยนต์ใหม่ในปีหน้า ตัดสินใจไปแล้วทุกอย่างกำลังดำเนินการอยู่ เราจะมีเครื่องบินใหม่เรื่อยๆ ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า เครื่องเก่าบินไปขายไป มันจะทำให้การบินไทยมีฮารด์แวร์ที่ดี ขณะเดียวกันลูกเรือเราก็เปิดรับอยู่แล้ว ซึ่งการเทรนลูกเรือของเราในด้านการดูแลลูกค้า มันเป็นซอฟต์พาวเวอร์อย่างแท้จริง
ผมเห็นพนักงานเราเอาแขนให้ลูกค้าประคอง ผมคิดว่าตรงนี้เราชนะสายการบินต่างชาติได้แน่นอน หรือเรื่องอาหาร ก็จะมีการร่วมมือกับเชฟดัง เพิ่มช็อกโกแลตชื่อดัง กาแฟดอยตุง จิมทอมป์สัน หรือเอาปาท่องโก๋ขึ้นไปขาย ตรงนี้ก็จะทำให้เราเหนือกว่าคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องร่วมมือช่วยกัน” นายชาญศิลป์เผย

นายชาญศิลป์กล่าวว่า การบินไทยตอนนี้พ้นจุดต่ำสุดแล้ว แต่มันยังมีจุดเสี่ยงอยู่บ้าง เช่น สงครามกลางเมือง ที่ทำให้เราต้องบินอ้อม หรือราคาน้ำมันที่สูงบ้าง รวมถึงการเมืองในประเทศอย่าให้มีเหลือง-แดง อย่าให้เผาบ้านเผาเมืองอีกก็แล้วกัน หวังว่าสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีเราก็จะต้องหาทาง หรือ วางแผนบี แผนซีของเราต่อไป
“แผนตอนนี้เราได้มีการแปลงหนี้เป็นทุนโดยรัฐบาล และหุ้นกู้ธนาคาร 37,000 ล้านบาทในปลายปีนี้ อันนี้เป็นไปตามแผนแน่นอน ทุนเราก็จะเป็นบวกแล้ว และปีนี้เราก็จะมีกำไร รวมถึงหลังจากนั้น จะมีการเพิ่มทุน โดยการขายหุ้นจากเจ้าหนี้เดิมและเปิดโอกาสให้พนักงานมาซื้อ
พอหลังจากนั้น ทุนเป็นบวกก็จะสามารถออกจากแผนได้ โดยที่มี 4 เงื่อนไข คือ 1.เพิ่มทุนได้สำเร็จและทุนเป็นบวก 2. เราต้องมีกำไร เนื่องจากลดค่าเช่าเครื่องบินกว่า 30,000 ล้านบาทแล้ว 3. เราจ่ายหนี้ตามแผน ซึ่งเราจ่ายหนี้ตามแผนมาตลอด 3 ปี และต้องจ่ายต่อเรื่องตามแผน 4.การตั้งกรรมการ ต้องขึ้นอยู่กับคนที่เข้ามาซื้อหุ้น และจะเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ขายหุ้นต่อไป ซึ่งจะทำให้การบินไทยกลับมาสู่ภาวะปกติ” นายชาญศิลป์ระบุ
นายชาญศิลป์กล่าวว่า เป้าหมายของการเขียนหนังสือเล่มนี้ คือ อยากให้รัฐบาลในอดีต รัฐบาลปัจจุบัน เจ้าหนี้ ผู้โดยสาร ประชาชนคนไทย รู้ว่าเราทุกคนได้ร่วมกันฝ่าวิกฤตมาได้ เราผ่านจุดต่ำสุดมาได้ และอยากให้เป็นบันทึกไว้ก่อนที่ตนจะอายุ 70-80 ปี แล้วมันจะจำไม่ได้
“อยากให้หนังสือเล่มนี้ไปอยู่ในชั้นเรียน หรือ ที่ไหนก็ตาม ได้ศึกษาว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดแล้วในประเทศ เผื่อมีบางบริษัท หรือ รัฐวิสาหกิจใดเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น อาจวามารถดูหนังสือเล่มนี้เป็นแนวทางได้บ้าง” นายชาญศิลป์กล่าวทิ้งท้าย


