บัญชา เล่าลึกเรื่องสุดล้ำ รวมมิตร (myth) มวลเมฆ เอฟซีรุมฟังแน่น บาว คาเฟ่

13.12.24 | 18:28 น.

บัญชา เล่าลึกเรื่องสุดล้ำ ‘รวมมิตร (myth) มวลเมฆ’ เอฟซีรุมฟังแน่น บาว คาเฟ่

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ธันวาคม ที่ Bao Cafe สาขาสีลมซอย 7 เขตบางรัก กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์มติชนจัดงานเสวนาในหัวข้อ “Bao Book: รวมมิตร (myth) เรื่องมวลเมฆ” โดย นายบัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิทยาศาสตร์ผู้หลงใหลในมวลเมฆ ผู้เขียนหนังสือ “ยกเมฆ: เรื่องเล่าเคล้าวัฒนธรรมก้อนเล็กๆ จากฟากฟ้า” และ “All about Clouds เล่มนี้มีเมฆมาก ฉบับปรับปรุง” และผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ ดำเนินรายการโดย อัญชัญ พัฒนประเทศ

ในการนี้มี นายสรพันธ์ บุนปาน รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท งานดี จำกัด นายมณฑล ประภากรเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์มติชน นางชวรัตน์ พงศ์สถาพร รองกรรมการผู้จัดการ ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป น.ส.พรหมภัสสร ประมวลศักดิ์ ผู้อำนวการฝ่ายจัดซื้อ ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป เป็นเกียรติร่วมรับฟัง

บรรยากาศภายในงาน มีประชาชนมาร่วมนั่งฟังเต็มเก้าอี้ พร้อมรับของที่ระลึกต่างๆ เช่น กระเป๋าผ้า เข็มกลัด หนังสือ จากการร่วมกิจกรรมเสวนา

Advertisement

นายบัญชากล่าวว่า ชมรมคนรักมวลเมฆในเฟซบุ๊คมีสมาชิกกว่า 5.6 แสนคน โดยแต่ละคนมีความรู้เฉพาะถิ่น ไม่ได้จำกัดแค่วิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภาษาวัฒนธรรม โดยแต่ละภาคแต่ละจังหวัดมีชื่อเรียกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติไม่เหมือนกัน เช่น คำว่า พระอาทิตย์ทรงกลด เป็นคำของคนภาคกลาง คนภาคเหนือเรียก 3 ชื่อ คือ ‘ตะวันก๋างจ้อง’ ที่รู้กันเป็นส่วนใหญ่ ‘ตะวันซุบกรุ๊ป’ จากลำปาง พะเยา ‘ตะวันตือเกิ่ง’ เป็นคำที่ป้ออุ๊ยแม่อุ๊ยใช้กัน คำว่า ฝนตกปรอยๆ เป็นคำของคนภาคกลาง ‘ฝนริน’ จากภาคอีสาน ‘ฝนอ่อย’ จากภาคเหนือ ‘ฝนลงดอก’ จากภาคใต้ ‘ฝนสิม’ จากโซนเพชรบุรี

นายบัญชากล่าวว่า คำว่า ‘ยกเมฆ’ ในสำนวนแปลว่า กุเรื่อง ส่วนสมัยก่อนคำนี้แปลว่า การมองท้องฟ้า การทำนายทายทัก เช่นเห็นท้องฟ้าสวยเป็นรูปเศวตฉัตร ถือเป็นฤกษ์งามยามดี ซึ่งทางตะวันตกก็มีวิชานี้ตั้้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย เพื่อทำนายฤดูกาล เรื่องเมฆฟ้าฝน เป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในอดีตทุกวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามศาสตร์ของอุตุนิยมวิทยา เกิดมาไม่ถึง 200 ปี เพราะต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในการทำนาย

นายบัญชากล่าวว่า หนังสือแสดงกิจจานุกิจ อาจจะเป็นหนังสือวิทยาศาสตร์เล่มแรกของสยาม นักปราชญ์ในตอนั้นจึงประมวลความรู้ตีพิมพ์ เพื่อให้ชาวตะวันตกรู้ว่าประเทศสยามมีองค์ความรู้ จะมายึดเป็นเมืองขึ้นไม่ง่าย ซึ่งหนังสือดังกล่าวมีการเขียนถึง ‘นาคเล่นน้ำ’ หรือที่สมัยนี้เรียกว่าพายุงวงช้าง รวมถึงปรากฏการณ์ฟ้าผ่าที่โผล่จากพื้นดิน เรียกว่า Upward Streamers อย่างไรก็ตามมีเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ นักปราชญ์ก็จะเขียนไว้ว่าเป็นอจินไตย

“ลมว่าว เกิดในฤดูหนาว คนภาคกลางเรียกว่า ‘ลมล่อง’ ‘ลมข้าวเบา’ คนผู้ไท (ภูไท) เรียกว่า ‘ลมข้าวดอ’ แปลว่าเป็นลมหนาวแรกที่มาเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวเบาได้ อันนี้เป็นเสน่ห์ของภาษาถิ่น วัฒนธรรมที่ผูกโยงกับธรรมชาติ” นายบัญชากล่าว

นายบัญชากล่าวว่า รุ้งกินน้ำได้ 8 ทิศ เกิดตรงข้ามดวงอาทิตย์ ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก ซึ่งการตั้งคำถามง่ายๆนำไปสู่ความรู้เชิงวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ ถ้านำ 2 ความรู้เชื่อมเข้าหากันเป็นความงดงามอย่างมาก

“ผมไม่เคยดูถูกความเชื่อวัฒนธรรม ผีสาง เทวดา เรื่องอะไรต่างๆ ผมว่าเป็นความเชื่อเชิงวัฒนธรรม ถ้าคุณดูถูกต้องให้ระวัง อย่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถูกล้มตลอด เช่น การถกเถียงเรื่องแสงที่ไม่ได้เป็นคลื่นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอนุภาคได้ด้วย เพราะฉะนั้นแม้แต่วิทยาศาสตร์สามารถปรับเปลี่ยนความเชื่อได้ อย่าไปบอกใครว่าอันนี้ผิดอันนี้ถูก ต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี” นายบัญชากล่าว

นายบัญชากล่าวว่า มีการอธิบายเมฆผ่านปกรณัมเทพต่างๆ เช่น เทพฟริกกา ทำหน้าที่ถักทอเมฆ ด้านเทพธอร์มีคู่ปรับเป็นพญางู ซึ่งนักภาษาศาสตร์ศึกษาวรรณกรรมเปรียบเทียบพบว่า กรีกมี ’ซุส‘ สลาฟมี ‘เปรุน’ อินเดียมี ‘พระอินทร์’ ที่มีเรื่องคล้ายกับเทพธอร์ ที่พญางูขโมยเมฆจากท้องฟ้า ทำให้ไม่มีฝนเกิดภัยแล้ง โดยเทพเหล่านี้จะสู้กับพญางู โดยใช้สายฟ้าผ่าพญางู เสร็จแล้วฝนก็ตกลงมา จึงถูกยกย่องว่าเป็นเทพแห่งสายฟ้า เพียงแต่เมื่อไปอยู่ต่างที่ก็มีการตั้งชื่อใหม่ เติมรายละเอียดลงไป แต่แก่นของเรื่องเหมือนก้น

นายบัญชากล่าวว่า หนังสือที่อริสโตเติลเขียน เช่นแผนภาพรุ้งคู่ แผนภาพการเกิดพระอาทิตย์ทรงกลด มีความน่าทึ่งอย่างมาก จากจินตนาการของคนไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งลองไปอ่านหนังสือเก่าๆ บางทีมีความล้ำหน้ากว่าปัจจุบันอีกด้วย

นายบัญชากล่าวว่า สังเกตนาคเล่นน้ำ หรือพายุงวงช้าง จะมีหลายเส้น ส่วนใหญ่เกิดในฤดูฝน ส่วนพายุทอร์นาโด มาจากเมฆซุปเปอร์เซล (supercell) เหมือนมีเทวดาคอยกวนเมฆ ทำให้เมฆลงเป็นรูปกรวย ซึางเมื่อแตะกับพื้นดินจะเรียกว่าเป็นทอร์นาโด ซึ่งมีความรุนแรงตั้งแต่ EF 0-5 ส่วนพายุงวงช้างเทียบความรุนแรงมากที่สุดแค่ EF 2 ในประเทศไทยจึงไม่มีข่าวพายุงวงช้างทำลายล้างจนสร้างความเสียหายกับบ้านเรือน ในสมัยก่อนมีการต่อสู้พายุงวงช้างโดยการเอาปืนยิง แต่ไม่ได้ผล

“ในเชิงภาษา สำนวน a bolt out of the blue sky หรือแปลไทยได้ว่า ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เป็นปรากฏการณ์ ฟ้าผ่าด้านข้าง โดยสายฟ้าออกมาจากเมฆมีความยาว 40 กม. ถึงแม้ว่าที่ที่เราอยู่จะไม่มีเมฆใดๆก็เกิดฟ้าผ่าได้ จึงให้ระวังไว้เสมอถ้าเห็นเมฆแว๊บๆ ให้รีบเข้าที่ร่ม ส่วนสำนวน The calm before the strom ลักษณะคือเมื่ออยู่ตรงตาพายุลมจะสงบ ซักพักขยับมาอยู่ตรงขอบตาพายุลมจะแรงที่สุด และเกิดความเสียหายหนัก ส่วนคำว่า ‘วสันตฤดู’ คือฤดูใบไม้ผลิ ตามราชบัณฑิตสถาน แต่คนส่วนใหญ่ใช้เรียก ฤดูฝน ซึ่งที่ถูกต้องเรียกว่า วัสสานฤดู

เสน่ห์ของเทพวินัสมาจากสายคาดเอว มิได้มาจากความสวยงามของเธอ จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘Belt of Venus’ เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นหรือตก ฝั่งตรงข้ามอีกด้านจะมีแถบสีเทาเป็นเงาของโลกและสูงขึ้นไปเป็นแสงสีชมพู” นายบัญชา กล่าว