‘มติชน’ ปันความรู้ สู่โอกาสใหม่ ส่งต่อหนังสือ 24 เรือนจำหนุนโครงการ ‘อ่านหนังสือลดวันต้องโทษ’ สร้างโอกาสทางการศึกษา ลดการหวนกระทำผิดซ้ำ
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่กรมราชทัณฑ์ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เครือมติชน พร้อมด้วย มูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ และ มูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์ ร่วมพิธีมอบหนังสือในโครงการ “Trust in Reading ปันความรู้ สู่โอกาสใหม่” ให้แก่เรือนจำและทัณฑสถานจำนวน 24 แห่ง จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 48 แห่ง
โดยโครงการดังกล่าว เครือมติชนและมูลนิธิ ดร.โกวิท มูลนิธิบรรจงฯ ได้จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสหนังสือพิมพ์มติชน ก้าวสู่ปีที่ 48 เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมความรู้ให้แก่ผู้ต้องขังทั่วประเทศ ด้วยเล็งเห็นว่าผู้ต้องขังมีความต้องการหนังสือและข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนความรู้เป็นอย่างมาก ซึ่งความรู้และการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ต้องขังไม่กระทำซ้ำ และเมื่อพ้นโทษไปมีโอกาสที่จะประกอบอาชีพสุจริต

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 09.30 น. นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ร่วมให้การต้อนรับผู้บริหารเครือมติชนด้วยความอบอุ่น ซึ่งนำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บมจ.มติชน, นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานฯ, นายสรพันธุ์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท งานดี จำกัด, นายเจตนา จนิษฐ ที่ปรึกษา บมจ.งานดี, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กองบก.มติชน, นายมณฑล ประภากรเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์มติชน,น.ส.ศรีวรรณ แสงสุข ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล เป็นตัวแทนฝ่ายมติชน และ น.ส.กัญญวัชร วรพิพัฒน์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิ ดร.โกวิท วรพัฒน์ เป็นตัวแทนมูลนิธิฯ ในการมอบหนังสือครั้งนี้
ขณะที่กรมราชทัณฑ์มี ดร.ชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์, นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดนนทบุรี, ดร.วริศรา ศิริสุทธิเดชา ผู้อำนวยการกองพัฒนาพฤตินิสัย, นายนิรันดร์ ไชยชมภู ผอ.กลุ่มงานพัฒนาระบบการพัฒนาพฤตินิสัย และ น.ส.ญาตาวี โชครักษ์เมธี นักวิชาการอบรมและฝึกวิชาชีพปฏิบัติการ กองพัฒนาพฤตินิสัย เป็นผู้รับมอบ

นายนฤตย์ บรรณาธิการ กองบก.มติชน เผยว่า ทุกๆ ปีในคราววันเกิดมติชน จะมีกิจกรรมที่อยากให้สังคมทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการอ่าน ซึ่งปีนี้มติชนก้าวเข้าสู่ปีที่ 48 เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา มีการพูดคุยกันว่าเราจะส่งเสริมการอ่านด้วยวิธีการใด ก็ออกมาเป็น การระดมการสนับสนุน เพื่อซื้อหนังสือและนำไปมอบให้กับห้องสมุด แต่มติชนก็คิดว่าควรจะมีอะไรพิเศษหรือไม่ในปีนี้

ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2567 มติชนได้มีการพูดคุยกับทางกรมราชทัณฑ์ เรื่องการส่งเสริมการอ่านมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะโครงการ ‘ห้องสมุดพร้อมปัญญา’ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระราชทานชื่อโครงการนี้ ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้และพัฒนาพฤตินิสัย
มติชนเล็งเห็นความมุ่งมั่นของกรมราชทัณฑ์ ที่ต้องการส่งเสริมการอ่านให้กับผู้ต้องขัง โดยมีข้อมูลว่า ผู้ต้องขังในประเทศไทยยังมีระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าเกณฑ์ มีความรู้ที่ไม่เพียงพอ ทางกรมราชทัณฑ์เอง ก็พยายามส่งเสริมการอ่าน พยายามเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ผู้ต้องขังอยู่เสมอ

ขณะเดียวกัน กรมราชทัณฑ์ ก็ได้ศึกษาข้อมูลจากผู้ต้องขัง พบว่าระดับการศึกษา เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดซ้ำจริง ซึ่งหมายความว่า ถ้ามีการศึกษาสูง ระดับการทำความผิดซ้ำก็จะน้อยลง กรมราชทัณฑ์จึงส่งเสริมให้ผู้ต้องขังมีการศึกษา มีความรู้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น
“แต่กรมราชทัณฑ์เอง ยังขาดอุปกรณ์การส่งเสริมความรู้ โดยเฉพาะหนังสือ ในปี 2568 ที่มติชนก้าวสู่ปีที่ 48 จึงส่งเสริมหนังสือเพื่อเพิ่มระดับความรู้ให้กับผู้ต้องขังกรมราชทัณฑ์ทั่วประเทศ ด้วยการบริจาคหนังสือให้แก่ 48 ห้องสมุดในเรือนจำและทัณฑสถาน
โดยปัจจุบันเราได้รับเงินสนับสนุนมาจำนวนหนึ่งเรียบร้อยแล้ว จึงทำพิธีมอบหนังสือให้แก่เรือนจำและทัณฑสถาน 24 แห่ง ในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นครึ่งหนึ่งของเป้าหมาย” นายนฤตย์กล่าว

นายนฤตย์ ยังกล่าวถึงความเชื่อมั่นของพลังการศึกษา จากการที่มติชน ทำงานร่วมกับกรมราชทัณฑ์มาโดยตลอด พบว่ามีประชาชนหลายคนที่เคยผ่านการต้องขังเมื่อออกไปแล้วสามารถใช้ชีวิต ประสบความสำเร็จได้ จนกลายเป็นผู้รู้ด้านอาชญาวิทยา ก็มีเช่นกัน
“เราเชื่อว่าโดยพื้นฐานของมนุษย์ ถ้ามีความรู้ มีการศึกษาขึ้นมา เขาจะมีโอกาส การมีโอกาสจะนำพาให้เขาประสบความสำเร็จทางสังคมได้มากขึ้น ดีกว่าการออกจากสถานที่คุมขังโดยไม่มีโอกาสไปไหนเลย ซึ่งการศึกษายังเป็นโอกาสที่จะช่วยลดการกระทำผิดซ้ำ ทั้งนี้ เราต้องไว้เนื้อเชื่อใจกรมราชทัณฑ์ ที่จะทำให้คนกระทำความผิดลดน้อยลง” นายนฤตย์กล่าว

จากนั้น นายชาญ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้รับมอบหนังสือ กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจคำว่า ‘ดินแดนต้องห้าม’ กับ ‘คนต้องคำสาป’ เป็นสิ่งที่กรมราชทัณฑ์และสังคมต้องช่วยกัน โดยผู้ต้องขังกว่า 80% ไม่รู้หนังสือ
“คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในเรือนจำมีเป็นหมื่นคน และผู้ต้องขังบางคนก็ยังไม่ผ่านภาคบังคับของการศึกษาขั้นพื้นฐาน กว่าสองแสนคน ดังนั้นวันนี้เราต้องสอนให้เขาหาปลาเอง เราไม่สามารถจับปลาให้เขาได้
เพราะสิ่งที่ดีที่สุดในการให้ คือทำอย่างไรให้เขามีความรู้ มีวัตถุ มีอุปกรณ์ที่สามารถทำให้เขามีความรู้ได้ ซึ่งนั่นคือ ‘หนังสือ’
คนไทยในหนึ่งวัน เราอ่านหนังสือไม่มาก เมื่อผู้ต้องขังได้รับหนังสืออ่านในเรือนจำและทัณฑสถาน เขาจะมีสมาธิ สติ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์”

“เชื่อว่าการอ่านหนังสือ จะช่วยให้เขาได้เปิดโลกทัศน์ และเปลี่ยนชีวิตของเขาได้ มายเซ็ตที่ดีก็จะตามมา แต่ถ้ากรมราชทัณฑ์ไม่ทำอะไรเลย เขาก็จะขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ ดังนั้น หนังสือมีประโยชน์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือชนิดใด แต่ขอให้เป็นเรื่องดีต่อตัวเอง และเป็นประโยชน์ก็เพียงพอ” ดร.ชาญกล่าว
ดร.ชาญกล่าวถึงเรื่อง นโยบาย ‘ลดวันต้องโทษ’ ด้วยว่า ทางกรมราชทัณฑ์ มีโครงการอ่านหนังสือลดวันต้องโทษ เป็นนโยบายของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นการบริหารโทษที่ตั้งใจ ให้เป็นการจูงใจ ผู้ต้องขัง อยู่อย่างมีความหวังมากขึ้น
ดังนั้น เรื่องการลดวันต้องโทษ ต้องแก้ที่กฎหมายและต้องใช้เวลา เราจึงรีบดำเนินการ ต้องทำควบคู่ขนานกันไป โดยต้องเริ่มที่การอ่านหนังสือเลื่อนชั้นโทษก่อน ซึ่งก็เปรียบเสมือนการลดวันต้องโทษเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อผู้ต้องขังขยับชั้นโทษขึ้นไป จากชั้นกลาง-ขึ้นไปชั้นดี จากชั้นดี-ขึ้นไปชั้นดีมาก จากชั้นดีมาก-ขึ้นไปชั้นเยี่ยม ก็จะได้ลดวันต้องโทษเร็วขึ้น
โดยมีหลักการคือ อ่านหนังสือ 1 เล่ม 1 เดือน ลดวันต้องโทษ 4 วัน ดังนั้น 1 ปีก็สามารถลดได้ถึง 48 วัน

โดยหนังสือที่ได้รับมอบในวันนี้ เป็นหนังสือเชิงสร้างสรรค์ หนังสือนวนิยาย วรรณกรรม บทประพันธ์ต่างๆ ตลอดจนสารคดี หนังสือเหล่านี้จะถูกไปส่งยังเรือนจำต่างๆ เราไม่ได้กำหนดว่าประเภทไหนต้องไปเรือนจำไหน สามารถดูได้หมดและเวียนกันได้
มีกิจกรรมห้องสมุดทุกแดน ห้องสมุดสาขา และมีคนแนะนำหนังสือ รวมถึงมีคนอ่านหนังสือเพื่อทำเป็นคลิป เพื่อช่วยผู้ต้องขังที่อ่านหนังสือไม่ออก และมีมุมหนังสือในแต่ละแดนร่วมด้วย
“ทางกรมราชทัณฑ์เราเน้นกิจกรรมการส่งเสริมการอ่านในเรือนจำอยู่แล้ว มีห้องสมุดทุกเรือนจำ ซึ่งในห้องสมุดก็จะมีกิจกรรมย่อยๆ อีก กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงมีพระเมตตา นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด ‘ห้องสมุดพร้อมปัญญา’ ในแต่ละเรือนจำ ปีละ 1-3 ครั้ง” ดร.ชาญกล่าว

ดร.ชาญเผยด้วยว่า หนังสือที่ส่วนตัวชอบอ่าน เป็นแนวสังคม ธรรมะ เรียนรู้ว่าควรทำอย่างไรเพื่อที่จะปลดปล่อยจิตวิญญาณคนเหล่านั้น ให้กลับคืนสู่สังคม เป็นคนดีได้
“วันนี้เป็นมิตรหมายที่ดี เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เราเองไม่ได้มีงบประมาณในเรื่องเหล่านี้ แต่คนเหล่านั้นที่อยู่กับเรา เขามีอยู่มากถึง 300,000 คน หนังสือมีเท่าไหร่ เรารับหมด แต่ละเรือนจำทั่วประเทศก็มีผู้ต้องขังหลักพันคน ดังนั้นเพียงแค่ 1 คน 1 เล่ม ก็ไม่พอแล้ว” ดร.ชาญกล่าว
ทั้งนี้ หนังสือที่เครือมติชนมอบให้แก่กรมราชทัณฑ์ อาทิ ขจัดปัญหาชีวิต ง่ายนิดเดียว เขียนโดย Sali Hughes แปลโดย เพียงขวัญ ลักษณ์แสงวิไล, ไม่มีครั้งสุดท้ายสำหรับโอกาส เขียนโดย หนุ่มเมืองจันท์, ทำไมฉันจึงเป็นทุกข์ ขณะที่ทุกคนก็มีความสุขกันดี เขียนโดย คิม ซัง-จุน แปลโดย สิรีภรณ์ สงวนสิน, The Great Remake สู่โลกใหม่ โดย สันติธาร เสถียรไทย, ก้าวใหญ่ๆ ใช้ใจเริ่ม โดย กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร,

กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง โดย ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช, ตำรับสร้าง(รส)ชาติ โดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์, รสไทย(ไม่)แท้ เขียนโดย อาสา คำภา, ในกำแพงแก้ว โดย ธงทอง จันทรางศุ, เขตคลองมองเมือง โดย บัณฑิต จุลาสัย และ รัชดา โชติพานิช, ประวัติศาสตร์สังคมว่าด้วยส้วมฯ โดย มนฤทัย ไชยวิเศษ, สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว โดย กำพล จำปาพันธ์ , สยามแต่ปางก่อนฯ โดย วิลเลียม แอล. บรัดเลย์ แปลโดย ศรีเทพ กุสุมา ณ อยุธยา และ ศรีลักษณ์ สง่าเมือง
สำหรับ เรือนจำและทัณฑ์สถาน 24 แห่งที่ได้รับมอบหนังสือดังกล่าว ประกอบด้วย เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, ทัณฑสถานหญิงกลาง, เรือนจำกลางบางขวาง, เรือนจำจังหวัดนนทบุรี, เรือนจำกลางคลองเปรม, ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์, เรือนจำพิเศษมีนบุรี, ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ จ.ปทุมธานี, ทัณฑสถานหญิงธนบุรี, เรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี, เรือนจำกลางนครปฐม, เรือนจำกลางระยอง, เรือนจำจังหวัดชลบุรี, ทัณฑสถานหญิงชลบุรี, ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา, เรือนจำจังหวัดสกลนคร, เรือนจำกลางอุดรธานี, เรือนจำกลางเชียงราย, ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่, เรือนจำกลางนครสวรรค์, เรือนจำกลางกำแพงเพชร, เรือนจำอำเภอสวรรคโลก, เรือนจำจังหวัดภูเก็ต และทัณฑสถานหญิงสงขลา



