‘เปลี่ยนอีสานให้เป็นไทย’ เล่มใหม่มติชน ค้นลึกสำนึกที่ราบสูง อ่านแล้วเก็ทช็อตเด็ด ‘คุณพี่เจ้าขาฯ’

20.03.25 | 21:16 น.

‘เปลี่ยนอีสานให้เป็นไทย’ เล่มใหม่มติชน ค้นลึกสำนึกที่ราบสูง อ่านแล้วเก็ทช็อตเด็ด ‘คุณพี่เจ้าขาฯ’

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 20 มีนาคม ที่ห้องประชุมหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ จัดเสวนาเปิดตัวหนังสือ เปลี่ยนอีสานให้เป็น “ไทย” : อุดมการณ์รัฐชาติกับสำนึกการเมืองของคนที่ราบสูง

โดยมีวิทยากรได้แก่ อ.ประวิทย์ สายสงวนวงศ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.บูรพา ผู้เขียน เปลี่ยนอีสานให้เป็น “ไทย” : อุดมการณ์รัฐชาติกับสำนึกการเมืองของคนที่ราบสูง ร่วมด้วย ผศ.ดร.วรพร ภู่พงศ์พันธุ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

ดำเนินรายการโดย อ.ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ ร่วมเสวนาพาสำรวจและสืบสาวการตื่นตัวทางการเมืองของชาวอีสานในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน เมื่อกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงโหมกระหน่ำ กลุ่มอำนาจท้องถิ่น พ่อค้าคหบดีและชาวบ้านปรับตัวอย่างไร? รวมถึง “พลังทางสังคมใหม่” ได้นำพาอีสานไปสู่ทิศทางไหน? ท่ามกลางนักศึกษาร่วมฟังคับคั่ง พร้อมซื้อหนังสือหลังจบการเสวนา

Advertisement

ในตอนหนึ่ง อ.ประวิทย์ ผู้เขียน เปลี่ยนอีสานให้เป็น ‘ไทย’ เผยว่า ส่วนตัวสนใจในประเด็นอีสาน มีคำที่ประทับใจคือ “เจ๊กปนลาว” ซึ่งทางบ้านก็มีเชื้อสายจีนทางพ่อ และอีสานทางแม่ จึงอยากทำความรู้จักมากขึ้น ซึ่งทั้งเจ๊กและลาว มีความเป็นนักสู้

ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะเห็นความเด่นชัด โดยเฉพาะ นักการเมืองอีสาน เช่น ครูเตียง ศิริขันธ์, ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เราเห็นการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังและเด็ดเดี่ยว ที่สำคัญคือพยายามสะท้อนให้เห็นปัญหาความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ในอาณาบริเวณที่ราบสูง เมื่อศึกษาจึงนำสู่การตั้งคำถาม ถึงการปรับตัวของกลุ่มคนอีสานในช่วงที่กำลังถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย (สมบูรณาญาสิทธิราชย์)

เมื่อถามว่า รัฐส่วนกลางให้ความสนใจพื้นที่นี้ตอนไหน?

อ.ประวิทย์กล่าวว่า ประเด็นอีสาน พูดง่ายๆ คือประดิษฐกรรมในยุคหลัง คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อวัดจากศูนย์กลาง แต่ถามว่าแล้วก่อนหน้านั้นเราจะนิยามบริเวณนี้ว่าอย่างไร? ตนจึงใช้คำว่า “พื้นที่อีสาน” ที่ยังไม่ได้มีลักษณะเป็นภาคอย่างชัดเจน แต่เป็นที่ราบ อาจกินอาณาบริเวณตั้งแต่โคราช ถึงฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง

ซึ่งก่อนที่จะถูกแบ่งเป็นภูมิภาค อีสาน ไม่ได้มีชื่อเรียกอย่างชัดเจน อาจจะเรียกด้วยชาติพันธุ์ เช่น เขมรป่าดง หรือ อีสานใต้ในปัจจุบัน พูดภาษาเขมร ส่วนพื้นที่อื่นก็เป็น “ลาว” ไม่ได้มีชื่อเรียกอย่างชัดเจนแต่อยู่ในพื้นที่ใกล้ชิด เริ่มเด่นชัดตั้งแต่ “สมัยธนบุรี” ที่เริ่มเห็นสงครามครั้งสำคัญ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ไปปราบปราม แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกต มาอยู่วัดอรุณราชวราราม คือจุดเริ่มต้นที่เห็น

“บริเวณพื้นที่อีสานในสมัยนั้น มีการเคลื่อนย้ายของคนหลายระลอก โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหา จากความขัดแย้งของศูนย์กลางอำนาจ เช่น กรณีพุทธศตวรรษปลาย 23-34 ที่มีความขัดแย้ง อพยพมาจากทางเวียงจันทน์ เข้ามาในพื้นที่นี้ เป็นจุดที่ดึงให้อำนาจของสยามเข้าไป พยายามขยายอิทธิพลและทำสงคราม โดยอ้างสิทธิเหนือพื้นที่บริเวณ”

อ.ประวิทย์ กล่าวต่อว่า จากที่แต่ก่อนไม่ได้มีความพยายามรวบอำนาจทั้งอาณาบริเวณ แต่พอหลังจากสมัยธนบุรีขึ้นมา กลายเป็นว่าเวียงจันทน์ จำปาสัก ตกอยู่ภายในอิทธิพลของ ‘สยาม’ อย่างชัดเจน ฉะนั้นพื้นที่บริเวณที่ราบสูงโคราช ซึ่งอยู่ระหว่างสยามและล้านช้าง กลายเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การอ้างสิทธิของสยามมากขึ้น

ด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างขยายอำนาจออกไป แต่สยามแผ่ออกไปไม่ได้มากนัก จึงทำให้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 สยามใช้พื้นที่นี้เป็นเหมือนรัฐกันชน กันการขยายอิทธิพลจากข้างนอก เพราะช่วงนั้นต้นรัตนโกสินทร์ เริ่มซับซ้อน ไม่ได้มีแค่ล้างช้าง เริ่มมีญวณ ทำให้ซีกตะวันออกของปริมณฑลอำนาจลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มมีความล่อแหลม จึงเกิดการขยายอำนาจผ่านการสร้างเมือง เมื่องในพื้นที่อีสานจึงผุดขึ้นมาเต็มไปหมด

“จากกลุ่มท้องถิ่นค่อยๆ ขยับขยาย สร้างเมือง ทะเลาะกันบ้าง ไม่ถูกใจกันก็ไปสร้างเมืองใหม่ ขยายเขตอิทธิพลในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ส่วย อากร ทรัพยากรธรรมชาติ สินค้า ของป่า รวมถึงในแง่คุมกำลัง” อ.ประวิทย์กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม การมีเมืองเยอะๆ แต่ละเมืองก็คือเขตเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจท้องถิ่น เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอิทธิพลของกลุ่มอำนาจท้องถิ่น

อ.ประวิทย์ชี้ว่า จุดเปลี่ยนคือในช่วงกบฏเจ้าอนุวงศ์ (สงครามระหว่างล้านช้าง กับสยาม) ที่ตีแผ่สถานะการเมืองแบบนี้ได้ชัดเจน ระบบกลไกการปกครอง สายบังคับบัญชาที่สยามวางไว้นั้น ใช้ไม่ได้ กว่าจะรู้เรื่อง เจ้าอนุวงศ์ก็มาถึงสระบุรีแล้ว

“ถ้าลองมาติดดู เป็นไปได้ไง ที่กรมการเมืองสมัยนั้น ไม่รู้สึกเฉลียวใจ สะท้อนว่าโครงสร้างการบังคับบัญชา เช่นนี้มีปัญหา รวมถึงยังมีความขัดแย้งของเจ้าเมืองท้องถิ่น เช่น เจ้าเมืองโคราช เป็นการดึงให้ศูนย์อำนาจอื่นเข้ามา คือ ล้านช้างเข้ามา จะเห็นว่าปัญหาใหญ่พอสมควร ดูสถานการณ์ในตอนนั้น เหตุผลที่ท่านตัดสินใจเด็ดขาด ในการปราบปราม จนกระทั่งเผาเวียงจันทน์” อ.ประวิทย์กล่าว

อ.ประวิทย์กล่าวด้วยว่า ในละคร “คุณพี่เจ้าขา ดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์” ถ้านอกจากเรื่องความเจ้าชู้ของพระนครบาล ที่ตามผู้หญิงต้อยๆ เราจะเห็นบริบทอื่น เช่น ฝรั่ง ที่เข้ามาค้าน้ำตาล ซึ่งเข้ามาเป็นตัวละครสำคัญ สยามเริ่มมีตัวแปรอื่น มีการอธิบายด้วยว่า อาจจะเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่สยามต้อง “ตั้งรับ” หลายด้าน การที่แต่ละเมืองตีกัน แล้วดึงอำนาจอื่นเข้ามา เป็นที่มาให้ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด

“เป็นตัวแปรสำคัญในการพยายามกระชับอำนาจบริเวณนี้ให้เข้มข้นขึ้น การตั้งเมืองในสมัย ร.3 มีกว่า 40 เมือง เรียงไปตามการขยายอิทธิพลของญวณ รวมถึงส่วนกลางของ กทม. ที่ไปดูแลเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่โดยตรง

“วิธีการเปลี่ยน ลดอำนาจท้องถิ่นที่ไปเข้าร่วมกับฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ เราเห็นการจัดการมากขึ้น สำรวจประชากร พวกบัญชีเลขไพร่ ที่เริ่มเข้มข้นขึ้น เห็นความพยายามกระชับอำนาจที่เข้มข้นกว่ายุคก่อน ที่เปลี่ยนราชการจะมาที ก็กลายเป็น มีข้อกำหนด บทลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม แต่ระบบราชการยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้มีศักยภาพมากพอโดยไม่ต้องพึ่งกลุ่มอำนาจท้องถิ่นได้

ยังไม่สามารถทำให้อำนาจส่วนกลางแผ่ขยาย จนกระทั่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างในช่วง 2430 เป็นต้นมา” อ.ประวิทย์กล่าว

เมื่อถามว่า อะไรเป็นจุดเร่งเร้าให้รัฐสยามส่วนกลางเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากขึ้น รอยต่อนั้นเกิดอะไรขึ้น?

อ.ประวิทย์กล่าวว่า การเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ จะเห็นหลักๆ 2 ประเด็น ทั้ง 1.ระบอบศักดินา ไพร่ ที่ค้ำจุนโครงสร้างรัฐจารีต เริ่มเสื่อมลง อีกส่วนที่เร่งเร้าคือ 2.ตะวันตก ที่จะกระทบกับภาคอีสานมาก คือการขยายของฝรั่งเศส ที่เป็นรอยต่อ ที่เร่งความจำเป็นของการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มากขึ้น จึงต้องสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีความเชื่อมโยงในหลายมิติ

ในเล่มนี้จึงใช้คำว่า “การบูรณาการรัฐ” ที่ตนมองว่ามี 3 ประเด็น คือ 1.การบูรณาการเชิงอำนาจ 2
.เชิงพื้นที่ และ 3.เชิงความคิด

อ.ประวิทย์ชี้ว่า ในเชิงอำนาจ บูรณาการเชิงพื้นที่ ด้วยการเข้าไปยุ่งกับพื้นที่ต่างๆ เหล่านั้น ตั้งแต่ ช่วง 2430 สิ่งที่เห็นคือ การจัดระเบียบ ยุบเมืองนั้นนี้ สมัยรัชกาลที่ 5 มีการยกเลิกการสร้างเมืองใหม่ และตั้งเป็นมณฑล เปลี่ยนชื่อไปมาจากมณฑลลาว ลาวกาว ลาวพวน กลายเป็นมณฑลอีสาน มณฑลอุดร มณฑลราชสีมา เห็นการจัดการพื้นที่เหล่านี้มากขึ้น

จากที่เดิมพื้นที่นี้เป็นของท้องถิ่น ส่วนกลางก็ส่งคนมาปกครอง เช่น ส่งคนมาตรวจราชการ สะท้อนความเอาจริงเอาจังในการจัดระเบียบแบบแผนให้เป็นอันเดียวกันกับส่วนกลางก่อนนำมาสู่การสร้าง ระบบมณฑลเทศาภิบาล, พ.ร.บ.ที่พูดถึงการปกครองส่วนพื้นที่ ก็ตามมา มีการสังคายนาพื้นที่ เพื่อปูทางไปสู่ระบบราชการ ด้วยการสร้าง “พื้นที่ส่วนราชการ” ขึ้นมาควบคู่

จึงต้องมีศาลากลาง ที่ว่าการอำเภอ โรงทหาร เพื่อรองรับการใช้อำนาจเหล่านี้ โดยเฉพาะส่วนทีใกล้ชิดกับประชาชน คือ ที่ว่าการอำเภอ ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเฉยๆ มีหน้าที่ทำทะเบียน หนังสือส่วนราชการ ยืนยันตัวบุคคล เสียภาษี ขออนุญาต เป็นพื้นที่ทำให้รัฐขยายอิทธิพลอำนาจไปสู่ระดับประชาชนทั่วไป

ส่วน “ระบบแผนที่” เป็นการบูรณาการเชิงพื้นที่กายภาพ ย้อนกลับไปสมัยสยามมีศึกกับเจ้าอนุวงศ์ ปราบฝั่งเวียงจันทน์ หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญช่วงนั้นคือ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ เป็นผู้มีอิทธิพลสำคัญ
นำมาสู่การเชื่อมโยงพื้นที่ผ่าน “คมนาคม” เช่น รถไฟ รวมถึงการสื่อสาร ไปรษณีย์ โทรเลข เพื่อการราชการ ให้สามารถสั่งการได้ทันที สามารถปราบปราม ความไม่สงบได้อย่างรวดเร็ว

ในเรื่องการคมนาคม ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ไหลเวียน เชื่อมโยงคนไปสู่ส่วนกลางมากขึ้น

ส่วน 3.การบูรณาการในเชิงความคิด สร้างชุดความคิดที่เชื่อมโยงเป็นบรรทัดฐาน ที่ต้องผ่านระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกับ “อุดมการณ์ของรัฐ” ยึดโยงกับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จัดการจากส่วนกลาง แผ่ขยายเข้าไป รวมถึงประเพณีบางอย่างดั้งเดิม ก็ถูกลดทอนลง เช่น การสถาปนาสมณศักดิ์ของคนอีสาน ที่ไปทับซ้อนกับส่วนกลาง จึงทำให้บางธรรมเนียมถูกลดทอนลง