ทำไมคนอีสานอินการเมือง? นัก ปวศ.เปิดลิสต์ ปัญญาชนที่ราบสูง สู่พลังใหม่อภิปรายแหลมคม

20.03.25 | 21:32 น.

ทำไมคนอีสานอินการเมือง? นัก ปวศ.เปิดลิสต์ ปัญญาชนที่ราบสูง สู่พลังใหม่อภิปรายแหลมคม

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 20 มีนาคม ที่ห้องประชุมหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ จัดเสวนาเปิดตัวหนังสือ เปลี่ยนอีสานให้เป็น “ไทย”: อุดมการณ์รัฐชาติกับสำนึกการเมืองของคนที่ราบสูง

โดยมีวิทยากร ได้แก่ อ.ประวิทย์ สายสงวนวงศ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.บูรพา ผู้เขียน เปลี่ยนอีสานให้เป็น “ไทย” : อุดมการณ์รัฐชาติกับสำนึกการเมืองของคนที่ราบสูง ร่วมด้วย ผศ.ดร.วรพร ภู่พงศ์พันธุ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

ดำเนินรายการโดย อ.ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ ร่วมเสวนาพาสำรวจและสืบสาวการตื่นตัวทางการเมืองของชาวอีสานในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน เมื่อกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงโหมกระหน่ำ กลุ่มอำนาจท้องถิ่น พ่อค้าคหบดีและชาวบ้านปรับตัวอย่างไร? รวมถึง “พลังทางสังคมใหม่” ได้นำพาอีสานไปสู่ทิศทางไหน? ท่ามกลางนักศึกษาร่วมฟังคับคั่ง พร้อมซื้อหนังสือหลังจบการเสวนา

Advertisement

ในตอนหนึ่ง อ.ประวิทย์ ผู้เขียน หนังสือ “เปลี่ยนอีสานให้เป็นไทย” ตอบคำถามที่ว่า การดำเนินการของรัฐส่วนกลางส่งผลกับคนในพื้นที่อีสานอย่างไรบ้าง?

อ.ประวิทย์เผยว่า คำถามนี้เป็นที่มาของการศึกษาเรื่องนี้ด้วย คือการเปลี่ยนแปลงของคนอีสานเมื่อส่วนกลางเข้ามามากขึ้น เขาต้องปรับตัว เผชิญกับอะไรบ้าง ซึ่งยังเป็นส่วนสัมพันธ์กับสำนึกคิดและการเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ผมมอง 3 ประเด็นการเข้าถึงโอกาสและการปรับตัวทาง 1.เศรษฐกิจ 2.ทางการศึกษา และ 3.การปรับตัวเข้าสู่ระบบราชการ

ในเชิงเศรษฐกิจ เวลาเราพูดถึงการมาของรถไฟ ไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างผิดหูผิดตาเหมือนภูมิภาคอื่น มีข้อจำกัดเยอะเหมือนกัน กลุ่มที่มีส่วนร่วม คือกลุ่มอำนาจท้องถิ่น ตอนหลังคือ พ่อค้าคนกลาง อาจจะเป็นกลุ่มคนจีน นายฮ้อย ทำให้สัตว์เศรษฐกิจอย่าง หมู โค กระบือ เป็นที่ต้องการของส่วนกลาง คนเหล่านี้เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ ไหลเวียนสู่ปลายทาง กรุงเทพฯ

ขณะที่พื้นที่ชนบทอาจจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนาดนั้น เว้นแต่อยู่บริเวณชุมทางสำคัญ หรือกลุ่มคนจีนที่เข้าไปลงทุน เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบท สั่งสมฐานะขึ้นมาได้ แต่ในส่วนความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ไม่ได้เห็นประโยชน์ที่ได้รับอย่างชัดเจน” อ.ประวิทย์ชี้

อ.ประวิทย์กล่าวด้วยว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลายเป็นแขนขาของรัฐ สิ่งที่เปลี่ยนไปในชนบทคือความต้องการตัวเงินมากขึ้น จากการเก็บภาษีเป็นตัวเงิน ทำให้เขาต้องดิ้นรนมากขึ้น การจะค้าขายโค กระบือ ก็จะต้องไปแจ้ง เสียภาษี

ส่วนประเด็นผลกระทบทาง ‘การศึกษา’ จะเห็นเช่นกันว่า การเรียนการสอนจากส่วนกลาง กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ก่อนหน้านี้จะรับราชการสืบกันมาจากท้องถิ่น ก็เปลี่ยนเป็นต้องผ่านระบบการศึกษา พ่อค้าบางท่าน สั่งตำรามาให้ลูกเรียนจึงปรับตัวได้ ขณะที่ลูกชาวบ้านทั่วไป เข้าไม่ถึง

ซึ่งหนึ่งในคนที่พูดถึงปัญหานี้คือ ครูอ่ำ บุญไทย เป็นปัญญาชนอีสานที่เก่งมาก

ในงานของท่านพูดถึงการศึกษาที่มีปัญหานี้ เพราะว่า ‘รัฐไม่ได้ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับวิถีของชาวบ้าน’ คนเลยบอกจะไปเรียนทำไมเก็บเงินเพิ่ม ทำไมไม่สอนปั้นหม้อ สอนกสิกรรม นักเรียนจะได้ไปช่วยงานที่บ้านได้ ให้ไปเรียนคณิต เรียนพลเมือง มันไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขา เราเห็นการตั้งคำถามเหล่านี้” อ.ประวิทย์ชี้

อ.ประวิทย์กล่าวต่อว่า การเข้าถึงระบบการศึกษาได้ต้องมีฐานะ รวมถึงระบบราชการเช่นกัน จึงจะได้รับการยอมรับ เป็นการตัดวงจรการสืบทอดอำนาจด้วยสายเลือดแบบเดิม ถือเป็นการจำกัดคนพอสมควร

ที่น่าสนใจคือ เกิดคนอีกกลุ่มขึ้นมา ที่พยายามเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหว เป็น “พลังทางสังคมใหม่” เป็นคนจากระบบราชการ ที่ไม่ใช่ใกล้ชิดกับเจ้านาย แต่เป็นคนที่ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเอง ด้วยการสอบ ทัศนคติของเขาจึงไม่เหมือนกัน เป็นคนหนุ่ม ส่วนมากเป็นครู บางคนสายปกครอง เช่น ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สายครู เช่น ครูเตียง ศิริขันธ์ และ ครูอ่ำ ที่เห็นปัญหาในระบบราชการ ซึ่งไม่ได้ให้โอกาสในการแสดงความคิดเห็น เป็นพลังสำคัญในการเคลื่อนไหวแสดงความรู้นึกคิดทางการเมือง

อ.ประวิทย์กล่าวต่อว่า นอกจาก ปัญญาชนกลุ่มนี้ ในแง่การตื่นตัวทางการเมืองยังแบ่งเป็น 2 กลุ่มกว้างๆ คือ

1.พลังทางสังคมใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่ที่กระตือรือร้นในการเปลี่ยนแปลงสังคม ยังรวมถึงนักหนังสือพิมพ์ ทนายความ ที่เป็นตัวกลางระหว่างข้างบนและข้างล่าง ซึ่งเห็นและเข้าใจถึงปัญหาที่เป็นอยู่ โดดเด่นมากในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะเริ่มเห็นการสะท้อนปัญหาท้องถิ่นผ่าน ‘นามปากกา’ ในหนังสือพิมพ์ ตั้งคำถามว่ารัฐบาลทำแบบนี้ ใช้เงินแบบนี้ถูกต้องหรือไม่

อีกกลุ่ม 2.ชาวบ้าน คาบเกี่ยวกับช่วงที่นำไปสู่เหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 เช่น กบฏผู้มีบุญ ยังมีหลักฐานจากจดหมายร้องเรียน ที่ชี้ให้เห็นผลกระทบจากการปรับตัวของชาวบ้าน เช่น เรื่องการเก็บภาษี ที่สร้างความลำบาก โดนเจ้าหน้าที่รัฐเอาเปรียบ ข่มเหง ยึดของ จับไปติดคุกทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ มีการร้องเรียนต่างๆ เกิดขึ้น

รวมถึง หมอลำโสภา พลตรี ที่น่าสนใจ การเคลื่อนไหวของท่านไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง แต่เป็นการเกรงกลัวว่าอิทธิพลข้างนอกจะมากระทบกับท้องถิ่น ร้องเรียนหลายฉบับ พูดวนเวียนประเด็นเหล่านี้ ทำไม่ต้องส่งลูกไปเรียน เรียนลูกเสือทำไม ลูกไม่ใช่เสือ ตัดไม้มาปลูกบ้านเอง รัฐมีหน้าที่อะไรมาเก็บภาษี ทั้งที่เป็นผลจากหยาดเหงื่อแรงงานเอง จะมาเก็บอากรได้อย่างไร ซึ่งยังได้เห็นการสรุปความ ที่สะท้อนทัศนคติของเจ้าหน้าที่ด้วย

เมื่อชาวบ้านเขียนร้องเรียนแล้วไม่ได้ผล จึงนำมาสู่การรวมตัวเรียกร้องส่วนกลางมากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณี ส.ส.อีสาน อะไรที่ทำให้ในระยะหลังมีความโดดเด่น อภิปรายในประเด็นที่แหลมคมอย่างมาก มองว่าอะไรเป็นปัจจัย?

อ.ประวิทย์กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ตั้งเป็นข้อสังเกตด้วยว่า เป็นผลที่สืบเนื่องมาก่อนหน้านี้ ครูเตียง ศิริขันธ์ แสดงออกตั้งแต่การเข้าสภา ซึ่งคล้ายกับครูอ่ำ ที่เป็นคนเรียนเก่ง เห็นความแตกต่างระหว่างบ้านเกิดกับอีสาน ทั้งสองคนมีจุดร่วมคือเป็นคนที่ “ชอบอ่านหนังสือ” รักหนังสือยิ่งกว่าเมีย ราวกับติดฝิ่น จึงได้รับอิทธิพลแนวคิดต่างประเทศมามองการเมืองด้วยเช่นกัน ทำให้ปัญหาชาวบ้านถูกสะท้อนออกมาอย่างแหลมคม
เห็นความเหลื่อมล้ำต่ำสูง เมื่อได้เข้าสู่สภา การปิดกั้นการแสดงออก จึงถูกเปิดในวงกว้าง

ใจความสำคัญของการอภิวัฒน์ 2475 คือการให้พลเรือนทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น คนเหล่านี้จึงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างเต็มที่ ปัญหาถูกหยิบยกขึ้นมา จนทำให้พระยาพหลฯ เป๋ไปพอสมควร

ในช่วงท้าย อ.ประวิทย์กล่าวด้วยว่า ดีใจที่ผลงานถูกตีพิมพ์ อาจจะยังมีบางข้อจำกัด แต่สุดท้ายแล้วเป็นหนังสือที่จะได้เข้าถึงคนจำนวนมากขึ้น ได้เล่าเรื่องที่เราอยากเล่า ผ่านตัวอักษร

โดยปัจจุบันเริ่มสนใจภาคตะวันออก และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับอีสาน ที่เห็นว่าพระสายธรรมยุต ในภาคตะวันออก มีเยอะเหมือนกัน เป็นประเด็นที่น่าสนใจ

“หวังว่างานชิ้นนี้จะช่วยขยายความรู้ สร้างข้อถกเถียงที่ไปเติมเต็มช่องว่าง กระตุ้นให้เกิดการถกเถียง นับว่าเป็นความสำเร็จของงานชิ้นนี้” อ.ประวิทย์กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.วรพร คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร ในฐานะที่ปรึกษา เผยว่า เนื่องจากตนไม่ใช่คนอีสาน สอนโดยการใช้เอกสารจากส่วนกลาง จึงมองเห็นความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ ที่มีความแตกต่าง โดยงานส่วนมากจะสะท้อนแนวคิด รากเหง้าภาคอีสาน การปฏิรูประบบราชการ แล้วข้ามมาพูดถึงในแง่การเป็น ส.ส. แต่งานส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึง “ตรงกลาง” ที่คนอีสานมีบทบาทโดดเด่นมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

“เป็นงานที่มาเติมตรงกลาง เพราะมีตรงนี้ ทำให้เกิดบทบาทของ ส.ส.อีสาน ที่เป็นดาวสภา อีกส่วนคือการใช้เอกสารที่สะท้อนความคิดของชาวบ้าน ทั้งบทความจากหนังสือพิมพ์ คนที่เขียนเขาสะท้อนปัญหาหลายอย่างมาก อ้างกระทั่งเจ้าเมืองไม่สนใจ รวมถึงกลอนลำ ที่สะท้อนความโดดเด่น ตั้งคำถามว่าเรียนพละทำไม เอาเวลาไปทำนาไม่ดีกว่าเหรอ เป็นการทำงานที่สะท้อนมุมมองครบ ทั้งการตีความ และการใช้หลักฐาน” ผศ.ดร.วรพรกล่าว